หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 769 ลูกสาวป่วย
บทที่ 769 ลูกสาวป่วย
โจวอี้ครุ่นคิดเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว เขาคิดไปสารพัดแต่ก็ยังรู้สึกไม่วางใจ
“งั้นจะพูดตามความคิดของผมก่อนแล้วกัน ถ้าใครมีคำแนะนำดี ๆ ก็ให้เสนอมาได้เลย”
“ประการแรก ซิ่วตง ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าของนิกายอสูรดำ ที่จริงเขาเป็นศิษย์ของนิกายอเวจีโลหิตที่แฝงตัวเข้ามาในนิกายอสูรดำเมื่อเกือบร้อยปีก่อน ไม่เพียงแต่จะแอบรายงานสถานการณ์ของนิกายอสูรดำให้นิกายอเวจีโลหิตเท่านั้น แต่ช่วงนี้ยังใช้สารพัดวิธีในการฆ่าผู้ฝึกยุทธ์ของนิกายอสูรดำไปหลายสิบคนด้วย”
“จังหวะนี้เราสามารถปล่อยข่าวเพื่อทำให้นิกายอสูรดำกับอเวจีโลหิตเป็นศัตรูกันได้”
“ประการต่อมา นิกายอสูรดำไล่จับเด็กจากทั่วโลกและส่งเด็กหลายพันคนไปฝึกยุทธ์ที่เกาะเล็ก ๆ แถวแอตแลนติก พยายามสร้างกองกำลังที่ทรงพลังที่สุดในโลกขึ้นมา”
“ไม่ว่าสิ่งที่ผมพูดไปจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า มันก็จะสร้างความตื่นตระหนกและทำให้นิกายอสูรดำเป็นที่รังเกียจของกองกำลังทั่วโลก”
“ประการที่สาม การตั้งกองทหารรักษาการณ์บนเกาะรอบ ๆ เกาะซ่อนหมอก พวกเขาจะไม่ได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ แต่เป็นแค่คนธรรมดา พอพบเรื่องไม่ชอบมาพากล พวกเขาก็จะคอยรายงานให้ทราบทันที”
“เหตุผลที่ต้องใช้คนธรรมดามาทำหน้าที่นี้ก็เพราะป้องกันไม่ให้นิกายอสูรดำรู้ว่ามีผู้แข็งแกร่งในทะเลแถบนั้น เดี๋ยวพวกมันจะไหวตัวทัน”
“ประการที่สี่คือการเฝ้าระวังทั่วทั้งเกาะไซปัน และรายงานสถานการณ์ทันทีที่มีผู้ฝึกยุทธ์ต้องสงสัย”
โจวอี้เอ่ยมาถึงตรงนี้แล้วก็มองสีหน้าครุ่นคิดของทุกคนและถามว่า “ตอนนี้ผมคิดวิธีออกได้แค่เท่านี้ มีความเห็นอะไรไหมครับ?”
“มี!” บราม่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบห้าว
“ทำยังไง?” โจวอี้รีบถาม
“ทำลายเกาะที่นิกายอสูรดำเคยอยู่ ลบร่องรอยออกจากท้องทะเลนี้ให้หมด” บราม่ากล่าว
ทำลายทั้งเกาะเลย?
โจวอี้ใจเต้นขึ้นมา ทว่าสายตากลับเป็นประกาย
เป็นความคิดที่ไม่เลว!
ถ้าอยู่ ๆ เกาะนั้นหายไป พวกนิกายอสูรดำก็จะไม่พบเบาะแสอีก บางทีอาจเชื่อว่าเกาะจมน้ำไปซึ่งก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ผิดถนัด!
เดิมทีเกาะแห่งนั้นมีสภาพแวดล้อมอุดมสมบูรณ์ หากจมลงไปจริง ๆ สภาพแวดล้อมอุดมสมบูรณ์ก็ยังอยู่รอดได้อยู่ดี หรือจะโยนความผิดให้ซิ่วตงดีล่ะ?
“ใช่เลย ป้ายความผิดให้ซิ่วตงกับพวกอเวจีโลหิตก็ได้นี่นา” โจวอี้พยักหน้าด้วยความสะใจและถามต่อ “แล้วจะจัดการเรื่องระเบิดยังไงดีล่ะ?”
“เจ้านาย ผมจัดการเรื่องนี้เอง! รับรองไม่มีใครจับได้แน่” เชคอฟยิ้มกริ่ม
“ตามนั้น!” โจวอี้พยักหน้าและถามขึ้นอีกครั้ง “มีใครเสนออะไรอีกไหมครับ?”
“เจ้านาย ในเมื่ออยากดึงดูดความสนใจจากกองกำลังทั่วโลกไปที่มหาสมุทรแอตแลนติก งั้นก็เพิ่มเชื้อไฟหน่อยสิครับ” สายตาเซียวเต้าจื่อวาววับด้วยความเจ้าเล่ห์พลางยกยิ้ม “บอกว่ามีผลไม้วิญญาณวิเศษบนเกาะแห่งหนึ่งในมหาสมุทรแอตแลนติก แค่กินเข้าไปแล้วก็สามารถเป็นผู้แข็งแกร่งได้ เหาะเหินเดินอากาศได้สบาย ๆ แถมยังอาจมีพลังสยบทั้งโลกได้ด้วย”
“ความคิดดีมาก!” โจวอี้ยิ้ม
“ผมเองก็คิดได้อย่างหนึ่ง…”
“ผมก็นึกบางอย่างออกเหมือนกัน…”
ทุกคนต่างระดมความคิด วางแผนและกลายเป็นกลยุทธ์มากมาย
ในที่สุด โจวอี้มองพวกเขาครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า “เราจะทำตามทั้งสิบสองแผนในเวลาเดียวกัน แล้วก็จะปรึกษากับผู้อาวุโสเหลียงกับผู้อาวุโสเวิงให้พวกเขาอยู่ประจำการที่เกาะซ่อนหมอกสักสามเดือน ถ้าไม่มีผู้แข็งแกร่งจากนิกายอสูรดำโผล่มาในสามเดือนนี้ก็คงไม่เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน
หลังจากทุกคนกลับไป โจวอี้ได้ไปหาเหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยเพื่อบอกเรื่องที่เป็นกังวลและขอให้ช่วยอยู่ประจำการที่เกาะซ่อนหมอกเป็นเวลาสามเดือน
ทั้งสองไม่ขัดข้อง เพียงแค่ต้องให้โจวอี้ไปปรึกษากับฉู่เทียนฮุ่ยอีกที
ด้วยเหตุนี้
โจวอี้ต่อสายหาผู้เป็นอาจารย์อย่างฉู่เทียนฮุ่ย เพื่ออธิบายเรื่องที่ไปถล่มค่ายฝึกลับของนิกายอสูรดำในต่างประเทศ และการมีอยู่ของเกาะซ่อนหมอก สุดท้ายจึงบอกความต้องการของตน
ฉู่เทียนฮุ่ยตอบตกลง ทั้งยังชื่นชมว่าเขาทำได้ดี ก่อนจะวางสายเธอยังบอกให้โจวอี้เอาโอสถไปช่วยฝึกยุทธ์ให้คนของตน
วันที่ 14 พฤษภาคม เครื่องบินโดยสารลงจอดที่ท่าอากาศยานจินหลิง
โจวอี้และเหมิงเทียนอ้าวนั่งอยู่ในรถภายในลานจอดรถ ในขณะที่จ้านหลิงอวิ๋นก็ตามเข้ามานั่งด้วยเช่นกัน
อีกฝ่ายต่างจากเหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ย ก่อนหน้านี้คนทั้งคู่คอยปกป้องเขา โดยจะมักซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ในขณะที่จ้านหลิงอวิ๋นทำอย่างเปิดเผย
โจวอี้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่างตั้งแต่ความเป็นอยู่ไปจนถึงการซื้อตั๋วเครื่องบิน
เขาไม่ได้ถือสา หากนับตามหลักอาวุโสแล้ว จ้านหลิงอวิ๋นเองก็ถือว่าเป็นอาจารย์ปู่ของเขา ตามกฎแล้ว จ้านหลิงอวิ๋นก็ต้องคอยปกป้องความปลอดภัยให้เขา นอกจากนี้เขายังรู้สึกสนิทใจกับจ้านหลิงอวิ๋นมากกว่าเหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ย เหตุผลนั้นง่ายมาก เนื่องจากสำนักโอสถมีอยู่แปดสาย จ้านหลิงอวิ๋นอยู่สายเดียวกับเขาจึงใกล้ชิดมากกว่า
“ที่รัก คิดถึงผมไหม?” โจวอี้ที่นั่งอยู่ในรถถามพร้อมรอยยิ้มขณะโผเข้ากอดถังหว่าน
“อื้ม!” ถังหว่านยิ้มและพยักหน้าให้ ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับหายไปทันที
“เป็นอะไรไป?” โจวอี้รับรู้ถึงท่าทีที่แปลกไปของเธอ
“เหมียวเหมี่ยวป่วยน่ะค่ะ” เธอบอก
“เกิดอะไรขึ้น? ลูกเราอยู่ในระดับผู้เชี่ยวชาญยุทธ์แล้ว ร่างกายก็แข็งแรงดี แถมผมก็เคยให้เธอกินโอสถมาด้วย ไม่น่าจะป่วยนะ” โจวอี้เอ่ยด้วยความร้อนรน
“ฉันคิดว่าเป็นอาการป่วยทางใจค่ะ” เธอบอกพร้อมรอยยิ้มเศร้าสร้อย
ป่วยทางใจเหรอ?
ป่วยทางใจอะไรกัน หรือว่า… เธอตรอมใจเพราะเสี่ยวรุ่ยไปค่ายลับที่ไซบีเรีย
“โจวอี้ ตั้งแต่เสี่ยวรุ่ยไม่อยู่จินหลิง เหมียวเหมี่ยวก็ทำตัวแปลกไปมาก เมื่อไม่กี่วันก่อนลูกซึมและไม่สนใจสิ่งที่กำลังทำอยู่เลย แล้วช่วงนี้ก็ละเมอเรียกชื่อเสี่ยวรุ่ยด้วย ฉันเลยคิดว่าการที่เสี่ยวรุ่ยไปแบบกะทันหันทำให้ลูกรู้สึกสะเทือนใจ…”
“ผมเข้าใจแล้ว” โจวอี้ถอนหายใจก่อนจะกุมมือถังหว่านไว้
รถแล่นกลับมาถึงบ้าน
ทันทีที่โจวอี้ลงจากรถก็รีบไปหาเหมียวเหมี่ยวที่ห้องนอนของเธอ เขาเห็นว่าเจ้าตัวหลับสนิทอยู่บนเตียง ใบหน้าเล็ก ๆ ขึ้นสีระเรื่อและมีเหงื่อบนหน้าผาก
เขาจับชีพจรลูกสาว หลังจากตรวจดูอยู่ครึ่งนาทีก็รู้สึกจนปัญญา
โรคทางใจ หรือจะเรียกว่าเป็นไข้ใจก็ได้
โจวอี้นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้
เขาตัดสินใจที่จะพาลูกสาวไปพบเสี่ยวรุ่ยที่ค่ายลับในไซบีเรีย และให้เธอเห็นว่าการฝึกโหดกลางน้ำแข็งและหิมะเป็นอย่างไร
อันที่จริงเขาไม่ยินดีให้ลูกสาวไปทนทรมาน ทว่าเขาเองก็เข้าใจดีว่าลูกสาวของเขาถูกลิขิตให้กลายเป็นผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ ทำให้เขาต้องเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดู
ก่อนหน้านี้เขาอยากเลี้ยงลูกสาวให้เติบโตมาราวกับเจ้าหญิง ไม่ต้องกังวลกับสิ่งใด และมีความสุขไปตลอด ทว่าตอนนี้เขาตัดสินใจปล่อยให้เธอเผชิญหน้ากับความยากลำบาก มีเพียงการทนกับความลำเค็ญที่จะทำให้เป็นผู้แข็งแกร่ง
ลูกสาวของโจวอี้ถูกกำหนดให้ประสบความสำเร็จในภายภาคหน้า ขอแค่เธอขยันขันแข็งและตั้งใจ ถ้ากลายเป็นผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ก็จะอยู่รอดปลอดภัย และอาจได้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าก็เป็นได้
ถึงตอนนั้นแล้ว เธอจะทำทุกอย่างและใช้ชีวิตตามที่ต้องการได้โดยไม่มีสิ่งใดมาขัดขวาง