หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 774 พบเจอ
บทที่ 774 พบเจอ
แม่เฒ่าจวงรอดไปได้
แม้ว่าเธอจะบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ยังกัดฟันวิ่งหนีเอาชีวิตรอด
อันที่จริงเธอไม่ได้กลัวตาย ตอนนี้ความหวังสูงสุดของเธอคือการตายในสนามรบเคียงข้างสามีตนเองด้วยซ้ำ
ทว่ายังไม่ใช่ในตอนนี้
สามีเสี่ยงชีวิตเพื่อให้เธอมีโอกาสหลบหนี เธอจึงต้องคว้ามันไว้และส่งเรือเงาล้ำค่านี้กลับจีนให้ได้ หรือต่อให้…จะไม่สามารถส่งกลับจีนได้ก็ต้องหาที่ซ่อนไว้ จะปล่อยให้คนตระกูลว่านรุ่ยได้ไปไม่ได้เด็ดขาด
ห้ากิโลเมตร
สิบกิโลเมตร
ร้อยกิโลเมตร
สามร้อยกิโลเมตร
แม่เฒ่าจวงไม่รู้ว่าตนเองหนีมาไกลเท่าไหร่แล้ว ไม่รู้ว่าพ้นจากผู้แข็งแกร่งตระกูลว่านรุ่ยไปเท่าไหร่แล้วด้วยซ้ำ รู้เพียงแค่อาการเจ็บหนักของตนเองไม่สามารถหายได้ทันเวลา และการที่ต้องซมซานหลบหนีมาก็ยิ่งทำให้อาการทรุดลง
สิบนาที!
เธอทนได้อีกแค่สิบนาทีเท่านั้น หากภายในสิบนาทีนี้ยังไม่สามารถหาที่ซ่อนในดินแดนที่หนาวเย็นยะเยือกแห่งนี้ได้ คงมีแต่ความตายเท่านั้นที่รอเธออยู่
ทว่าก่อนตายก็ต้องซ่อนเรือเงาเอาไว้ให้ได้ หนทางที่ดีที่สุดคือการทุบพื้นน้ำแข็งและโยนมันลงไป ไม่ให้ลอยขึ้นมาเห็นแสงตะวันอีก
แม่เฒ่าจวงกัดปลายลิ้นอย่างแรงเพื่อขับไล่ความเหนื่อยล้า
หลังจากนั้น เธอได้กลิ้งตัวลงไปจากยอดเขา ถึงขั้นใช้ดาบยาวเปิดปากแผลบนแขนขณะกลิ้งลงไป ปล่อยให้ความชาขับไล่ความเจ็บปวด แต่ก็ยังรู้สึกตัวก่อนที่ภาพตรงหน้าจะเลือนราง
ท่ามกลางไอหมอกนั้น ดูเหมือนว่าเธอจะเห็นคนผู้หนึ่ง
ทันใดนั้น เธอได้รวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายเหาะขึ้นกลางอากาศ ขณะที่กัดลิ้นจนเลือดออกอีกครั้งเพื่อประคองสติและพุ่งตัวไปยังฝ่ายตรงข้าม
ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาเพียงลำพัง! ด้านหลังชายในชุดคลุมคุ้มกันสีดำที่ยืนห่างออกไปหลายร้อยเมตรนั้นมีชายหนุ่มอีกคน
เธอเดาว่าไม่น่าจะใช่คนตระกูลว่านรุ่ยที่ตามมาแน่ เพราะต่อให้เธอบาดเจ็บสาหัส คนพวกนั้นก็คงยังตามมาไม่ทัน เวลานี้เธอจึงทำได้เพียงหยุดรอตรงหน้าอีกฝ่าย
“หยุดนะ!” น้ำเสียงแข็งกร้าวดังขึ้นพร้อมกับแสงดาบฉวัดเฉวียน เพียงพริบตาเดียวอีกฝ่ายก็มาอยู่ตรงหน้าแม่เฒ่าจวง
“กำลังจะตายงั้นเหรอ?”
แม่เฒ่าจวงมีท่าทางไม่สู้ดี ทว่าทันใดนั้นเธอก็เบิกตากว้างเมื่อรับรู้ได้ถึงบางสิ่ง
พลังจากการเคลื่อนไหวทำให้เธอรู้ว่าชายคนนี้ไม่ได้อยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์แน่นอน
หรือจะเป็นผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋า?
ในดินแดนน้ำแข็งและหิมะอย่างไซบีเรีย มีผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าซ่อนตัวอยู่ด้วยหรือ?
แม่เฒ่าจวงพอมีความหวังขึ้นมาบ้าง เธอปล่อยดาบยาวและประกบสองมือเข้าด้วยกัน หมอกดำพลันโอบล้อมตัวเธอให้ขยับไปในท่าทางประหลาดท่ามกลางไอหมอกนั้น หลบเลี่ยงการโจมตีของดาบนั้นไปได้อย่างฉิวเฉียด
“เจ้าเป็นใคร? ข้าไม่ได้มาร้าย!” แม่เฒ่าจวงตะโกนบอก
“หึ…” จ้านหลิงอวิ๋นดูฟึดฟัด แต่ไม่ได้ลงมือไปมากกว่านี้
ทันใดนั้น โจวอี้ก็มาถึงที่นี่ เขามองไอหมอกทะมึนที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรด้วยความประหลาดใจ
พลังอันธกาลงั้นเหรอ? นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอผู้แข็งแกร่งที่มีพลังแบบเดียวกับเซี่ยหลู่
“ผู้อาวุโสเป็นใครกัน ทำไมถึง…” โจวอี้ถามเมื่อเห็นแม่เฒ่าจวงมีบาดแผลเต็มตัวและทรุดลงกับพื้นหลังจากที่ไอหมอกจางหายไป
“ข้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ไร้สังกัดที่อยู่ต่างประเทศมานาน” เธอบอกเสียงระโหย “ข้าไม่มีเวลาเหลือมากแล้ว บอกมาเถอะว่าเจ้าเป็นใคร”
“หมายความว่ายังไง?” โจวอี้นิ่วหน้าถาม
“ข้าเจ็บหนัก มีผู้แข็งแกร่งฝ่ายตรงข้ามกำลังตามไล่ล่า ข้าต้องรู้ว่าเจ้าเป็นใคร แค่ก… รีบบอกมา”
โจวอี้มองจ้านหลิงอวิ๋น และเห็นว่าอีกฝ่ายหันไปอีกทาง เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวไม่ใส่ใจเรื่องนี้
โจวอี้ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “เราเป็นศิษย์สำนักโอสถครับ”
“สำนักโอสถเหรอ? ดีมาก… ดีสมกับเป็นสำนักโอสถ! เทียนจี้ยังอยู่ดีหรือเปล่าล่ะ?” เธอถามทั้ง ๆ ที่ลมหายใจรวยริน
“เทียนจี้เหรอครับ? หมายถึงแม่เฒ่าเทียนจี้เหรอครับ?” โจวอี้ขมวดคิ้วถาม
“ฮ่า ๆ แม่เฒ่าเทียนจี้งั้นเหรอ พี่ใหญ่ได้เป็นแม่เฒ่าแล้วสินะ” แม่เฒ่าจวงหยิบของสีดำบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ มันคือเรือสีดำที่ถูกแกะสลักอย่างงดงาม
เธอยื่นให้โจวอี้แล้วพูดว่า “นี่คือเรือเงา ข้าขอฝากเจ้าเอาไว้ด้วย ดูแลมันให้ดี อย่าปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือของตระกูลว่านรุ่ยเด็ดขาด”
เรือเงาเหรอ?
โจวอี้มีท่าทีงุนงง แต่อยู่ ๆ จ้านหลิงอวิ๋นก็โผล่มาอยู่ตรงหน้าแม่เฒ่าจวง และเอื้อมไปคว้าเรือเงามาจากมือเธอ
เขาจ้องมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “ไปได้เรือเงานี้มาได้ยังไง? คนที่ตามไล่ล่าคุณเป็นสมาชิกตระกูลว่านรุ่ยผู้ทรยศจีนงั้นเหรอ?”
“ใช่ พวกเขานั่นแหละ เรือเงานี้ข้ากับสามีแย่งมาจากตระกูลว่านรุ่ย เพราะสมบัติของจีนจะตกอยู่ในมือของคนที่เสียสติและยอมเป็นขี้ข้าสมาคมมืดไม่ได้” เธอกล่าวจบก็กระอักเลือดออกมาอีกครั้ง
“เสี่ยวอี้ เอาโอสถฟื้นฟูขนานดีที่สุดให้เธอกินเถอะ” จ้านหลิงอวิ๋นบอกเสียงเข้ม
“สายเกินไปแล้วล่ะ เส้นชีพจรที่แล่นไปยังหัวใจของข้าเสียหายหนักแล้ว ส่วนอื่นก็สภาพแย่เหมือนกัน ถ้าไม่ได้ใช้พลังมืดมาหล่อเลี้ยงหัวใจเอาไว้ ข้าอาจจะตายไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อนแล้ว” เธอบอกพร้อมรอยยิ้มขมขื่น
“ถ้าเส้นชีพจรหัวใจเสียหาย ขอแค่รักษาพลังชีวิตไว้ได้ ผมก็รักษาได้ครับ” โจวอี้รีบป้อนโอสถฟื้นฟูเข้าปากเธอ ก่อนจะอุ้มเธอขึ้นมาและบอกเสียงหนักแน่น “ท่านลุง เรากลับกันเถอะครับ”
“พากลับไป! ฉันจะอยู่จัดการคนพวกนั้นก่อน” จ้านหลิงอวิ๋นบอกเสียงเรียบพลางมองไปยังทิศใต้
โจวอี้หันมองตามและเห็นชายสองคนปรากกฏตัวขึ้น หนึ่งในนั้นสวมเสื้อคลุมคุ้มกัน ท่าทางดูอาฆาตแค้น
“ท่านลุง ถ้าจัดการได้ก็ลุยเลยครับ แต่ถ้าไม่ไหวก็หนีนะครับ ตราบใดที่ขุนเขาเขียวขจียังอยู่ อย่าได้กลัวไม่มีฟืน[1] นะครับ” โจวอี้พูดจบก็รีบอุ้มแม่เฒ่าจวงไปยังค่ายลับ
การช่วยชีวิตคนเป็นเรื่องเร่งด่วน เขาไม่รู้ว่าแม่เฒ่าจวงจะทนได้นานแค่ไหนจึงต้องเร่งมือ
เขาใช้เวลาเพียงเจ็ดแปดนาทีในการเดินทางกว่าสิบกิโลเมตร
และเมื่อมาถึง แม่เฒ่าเทียนจี้ที่ยืนอยู่ก็เบิกตากว้าง สายตาฉายแววเหลือเชื่อ
“นั่นน้องจวงเหรอ?”
“เทียนจี้เหรอ? แค่ก… ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้” แม่เฒ่าจวงเผยสีหน้ายินดีและแข็งใจยกแขนไปคว้ามือแม่เฒ่าเทียนจี้เอาไว้
“เสี่ยวอี้มาทำธุรกิจที่นี่ ข้าเลยมาช่วยเขา เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า… แล้วพี่ใหญ่เหยียนฝูล่ะ? ไม่ได้อยู่กับเจ้าเหรอ?” แม่เฒ่าเทียนจี้รีบถาม
“เขาตายด้วยน้ำมือของคนตระกูลว่านรุ่ย นึกไม่ถึงเลยว่าข้าจะได้เจอพี่สาวอีกครั้งก่อนตาย คุ้มค่าแล้ว ตายตาหลับแล้วล่ะ” เธอเอ่ยพลางยิ้มอย่างเศร้าสร้อย
“เสี่ยวอี้ ช่วยชีวิตเอาไว้ให้ได้นะ!” แม่เฒ่าเทียนจี้ตะโกนบอกโจวอี้ทั้งน้ำตาก่อนจะกัดฟันกรอด
“คุณย่าไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมจะทำเต็มที่เลย” โจวอี้พูดจบก็รีบอุ้มแม่เฒ่าจวงมุ่งหน้าไปยังทางเข้าฐานทัพใต้ดินของค่ายลับทันที
[1] ตราบใดที่ขุนเขาเขียวขจียังอยู่ อย่าได้กลัวไม่มีฟืน หมายถึง ตราบใดมีชีวิต ย่อมต้องมีความหวัง