หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 763 ระเบิด
บทที่ 763 ระเบิด
เมื่อได้ยินคำถามที่โกรธแค้นของจางโจวชิง เหลียงเหล่ยและคนอื่น ๆ ก็รู้สึกสงสัย
พวกเขาอยากรู้ว่าซิ่วตงมาจากนิกายอเวจีโลหิตหรือไม่
ถ้าใช่… คงจะน่าสนใจทีเดียว
“ซิ่วตง ตอบสิ ใช่หรือเปล่า?!” จางโจวชิงถามย้ำ
“ฮ่า ๆ ฉันซ่อนตัวอยู่ในนิกายอสูรดำมาหนึ่งร้อยสิบหกปี จากผู้ฝึกหัดยุทธ์ที่อ่อนแอ ฉันได้ทะลวงผ่านทีละขั้นจนมาสู่ระดับผสานเต๋า และแม้แต่ติดอันดับหนึ่งในหกอันดับแรกของนิกายอสูรดำเลยด้วยซ้ำ คิดไม่ถึงเลยใช่ไหมล่ะ?” ซิ่วตงหัวเราะเยาะ
“แก… แกมันสมควรตาย!”
“ฉันสมควรตาย? ฮ่าฮ่าฮ่า ฉันสมควรตายจริง ๆ ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมานี้นิกายอสูรดำได้สูญเสียผู้ฝึกยุทธ์อัจฉริยะไปอย่างน้อยหลายสิบคนเลยใช่ไหม? ฮ่า ฮ่า ฉันฆ่าพวกมันเองแหละโว้ย! แม่ง โครตน่าตื่นเต้นเลยว่ะ!” ซิ่วตงหัวเราะลั่น
“เป็นแกเองเหรอ! ไอ้หมาแก่!” ดวงตาของจางโจวชิงเปลี่ยนเป็นสีแดงทันที
ครั้งหนึ่งนิกายอสูรดำเคยมีอัจฉริยะหลายสิบคนที่ยังไม่เติบโตทว่ากลับเสียชีวิตอย่างน่าอนาถด้วยเหตุผลหลายประการ
หนึ่งในนั้นคือลูกชายคนที่สามของเขา
อัจฉริยะที่ไม่มีใครเทียบได้ ซึ่งได้รับการยกย่องว่ามีความสามารถมากที่สุดในนิกาย
ซิ่วตงเผยแววตาเยาะเย้ยใส่จางโจวชิง จากนั้นจึงหันไปมองที่เหลียงเหล่ยและคนอื่น ๆ
ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็เผยความดุร้าย ดวงตากระหายเลือดเต็มไปด้วยเจตนาฆ่า เขาคำรามด้วยความโกรธ “มันเป็นเพราะพวกแก! ไอ้หัวขโมยสำนักโอสถ พวกแกไม่ได้ป้องกันโลกตงเทียนแต่กลับออกมาปิดล้อมที่นี่ แถมยังทำให้ฉันต้องมาอยู่ในสภาพนี้ พวกแกมันสมควรตายจริง ๆ!”
“จุ๊ จุ๊ นิกายอเวจีโลหิตช่างร้ายกาจจริง ๆ นิกายอสูรดำเสียหน้าแล้วล่ะ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับผสานเต๋าเป็นสายลับของนิกายอเวจีโลหิตเชียวนะ ทุกอย่างในนิกายอสูรดำคงไปถึงหูพวกนิกายอเวจีโลหิตแล้วสินะ?” เหลียงเหล่ยหัวเราะลั่น
ตอนนี้ใบหน้าชราของจางโจวชิงเปลี่ยนเป็นสีดำจนดำไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว เขาเกลียดซิ่วตงมากกว่าเหลียงเหล่ยและคนอื่น ๆ
แต่เขายังคงมีเหตุผล เพราะในการเผชิญกับสถานการณ์ที่สิ้นหวังนี้ เขาต้องพบกับความหวังอันริบหรี่เพื่อเอาชีวิตรอด
และซิ่วตงคือความหวังอันริบหรี่นี้
“ซิ่วตง ไม่ว่าแกจะมาจากนิกายอเวจีโลหิตหรือจากนิกายอสูรดำ ท้ายที่สุดเราก็อยู่ข้างเดียวกัน มาฆ่าไอ้พวกสำนักโอสถสามคนนี้ก่อน แล้วเราค่อยคุยกันเรื่องอื่นดีไหม?” จางโจวชิงกัดฟันถาม
“แน่นอน! ตราบใดที่แกใช้วิชาต้องห้าม เราสองคนก็ร่วมมือกันได้ และยังมีโอกาสที่จะฆ่าพวกมัน” ซิ่วตงหัวเราะเยาะ
“นี่แก…”
“ใช้มันซะ! ไม่อย่างนั้นฉันจะฆ่าแกก่อนที่จะฆ่าพวกมัน!” ซิ่วตงตะโกนอย่างดุร้าย
“ไอ้แก่นี่บ้าไปแล้ว” จางโจวชิงรู้สึกขมขื่นในใจ
เขารู้วิชาต้องห้าม แต่เมื่อใช้งานมัน มันจะเผาผลาญอายุขัยของเขาอย่างต่อเนื่อง และทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมาน แม้ว่าเขาจะใช้ยารักษาอย่างสิ้นหวังหลังจากนั้นก็ยังคงไม่สามารถฟื้นตัวได้ภายใน 8-10 ปี
แต่ในช่วงเวลาวิกฤตของชีวิตและความตายนี้ เขาไม่สามารถสนใจเรื่องนี้ได้
ตราบใดที่เขาสามารถฆ่าไอ้สารเลวพวกนี้จากสำนักโอสถได้ จากนั้นค่อยใช้ประโยชน์จากความอ่อนแรงของซิ่วตงเพื่อฆ่ามันทีหลัง วิธีนี้น่าคุ้มค่ากับราคาอันเจ็บปวดที่เขาต้องจ่าย
“ท่านลุง ผู้อาวุโสเวิง ผู้อาวุโสเหลียง ฆ่าเร็ว!”
ทันใดนั้น เสียงเย็นชาก็ดังมาจากระยะไกล
“สังหารตาแก่ระดับผสานเต๋าสองคนนี้ซะ ยังมีเด็กอีกหลายพันคนที่มีแวว ถ้าเราใช้ให้ดีและฝึกฝนพวกเขาให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่ทรงพลังก็น่าสนใจดีนะ ให้พวกเขาทำลายล้างนิกายอสูรดำและนิกายอเวจีโลหิตทีหลัง”
“คิดดีแล้ว สมกับเป็นเด็กดีของข้า” เหลียงเหล่ยหัวเราะลั่น
“ไม่เลวนี่ นิกายอสูรดำช่วยปูทางให้เราแล้วจริง ๆ” เวิงหลิวกุ้ยยังยิ้มเยาเย้ยก่อนจะหัวเราะลั่น
“ฆ่าพวกมันซะ! ผมจะช่วยกำบังให้เอง” โจวอี้กล่าว
กำบัง?
เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยพูดไม่ออก
จ้านหลิงอวิ๋นเผยสีหน้าดูหมิ่นเล็กน้อย ก่อนจะดึงลูกแก้ววิเศษออกจากอกและโคจรพลังปราณเข้าไป
จากนั้นเขาก็โยนมันไปที่ซิ่วตงทันที!
ซิ่วตงเหวี่ยงดาบออกไปในทันใด ลูกแก้วนั้นพลันแตกกระจายทันที
ทว่าจู่ ๆ สายฟ้ากลับฟาดเข้าที่หน้าอกของซิ่วตง ทำให้เขากระเด็นออกไปหลายสิบเมตร
“เรื่องบ้า ๆ แบบนี้อีกแล้ว” ซิ่วตงพยายามรักษาร่างของเขาให้มั่นคงกลางอากาศ ก่อนจะมองลงไปยังบริเวณที่ไหม้เกรียมบนหน้าอกแล้วคำรามด้วยความโกรธ
ร่างของเขาพุ่งเข้าหาจ้านหลิงอวิ๋น
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบกายเริ่มแปรปรวนอย่างเห็นได้ชัด ชั้นของกระแสลมพุ่งมาจากทุกทิศทุกทางพุ่งเข้าห่อหุ้มซิ่วตงไว้ทันที
ความเร็วของซิ่วตงช้าลงหนึ่งในสาม ในขณะที่เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยตกตะลึง และจางโจวชิงถึงกับมึนงง
แม้แต่จ้านหลิงอวิ๋นที่พร้อมจะต่อสู้ก็ยังแสดงสีหน้าประหลาดใจ
สายตาของพวกเขาทั้งหมดจับจ้องไปที่โจวอี้ราวกับกำลังมองดูสัตว์ประหลาด
“พวกคุณมัวทำอะไรอยู่ ผมจะช่วยกำบังให้นี่ไง! เร็วเข้า!” โจวอี้คำราม
จ้านหลิงอวิ๋น เหลียงเหล่ย และเวิงหลิวกุ้ยต่างรู้สึกประหลาดใจ พวกเขาไม่เคยคาดว่าโจวอี้จะสามารถแทรกแซงการต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกยุทธ์ระดับผสานเต๋าได้
และสิ่งที่ไร้สาระที่สุดคือพวกเขาถูกโจวอี้ดุ!
“แปลกมาก!”
“แต่มันก็น่าสนใจ!”
ทั้งสามคนพุ่งออกไปราวกับกระสุนปืนใหญ่ ดาบของพวกเขาฉีกทะลุอากาศ พลังวิญญาณจากรอบด้านพุ่งเข้ามาและหลอมรวมเข้ากับการโจมตีของพวกเขา
พวกเขาระเบิดพลังที่น่าสะพรึงกลัว อีกทั้งยังใช้พลังแห่งปราณวิญญาณฟ้าดินเพื่อเพิ่มพลังโจมตีของพวกเขาในการสังหารซิ่วตง
ตูม!
ร่างกายของซิ่วตงระเบิดออก
หมอกเลือดปกคลุมทุกสิ่งภายในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรในชั่วพริบตา และในเวลาเดียวกันนั้น พิษที่น่าสะพรึงกลัวก็กระจายไปในอากาศ
“วิธีเดิม ๆ โชคดีที่ข้าพกหมอกวิญญาณสลายไว้เสมอ” เหลียงเหล่ยปรากฏตัวขึ้นถัดจากเวิงหลิวกุ้และจ้านหลิงอวิ๋น ขณะที่เขาเปิดจุกขวดหยก กระแสอากาศก็กระจายไปทั่วพื้นที่รอบตัวพวกเขาทั้งสามทันที ขับเอาละอองเลือดและสารพิษออกไปหมดสิ้น
“ดี เมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนที่เราต่อสู้กับพวกนิกายอเวจีโลหิต เราต้องสูญเสียเพราะวิชาชั่ว ๆ ของพวกมัน ไม่คิดว่าเฒ่าเหลียงจะยังพกหมอกวิญญาณสลายไว้ ดูเหมือนว่าบทเรียนในตอนนั้นจะทำให้เจ้าประทับใจอย่างสุดซึ้ง ฮ่า ๆๆ…” เวิงหลิวกุ้ยหัวเราะ
“แน่นอน ข้าน่ะ…”
ทันใดนั้น สีหน้าของเหลียงเล่ยก็แข็งทื่อ
เขารีบหันกลับไปมองโจวอี้ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว ๆ แปดร้อยเมตร และถูกปกคลุมไปด้วยหมอกโลหิต
“เสี่ยวอี้!” เขาอุทานเสียงสั่น ร่างของเขาพุ่งเข้าหาโจวอี้ทันที
เขารู้ว่าหมอกเลือดมีพิษร้ายแรง แม้แต่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ก็ไม่สามารถต้านทานได้ แม้แต่ผู้ที่อยู่ในระดับผสานเต๋าก็สามารถพังทลายได้หากถูกมันกัดกร่อน
ส่วนโจวอี้…
ทั้งสามปรากฏตัวต่อหน้าโจวอี้ทันที
“พวกคุณไม่ต้องห่วงผม ไปตามตัวตาแก่จากนิกายอสูรดำนั่นก่อนดีกว่า” โจวอี้กล่าว
“เสี่ยวอี้… เจ้าเป็นยังไงบ้าง?” หลังจากถามเสร็จ เหลียงเหล่ยก็ตบหน้าตัวเองด้วยความเสียใจ “ข้าประมาทเอง ข้าปล่อยให้เจ้า…”
“คุณหมายความว่ายังไง?” โจวอี้ถามด้วยความสับสน
“ยาพิษ! หลังจากที่มันใช้โลหิตเทพ สารพิษที่อยู่ในหมอกเลือดจะมีผลร้ายต่อพวกเราทุกคน…”