หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 771 สถานการณ์ปัจจุบันของค่ายลับ
บทที่ 771 สถานการณ์ปัจจุบันของค่ายลับ
ถัดจากภูเขาน้ำแข็งไป เมฆหนึ่งในชุดฉางเผาสีขาวและหน้ากากลายเมฆบนแก้มซีกซ้ายกำลังเอนพิงกำแพงน้ำแข็งอยู่เงียบ ๆ ในมือถือดาบยาว ท่าทีดูครุ่นคิดอย่างไม่สบายใจนัก
ก่อนหน้านี้ค่ายลับถูกควบคุมดูแลโดยสมาชิกกลุ่มเมฆทั้งห้า
ทว่าหนานกงเหยาที่เพิ่งมาถึงไม่นานกลับมาแย่งหน้าที่ของพวกเขาไป สมาชิกอาวุโสกว่าหกสิบคนของค่ายลับกำลังไม่พอใจอยู่ลึก ๆ
ทว่าท้ายที่สุดหลังจากที่ท้าประลองกัน พวกเขาต่างก็พ่ายแพ้ให้กับเธอ
สิ่งที่ทำให้ตกตะลึงที่สุดคือแม่เฒ่าเทียนจี้ที่อยู่ข้างเธอแข็งแกร่งในระดับที่น่ากลัวยิ่งกว่า พวกเขาจากทั้งห้ากลุ่มรุมโจมตีพร้อมกันแล้วก็ยังไม่สามารถทานทนกระบวนท่าของอีกฝ่ายถึงสิบท่าได้
“ช่างเถอะ ค่ายลับยังมีคนอีกเยอะ ฉันเชื่อว่าเดี๋ยวต่อไปก็คงมีมาอีก”
“ถ้าต้องรับผิดชอบหน้าที่มากเกินไป เดี๋ยวจะกระทบการฝึกยุทธ์เอาได้”
“ในเมื่อเจ้านายส่งหนานกงเหยามาที่นี่เพื่อดูแลค่ายลับ ฉันก็จะยอมฟังเขาแล้วกัน ถ้าฝึกเด็กให้มีฝีมือได้ ความแข็งแกร่งโดยรวมของค่ายลับอาจจะเพิ่มเป็นเท่าตัวก็ได้”
“โดยเฉพาะคุณหนูใหญ่ เธอมีคุณสมบัติเพียบพร้อมจริง ๆ”
“ดูเหมือนว่าปีนี้ยังอายุไม่ถึงแปดขวบเลยนี่ แต่ก็สำเร็จมาถึงระดับผู้เชี่ยวชาญยุทธ์ขั้นกลางแล้ว มีพลังธาตุน้ำแบบนี้ ต่อไปอาจสำเร็จสูงกว่าตอนนี้หลายเท่า”
“สมกับเป็นลูกสาวของเจ้านาย!”
เมฆหนึ่งถอนหายใจและตั้งท่าจะกลับไปค่ายลับ ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นบางอย่าง
มีคนสามคนลงมาจากเขาในระยะห่างออกไปสองสามกิโลเมตร
เจ้านาย?
ทันใดนั้นเจ้าตัวก็ทำหน้าตาตื่นและพุ่งตัวไปทักทายอีกฝ่าย ทว่าเมื่อก้าวมาอยู่ในระยะหลายร้อยเมตรก็ชะงักฝีเท้าไป
เขาเห็นโจวอี้ยืนอยู่ข้างเด็กหญิงตัวเล็กน่ารัก ดูแล้วเจ้าตัวน่าจะอายุอย่างมากหกเจ็ดขวบแต่กลับวิ่งเร็วมาก พิจารณาจากความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธ์ อย่างน้อยน่าจะสำเร็จระดับผู้เชี่ยวชาญยุทธ์ขั้นกลางแล้ว
‘นี่มันน่าทึ่งยิ่งกว่าคุณหนูใหญ่อีกนี่นา!’ ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัว ก่อนจะรีบก้าวไปข้างหน้าต่อ
เขาปรากฏตัวต่อหน้าโจวอี้ภายในเวลาอันรวดเร็ว และคุกเข่าพร้อมประสานมือคำนับในทันที “เมฆหนึ่งคารวะเจ้านาย”
“ลุกเถอะ บอกไปแล้วไงว่าต่อไปไม่ต้องคุกเข่าตอนเจอฉันน่ะ” โจวอี้เอื้อมมือดึงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น
เจ้านายเหรอ?
จ้านหลิงอวิ๋นที่คอยติดตามโจวอี้เผยสายตาประหลาดใจขึ้นมา
เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ แต่รู้เพียงสิ่งหนึ่งนั่นก็คือที่นี่มีผู้ฝึกยุทธ์หลายคน!
ยิ่งไปกว่านั้น ระดับยุทธ์ของคนคนนี้ยังไม่ธรรมดา หากเทียบกับผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์แล้วอาจไม่ด้อยไปกว่ากันด้วยซ้ำ
น่าแปลกใจมาก! โจวอี้ไปหาลูกน้องเก่งกาจมากมายขนาดนี้มาจากไหนกัน เจ้าตัวเพิ่งลงจากเขามาไม่ถึงปีเองไม่ใช่หรือ?
“ทุกอย่างที่นี่โอเคดีหรือเปล่า?” โจวอี้ถามพลางส่งยิ้ม
“ก็ราบรื่นดีครับ ผู้บังคับบัญชากงเหยาเก่งมาก ไม่ใช่แค่ระดับยุทธ์สูง แต่ยังบริหารจัดการค่ายลับได้ดีกว่าที่เราเคยทำมาก่อนหน้านี้ด้วย” เมฆหนึ่งตอบ
“งั้นก็ดีแล้ว ต่อไปกลุ่มเมฆทั้งห้าก็คอยช่วยเธอแล้วกันนะ” โจวอี้ยิ้ม
“ครับ!”
“ไปกันเถอะ! ไปค่ายลับกัน” โจวอี้บอกขณะอุ้มลูกสาวและรีบแนะนำว่า “นี่ลูกสาวคนเล็กของฉันเอง ถังเหมียวเหมี่ยว”
“สวัสดีครับคุณหนูเล็ก” เมฆหนึ่งประสานมือคำนับถังเหมียวเหมี่ยว
“สวัสดีค่ะ น้าเมฆหนึ่ง หล่อจังเลย!” เด็กน้อยบอกด้วยความไร้เดียงสา
“คุณหนูเล็กก็น่ารักมากเหมือนกันครับ” เขาเผยยิ้มที่นาน ๆ ทีจะมีครั้ง
“ฮ่า ๆ!”
พวกเขาเดินตามกันไปและมาถึงค่ายลับในเวลาราวยี่สิบนาที
“มีค่ายลับอยู่ที่นี่ด้วยเหรอเนี่ย?”
“ดูเหมือนว่าจะมีคนอยู่ที่นี่เยอะเลยด้วย”
“โจวอี้ทำได้ยังไงกัน?”
จ้านหลิงอวิ๋นยิ่งฉงนใจและคาดหวังกับค่ายลับแห่งนี้
“คารวะเจ้านาย”
“คารวะเจ้านาย”
เมื่อโจวอี้มาถึง สมาชิกดั้งเดิมของค่ายลับต่างเข้ามาทำความเคารพโจวอี้
เมื่อได้ยินข่าวคราว หนานกงเหยา แม่เฒ่าเทียนจี้ และคนอื่น ๆ ก็มาหาโจวอี้ ท่าทางดูยินดีไม่น้อย
“พ่อ! เหมียวเหมี่ยว!” ร่างเล็กถลามาแต่ไหล ภายในพริบตาเดียวก็มาถึงตัวโจวอี้และถังเหมียวเหมี่ยว
“พี่เสี่ยวรุ่ย!” ถังเหมียวเหมี่ยวยิ้มหน้าระรื่นและโผกอดพี่สาวทันที
พวกเธอเคยอยู่ด้วยกันทุกวัน ชนิดที่แทบไม่ได้แยกจากกันเลย ไม่เพียงแต่ถังเหมียวเหมี่ยวคิดถึงถังเสี่ยวรุ่ย แต่ถังเสี่ยวรุ่ยก็คิดถึงถังเหมียวเหมี่ยวมากเช่นกัน
ได้เจอกันสักที!
ถังเสี่ยวรุ่ยปาดน้ำตาและกอดน้องสาวเอาไว้ไม่ปล่อย
สุดท้ายโจวอี้จึงต้องอุ้มถังเสี่ยวรุ่ยขึ้นมา และไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกับเธอด้วยความเป็นห่วง เขารู้ว่าเธอทำได้ดี ปรับตัวกับการฝึกและวิถีชีวิตที่นี่ได้
“หานโหรว พาพวกเธอไปเล่นก่อน!” โจวอี้ยิ้ม
หานโหรวพยักหน้ารับเบา ๆ
หลังจากนั้นไม่นาน โจวอี้ก้าวเข้ามาในห้องประชุม เขาไม่รอช้ารีบนั่งลงตำแหน่งหัวโต๊ะ ในข
ณะที่หนานกงเหยา แม่เฒ่าเทียนจี้ ซีชิงอิ่ง และคนอื่น ๆ นั่งลงทางด้านซ้ายของโต๊ะ ส่วนสมาชิกกลุ่มเมฆนั่งอยู่ด้านขวา
โจวอี้พูดคุยกับพวกเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเข้าเรื่องสำคัญ
“เสื้อคลุมคุ้มกันขั้นสูงกับอาวุธส่งมาหรือยัง?” เขาถาม
“เรียบร้อยแล้วค่ะ” หนานกงเหยาตอบ
“แล้วเด็กทั้งยี่สิบสี่คนล่ะ เฉินซานยังส่งมาไม่ถึงอีกเหรอ?”
“เฉินซานติดต่อฉันมาแล้วค่ะ แต่เพราะเกิดอุบัติเหตุระหว่างทางก็เลยต้องรออีกวันกว่าจะส่งมาถึงที่นี่”
“อุบัติเหตุอะไร?”
“สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย เที่ยวบินก็เลยล่าช้าไปสองวันค่ะ แล้วก็ยังมีกลุ่มปริศนาโผล่มาด้วย อยู่ห่างจากเราไปแปดร้อยกิโลเมตร เฉินซานก็เลยพาเด็ก ๆ อ้อมไปอีกทางเพื่อซ่อนตัวค่ะ”
“กลุ่มปริศนาเหรอ?”
“ใช่แล้วค่ะ! เมฆสองไปตามสืบด้วยตัวเอง คนพวกนั้นไม่ใช่ผู้ควบคุมพลังธาตุหรือผู้ฝึกยุทธ์ แต่เป็นสมาชิกสมาคมมืด แต่ก็ยังฟันธงไม่ได้เต็มที่หรอกนะคะ” เธอตอบด้วยท่าทีเคร่งเครียด
สมาคมมืดหรือ?
โจวอี้มีสีหน้าเปลี่ยนไป เขารู้ว่าสมาคมมืดหมายถึงพวกโลกตะวันตก
มันคือกองกำลังใหญ่ที่น่ากลัวในโลกผู้ฝึกยุทธ์ของตะวันตกที่เกิดจากการรวมตัวของกองกำลังขนาดกลาง เทียบกับนิกายอสูรดำและนิกายอเวจีโลหิตในจีนแล้วก็มีพลังไม่ได้ด้อยไปกว่ากันนัก
ถ้ากลุ่มคนปริศนาเป็นสมาชิกสมาคมมืดจริง ๆ แล้วมาทำอะไรที่ไซบีเรีย?
โจวอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบอกคนที่นั่งอยู่ว่า “คราวนี้นอกจากเฉินซานจะมาส่งเด็ก ๆ แล้วยังเอาแก่นวิญญาณที่น่าจะพอใช้สักสองปีมาด้วย ช่วงนี้ผมจะให้คนมาส่งยาและทรัพยากรในการช่วยฝึกด้วย ไม่ต้องกลัวที่จะกวาดล้างพวกเขา เริ่มถ่ายทอดทักษะ ‘ดาราสถิต’ ให้ทุกคนได้เลย!”
“รับทราบค่ะ!” หนานกงเหยารับคำอย่างขึงขัง
เมื่อรวมกับกลุ่มเด็กที่ถูกส่งมาก่อนหน้านี้ ตอนนี้จำนวนคนทั้งหมดในค่ายลับเกินร้อยคนแล้ว หากรวมกับเด็ก ๆ ที่เฉินซานกำลังจะมาส่งในภายหลัง จำนวนคนที่นี่ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น
หากทุกคนฝึกยุทธ์ ค่ายลับนี้จะกลายเป็นกองกำลังที่น่าเกรงขามไม่น้อย
“เจ้านาย คราวนี้คิดจะมาอยู่ที่นี่กี่วันคะ?” หนานกงเหยาถาม
“เอาไว้ค่อยคิด! ผมอยากให้เหมียวเหมี่ยวอยู่เป็นเพื่อนเสี่ยวรุ่ยที่นี่สักพักแล้วก็ยังต้องได้ฝึกบ้าง”
ไม่ว่าจะเป็นหนานกงเหยาหรือซีชิงอิ่ง ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นพวกเธอต่างก็นิ่งอึ้งไป