หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 766 คนนอกคอก
บทที่ 766 คนนอกคอก
เรือโดยสารแล่นออกไปตามท้องทะเลกว้างใหญ่ท่ามกลางกระแสลมและระลอกคลื่น
ภายในห้องเครื่อง เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยนั่งขัดสมาธิบนพรมที่ปูเอาไว้ แต่พวกเขาไม่ได้กำลังฝึกวิชา ส่วนจ้านหลิงอวิ๋นเอนตัวพิงหน้าต่างพร้อมดาบยาวในมือ
“เจออะไรในกล่องพวกนั้นไหม?” เหลียงเหล่ยถาม
“อืม เป็นแก่นวิญญาณหมดเลย แถมเยอะเข้าขั้นน่าขนลุกเลยด้วย น่าจะเป็นทรัพยากรที่พวกนิกายอสูรดำเก็บเอาไว้บนเกาะ แล้วเสี่ยวอี้ก็ไปเจอเข้า” เวิงหลิวกุ้ยบอก
“อืม ข้าใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ตรวจสอบดูแล้ว มันมีมากกว่าแสนแก่น แม้แต่สำหรับสำนักโอสถของเรา ยังถือว่าไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลย” เหลียงเหล่ยกล่าว
“เราเอาอะไรจากเสี่ยวอี้มาไม่ได้หรอก”
“ทำไมล่ะ?”
“ก่อนที่เราจะกลับไปหาเขาคราวนี้ เจ้าจำที่เจ้าสำนักบอกเราไม่ได้เหรอ เป้าหมายคือการหลบซ่อน ยังไงสำนักโอสถของเราก็ช่วยเขามากไม่ได้ การปกป้องโลกตงเทียนเป็นภาระที่หนักหนาของสำนักอยู่แล้ว เขาต้องพึ่งพาตัวเองเพื่อล้างแค้น” เวิงหลิวกุ้ยถอนหายใจ
“ใช่แล้ว! เสี่ยวอี้เป็นคนฉลาด เขาคงรู้สถานการณ์มาตลอดก็เลยรวบรวมกำลังพล เสริมสร้างความแข็งแกร่ง ถึงขั้นเอาฆาตกรฝีมือดีมาอยู่ใกล้ตัว” เหลียงเหล่ยยิ้มลำบากใจ
“อืม อันที่จริงตอนแรกก็ไม่ได้สังเกตเห็นหรอก แต่ก็มารู้ตอนที่เห็นชุดคลุมคุ้มกันขั้นสูงกับอาวุธที่เขาสั่งทำจากตำหนักหมื่นประดิษฐ์ที่เกาะไซปัน ก็เลยรู้ว่าเขาอยากพัฒนาความสามารถด้วยตัวเอง” เวิงหลิวกุ้ยเอ่ยพลางครุ่นคิด
เขานึกถึงเด็กที่โจวอี้ซื้อตัวมาจากโรงเรียนโกวต้า โดยเฉพาะพวกเด็ก ๆ ที่หน่วยก้านดีและมีความสามารถโดดเด่น
เดิมทีเขาอยากส่งเด็กพวกนี้ไปฝึกที่สำนักโอสถ แต่โจวอี้แอบส่งเด็กพวกนั้นไปล่วงหน้าเสียก่อน
ตอนนั้นเขารู้สึกว่าอีกฝ่ายเห็นแก่ตัว ทว่าหลังจากได้รู้เรื่องราวของโจวอี้และรู้ว่าเจ้าตัวมีศัตรูเป็นนิกายเร้นลับ เขาจึงเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้เห็นแก่ตัว แต่จำเป็นต้องมีกองกำลังของตนเองในอนาคต ซึ่งไม่ได้สนับสนุนโดยสำนักโอสถ จึงจะสามารถแก้แค้นนิกายเร้นลับได้
ความกล้าหาญนี้ทำให้เขาต้องประหลาดใจ
“ว่าแต่เสี่ยวอี้ไปหาคนโหดเหี้ยมที่ฆ่าคนเป็นผักปลาแบบนั้นมาจากไหน ข้าจำได้ว่าเขาลงเขามาไม่ถึงปีเองไม่ใช่เหรอ?” เหลียงเหล่ยนึกแปลกใจ
“ข้าเองก็ไม่มั่นใจ แต่เฉินซานน่าจะรู้นะ” เวิงหลิวกุ้ยกล่าว
“เฉินซานเหรอ? เจ้าเด็กนั่นรู้แน่ล่ะ เขาเป็นคนของเสี่ยวอี้แล้วนี่ แต่ถ้าเสี่ยวอี้ไม่อนุญาต ต่อให้เราไปเค้นถามก็ไม่ยอมบอกเราหรอก” เหลียงเหล่ยกล่าวพลางยิ้มอย่างจนปัญญา
“เอาเถอะ! หน้าที่ของเราคือรักษาความปลอดภัยให้เขา ในเมื่อเขาไม่ยอมบอกและอยากแก้แค้นก็ปล่อยเขาไปเถอะ! ต่อให้เขาถล่มนิกายเร้นลับไม่ได้ก็ไม่ต้องไปทักท้วงอะไรหรอก” เวิงหลิวกุ้ยฝืนยิ้ม
“อื้ม!” เหลียงเหล่ยพยักหน้า
ถล่มนิกายเร้นลับเหรอ? นี่เป็นเรื่องตลกชัด ๆ
ถึงอย่างไรนิกายเร้นลับก็อยู่ยั่งยืนมาเป็นพันปี
แม้แต่สำนักโอสถก็ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถกำจัดนิกายเร้นลับได้ นับประสาอะไรกับโจวอี้
เพียงแค่…เหลียงเหล่ยพูดไม่ออกเมื่อนึกถึงสิ่งที่เจ้าสำนักอย่างฉู่เทียนฮุ่ยบอกให้พวกเขาใช้นิกายเร้นลับเป็นบททดสอบความสำเร็จของโจวอี้ในการขึ้นเป็นเจ้าสำนัก
ทำไมถึงได้กำหนดเกณฑ์ที่ไม่มีทางเป็นไปได้แบบนั้นให้โจวอี้กัน?
“บางทีเขาอาจจะผ่านการทดสอบก็ได้” จ้านหลิงอวิ๋นที่เอนกายพิงหน้าต่างพร้อมดาบยาวในมือโพล่งขึ้น
“จะเป็นไปได้ยังไง?” เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยงุนงงและส่ายหน้าไปตาม ๆ กัน
“คุณพลาดบางอย่างไปแล้ว” จ้านหลิงอวิ๋นกล่าว
“พลาดอะไร?”
“พวกเราทุกคนในสำนักโอสถเคร่งครัดในกฎเกณฑ์ เอาแต่จดจ่อกับการหลอมโอสถเพื่อฝึกวิชา ยึดมั่นในการเมตตาผู้อื่นและแจกจ่ายยาเพื่อช่วยเหลือโลกใบนี้ ศิษย์แทบทุกคนไม่เคยแหกกฎของสำนักหรือแม้แต่กฎที่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร”
“แล้วมันยังไงล่ะ?” เหลียงเหล่ยถาม
“โจวอี้ต่างออกไป เขาเป็นคนนอกคอกของสำนักโอสถ”
คนนอกคอกหรือ?
เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยสบตากัน
พวกเขาไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อน คิดแค่ว่าโจวอี้เป็นศิษย์สำนักโอสถที่ไม่เหมือนใคร ชนิดที่ว่ามีผู้หญิงมากมายมาติดพันตั้งแต่อายุยังน้อยแบบนี้…
ทว่าตอนนี้เมื่อได้ฟังคำพูดของจ้านหลิงอวิ๋น พวกเขาก็นึกได้ว่านิสัยของโจวอี้ต่างจากศิษย์สำนักโอสถ
เจ้าตัวใช้ทรัพยากรทั้งหมด เส้นสาย และแผนการที่เอื้อประโยชน์กับตัวเอง ถึงได้กล้าเอาคนเหี้ยมโหดมาใช้ประโยชน์
และยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่ง ถึงแม้ผู้อาวุโสในสำนักโอสถจะรับลูกศิษย์ได้ แต่ก็รับไว้เพียงไม่มาก ดูเหมือนคนหนึ่งจะรับมากสุดก็แค่เก้าคนเท่านั้น
แต่โจวอี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เขาไม่ได้มีเกณฑ์ในการรับศิษย์ แต่กลับตั้งโรงเรียนเพื่อรับอุปถัมภ์เด็กไร้บ้านและคัดเลือกแต่คนที่หน่วยก้านดีเหมาะกับการฝึกยุทธ์ ถึงขั้นไปโรงเรียนฝึกศิลปะป้องกันตัวเพื่อเลือกเฟ้นมา ตอนนี้มีเด็ก ๆ รวมแล้วสองถึงสามพันคน…
การกระทำของโจวอี้ต่างจากคนสำนักโอสถไปโดยสิ้นเชิง
เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยคิดว่า หากโจวอี้จะฝึกเด็กหลายพันคนให้เป็นปรมาจารย์ จะต้องมีพลังมากมายขนาดไหนกัน
แค่จินตนาการก็ทำเอาขนลุกแล้ว
“เสี่ยวอี้ต้องการเวลาและทรัพยากร” เหลียงเหล่ยพูดขึ้น
“ใช่แล้ว” เวิงหลิวกุ้ยพยักหน้าหงึกหงัก
พวกเขานึกถึงเจ้าสำนักฉู่เทียนฮุ่ยขึ้นมาในตอนนี้เอง เธอแอบตั้งเกณฑ์การประเมินให้โจวอี้ หรือเธอคงจะรู้ว่าโจวอี้อาจทำสำเร็จได้จริงในอนาคต
หากสำเร็จขึ้นมา สำนักโอสถจะยิ่งใหญ่ขึ้นมากแค่ไหนกัน หรืออาจจะเหนือกว่าคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลง กลายเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในจีนอย่างนั้นหรือ?
“โจวอี้จะตายไม่ได้ อย่างน้อยเขาก็ตายก่อนฉันไม่ได้” จ้านหลิงอวิ๋นโพล่งขึ้น
“หมายความว่ายังไง?”
“ในเมื่อเขาเรียกผมว่าท่านลุงแล้ว ผมก็จะดูแลเขาให้ดีที่สุด พอเรื่องนี้จบแล้วพวกคุณก็ไปได้เลย! ผมจะดูแลเขาต่อเอง” จ้านหลิงอวิ๋นบอกอย่างไม่ยี่หระ
“บ้าไปแล้วหรือไง? เสี่ยวอี้เป็นพวกใจกล้าบ้าบิ่น ถ้าเจ้าติดตามเขาไปจะส่งผลกับการฝึกยุทธ์นะ อีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าคนของสำนักโอสถที่น่าจะสำเร็จระดับเทพแปลงได้ก็คือเจ้า” เหลียงเหล่ยลุกขึ้นและท้วงเสียงแข็ง
“อีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าสำนักของเราจะไม่ขาดผู้แข็งแกร่งระดับเทพแปลงหรอก แต่จะขาดคนนอกคอกแบบนั้นมากกว่า” จ้านหลิงอวิ๋นบอกเสียงเรียบ
วันต่อมา
เรือโดยสารหลายลำจอดสนิทที่จุดหมายแรก ในขณะที่อีกสองลำแรกแล่นต่อไป
โจวอี้ในชุดคลุมคุ้มกันสีขาวเดินลงน้ำและก้าวไปยังเรือที่ซือเจี้ยนอิงและเยี่ยนสือปานั่งอยู่
“อาวุโส หวังว่าพวกคุณจะเก็บการเดินทางครั้งนี้ไว้เป็นความลับนะครับ” โจวอี้บอกพลางยื่นขวดโอสถใส่มือซือเจี้ยนอิง
“มันคืออะไร?” อีกฝ่ายถามด้วยความแปลกใจ
“โอสถระดับสวรรค์ครับ”
โอสถระดับสวรรค์เหรอ?
สองขวดเลย?
ซือเจี้ยนอิงใจเต้นแรง สายตาที่มองไปยังโจวอี้ฉายแววสับสน
ทว่ายังพยักหน้าระรัวและเอ่ยเสียงหนักแน่น “ผมสัญญา ผมจะกลืนการเดินทางครั้งนี้ลงท้องและไม่แพร่งพรายไปที่ไหนเลย”
“ขอบคุณมากครับ”
โจวอี้ก้าวถอยและประสานมือคำนับให้
หลังจากนั้น เขาโบกมือและตะโกนสั่ง “พาเด็ก ๆ กลับ!”
“ครับ!” ชายกำยำหลายคนกระโดดลงจากเรือ และรีบอุ้มเด็กทั้งหมดขึ้นเรือโดยสาร