หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 764 กวาดล้างให้สิ้นซาก
บทที่ 764 กวาดล้างให้สิ้นซาก
ยาพิษ?
เขายังไม่รู้สึกถึงพิษเลย!
โจวอี้เห็นทั้งสามคนจ้องมองมาตาไม่กะพริบด้วยสีหน้าวิตก
ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงสภาพร่างกายตนเองที่ยังแข็งแรงดี และไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด!
“ผมไม่เป็นไรเลย” โจวอี้บอก
“จริงเหรอ? จะไม่เป็นไรได้ยังไง เสี่ยวอี้ คิดจะปิดบังพวกเราเหรอ ยาพิษนี้ร้ายแรงมาก แม้แต่นักหลอมโอสถในสำนักเรายังหายาถอนพิษไม่ได้เลย เราได้แต่พึ่งหมอกวิญญาณสลายเพื่อเจือจางพิษ” เหลียงเหล่ยพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ครับ”
โจวอี้พลันนึกได้ว่าตอนที่ซิ่วตงระเบิดก่อนหน้านี้ เขาใช้พลังอักขระเพื่อไม่ให้ได้รับแรงระเบิด
หรือจะเป็นผลจากการใช้พลังอักขระ?
จ้านหลิงอวิ๋นเอื้อมไปคว้าข้อมือชายหนุ่ม หลังจากตรวจชีพจรอยู่ครึ่งนาทีก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก “เขาไม่เป็นไร ไม่ได้ถูกพิษ”
เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ทว่าโจวอี้อยู่ท่ามกลางหมอกหนาเช่นนั้น พิษรุนแรงในสภาพแวดล้อมแบบนั้นจะไม่มีผลกับโจวอี้เลยได้อย่างไร หรือว่าจะสามารถต้านทานพิษได้?
“พวกคุณรีบตามตาแก่นิกายอสูรดำไปเถอะ! ถ้าเขาหนีไปได้ เราจะปิดบังเรื่องการโจมตีเกาะนี้ไม่ได้ แล้วจะมีกองกำลังหลายฝ่ายรู้ว่าเราเจอเด็กที่เหมาะกับการฝึกยุทธ์” โจวอี้รีบบอก
“ใช่ ๆ เราต้องตามจับเขาให้ได้” เหลียงเหล่ยพยักหน้า
ทันใดนั้น ทั้งสามก็กลายเป็นลำแสงพุ่งไปยังฝั่งทะเลทางเหนือทันที
โจวอี้ไม่รอช้า เขามุ่งหน้าไปอีกทาง
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป พวกนิกายอสูรดำราวสองร้อยคนถูกสังหารไปกว่าครึ่งแล้ว
สองชั่วโมงให้หลัง
ผู้ฝึกยุทธ์คนสุดท้ายของนิกายอสูรดำที่หลบหนีไปถูกเป่ยเฉินหลิวอิ๋งพบตัวและฆ่าทิ้ง ทั้งเกาะไม่เหลือผู้ฝึกยุทธ์อีกต่อไป มีเพียงเด็กกว่าสามพันคนเท่านั้น
“เจ้านาย ซูเอินตายแล้ว อาลั่วข่าเองก็ตายระหว่างการต่อสู้เหมือนกัน ส่วนคนอื่นก็ได้รับบาดเจ็บบ้าง” เยี่ยป๋อซางกระซิบบอกโจวอี้
“อืม เอาศพของซูเอินกับอาลั่วข่าขึ้นเรือกลับไปฝังที่เกาะซ่อนหมอก” โจวอี้สั่ง
“ผมจัดการส่งศพไปแล้วครับ ว่าแต่จะเอายังไงกับเด็ก ๆ?” เยี่ยป๋อซางถาม
“ถามพวกเขาว่าใครอยากฝึกยุทธ์ต่อ ถ้าอยากก็พาขึ้นเรือกลับไปที่เกาะซ่อนหมอก แต่ถ้าไม่อยากก็ไม่ต้องพาไปเป็นคนของเรา ฉันอยากพาพวกเขากลับ”
“รับทราบ!” เยี่ยป๋อซางพยักหน้า เมื่อตั้งท่าจะเดินไปก็นึกบางอย่างขึ้นได้ สีหน้าเขาดูแปลกไปเล็กน้อย เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า “ในบรรดาเด็ก ๆ พวกนี้ มีสองคนที่ดูไม่ธรรมดาครับ”
“ไม่ธรรมดายังไงล่ะ?”
“ตอนที่เราฆ่าพวกนิกายอสูรดำ เด็กสองคนนี้กับเพื่อนอีกหลายร้อยถือโอกาสฆ่าฝ่ายตรงข้ามไปสามคน พอผมถามว่าทำไม เด็กที่ชื่อว่าป่าซางก็บอกว่าเพื่อนเขาตายไประหว่างการฝึกหลายคน พวกเขาก็เลยเกลียดพวกนิกายอสูรดำมาก พอเราบุกโจมตีก็เลยฉวยโอกาสนี้เอาไว้” เยี่ยป๋อซางยิ้ม
“จริงเหรอ?” โจวอี้ตกใจ
เท่าที่เขารู้ เด็กที่โตที่สุดอายุไม่ถึงสิบเอ็ดเลยด้วยซ้ำ
เด็กเล็กขนาดนั้นสามารถฆ่าผู้ฝึกยุทธ์ของนิกายอสูรดำได้อย่างไร?
ต้องเป็นเรื่องล้อเล่นแน่นอน!
“จริงครับ ป่าซางฝึกมวยไทยมาตั้งแต่เด็ก เขาท้าสู้กับคนอื่นบนเวทีเพื่อล่าเงินรางวัล ทำให้ถึงแม้จะยังเด็กแต่ก็เคยฆ่าคนและมีฝีมือดีด้วย ส่วนเด็กอีกคน ก่อนที่ครอบครัวเขาจะตายจากไป เขาเคยเป็นสมาชิกของโลกใต้ดินตะวันตก ก็เลยได้เรียนรู้ทักษะการต่อสู้มาเยอะครับ”
“ถ้างั้นพาตัวพวกเขามาด้วย”
“ได้ครับ!”
จากนั้นราว ๆ ชั่วโมงกว่า เด็กจำนวน 550 คนที่ยินดีจะฝึกยุทธ์ต่อก็ถูกส่งขึ้นเรือโดยสารสองลำ ก่อนจะหายลับไปในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล
มีเด็ก 2,403 คนที่เหลืออยู่
พวกเขาเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบบนเกาะซึ่งเป็นค่ายฝึกที่ใหญ่ที่สุด ทุกคนต่างจ้องไปยังโจวอี้ที่ยืนอยู่บนเวที รู้สึกทั้งไม่สบายใจและไม่มั่นใจในโชคชะตาที่เฝ้ารอตนเองอยู่
โจวอิ้นิ่งเงียบ
เขารอข่าวหนึ่งอยู่ ซึ่งก็คือข่าวจากพวกเหลียงเหล่ย
ในที่สุด เมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า ทั้งสามคนก็เหาะกลับมาราวกับสายฟ้า
“เป็นยังไงบ้างครับ?” โจวอี้โผเข้าไปถาม
“ตาแก่สกุลจางคนนั้นยังมีท่าไม้ตายที่ซ่อนเอาไว้อีกเยอะ แต่เขาถูกพวกเราตามไล่ล่า ต่อให้มีปีกก็หนีไปไม่พ้นหรอก ไม่ต้องห่วง!” เหลียงเหล่ยหัวเราะ
“ดีเลยครับ!”
โจวอี้หันไปชี้เด็กราวสองพันคนและเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ผู้อาวุโสเหลียง ผู้อาวุโสเวิง ท่านลุง คิดจะทำยังไงกับเด็กพวกนี้ดีครับ?”
“ติดต่อญาติและส่งพวกเขากลับไป ถ้าไม่มีญาติก็ตรวจร่างกายพวกเขาซะ ถ้ามีทักษะอยู่บ้างก็พากลับไปที่สำนักโอสถของเรา” เหลียงเหล่ยบอกโดยไม่ลังเล
“ดีครับ!” โจวอี้พยักหน้า
เช้าตรู่
เด็กไร้ญาติมากกว่าแปดร้อยคนถูกพาไปตรวจร่างกาย มีเด็กมากกว่าสี่สิบคนที่หน่วยก้านดีถูกเหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยเกลี้ยกล่อมให้ตามไปอยู่ในสำนักโอสถ
ส่วนเด็กมากกว่าเจ็ดร้อยคนถูกส่งขึ้นเรือไป
“เสี่ยวอี้ จะจัดการกับพวกเขายังไง?” เหลียงเหล่ยถามด้วยความสงสัย
“รับเลี้ยงครับ!”
“เจ้าจะรับอุปถัมภ์เหรอ?”
“ครับ” โจวอี้ยิ้ม
เด็กเหล่านี้ถูกนิกายอสูรดำพาตัวมาอยู่บนเกาะ บ่งบอกได้ว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมกับการฝึกยุทธ์ แม้ว่าเหลียงเหล่ยจะคัดเด็กหัวกะทิสี่สิบคนไปแล้ว แต่เด็กคนอื่นก็เก่งกาจเช่นกัน ถ้าได้รับการสั่งสอนที่ดี ต่อไปก็สามารถก้าวหน้าได้เช่นกัน
“แล้วจะทำยังไงกับเด็กที่เหลือ ส่งพวกเขากลับไปอย่างนั้นเหรอ?” เหลียงเหล่ยถาม
“อันที่จริงผมไม่คิดจะส่งพวกเขากลับไปหรอกครับ” โจวอี้ยิ้ม
“ทำไมล่ะ?” เหลียงเหล่ยขมวดคิ้วและถามซ้ำ
“พวกเขาถูกนิกายอสูรดำลักพาตัวมา ถ้าเราส่งกลับไป เราอาจจะถูกเปิดโปงได้ คนอื่นจะรู้เรื่องการต่อสู้ที่เกาะนี้ กองกำลังอื่นทั่วโลกก็จะจับตามองเรา”
“เราต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ไม่ทำให้คนทั่วโลกแตกตื่น ผมก็เลยอยากรวมพวกเขาไว้และฝึกวิชาให้ ส่วนเรื่องครอบครัวก็ค่อย ๆ ส่งคนไปบอกว่าลูกของพวกเขายังปลอดภัยดี พอเรื่องซาหรือผ่านไปสักสองสามปีก็ค่อยให้เด็กไปเจอพ่อแม่” โจวอี้ยิ้มจาง ๆ
โจวอี้มองเหลียงเหล่ยที่ทำสีหน้าครุ่นคิด ไม่นานนักชายหนุ่มก็ยิ้มและเอ่ยถาม “อยากไปที่ดี ๆ กับผมไหม?”
“ที่ไหน?” เหลียงเหล่ยถาม
“ตามมาได้เลยครับ”