หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 775 ตายสาม หนีไปหนึ่ง
บทที่ 775 ตายสาม หนีไปหนึ่ง
โอสถต้าหลัว คือโอสถฟื้นฟูขนานดีที่ทำมาจากหญ้าคืนวิญญาณ
ตอนนี้เขามียาเพียงเม็ดเดียวติดตัวมา ซึ่งเหลือมาหลังจากที่อาจารย์ของเขาเอาไปรักษาอาการบาดเจ็บสาหัสของเซี่ยหลู่
ณ ห้องว่างภายในฐานทัพใต้ดิน
โจวอี้ใช้เข็มเก้ามรณะฝังเข็มกระตุ้นร่างกายของแม่เฒ่าจวงหลายจุด ถ่ายพลังดวงดาวเข้าสู่ร่างกายของเธอ ตรวจเส้นชีพจรหัวใจที่เสียหายอย่างระมัดระวัง เพื่อพยายามรักษาเชื่อมไปยังหัวใจของเธอ
ขั้นตอนนี้นับได้ว่าอันตรายมาก ไม่สามารถเร่งมือได้ ต้องบรรจงทำทีละเล็กทีละน้อยไปเรื่อย ๆ ก่อนจะใช้พลังดวงดาวฟื้นฟู
เมื่อก่อนปราณแก่นแท้ของโจวอี้ให้ผลในการรักษาต่างจากผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปอยู่แล้ว ตอนนี้เขาสามารถเปลี่ยนปราณแก่นแท้และธาตุแก่นแท้เป็นพลังดวงดาวได้ และผลในการช่วยรักษาก็ยังไม่หายไป
เวลาผ่านพ้นไปหกชั่วโมง โจวอี้ที่ดูอิดโรยหยุดถ่ายทอดพลังดวงดาว เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะดึงเข็มเงินวิญญาณน้ำแข็งออกจากตัวแม่เฒ่าจวง
“เป็นยังไงบ้าง?” แม่เฒ่าเทียนจี้รีบถาม
“ช่วยชีวิตไว้ได้แล้วครับ แต่ว่า… “ โจวอี้ลังเลที่จะพูดออกไป
“แต่อะไร?…”
“ผมใช้เข็มเก้ามรณะช่วยชีวิตเธอไว้ได้ แต่ผมก็เชื่อว่าคุณย่าเองก็รู้ดีถึงผลข้างเคียงจากการใช้วิชาฝังเข็มนี้” โจวอี้ยิ้มด้วยท่าทีลำบากใจ
“เธอจะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่?” แม่เฒ่าเทียนจี้ถามอย่างเศร้าสลด
“ผมกระตุ้นพลังชีพของเธอเอาไว้ แต่เธอเองก็ใช้พลังไปมากเหมือนกัน ต่อให้เธอกินอาหารบำรุงและยาดี ๆ เป็นประจำ อย่างมากก็อยู่ได้อีกสิบปีครับ และถ้าระหว่างนั้นเธอเจ็บหนักขึ้นมา ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ช่วยเธอไม่ได้แล้วครับ”
สิบปีหรือ?
ทว่าอยู่ต่อได้เพียงวันเดียว ก็ยังดีกว่าต้องตายในวันนี้
แม่เฒ่าเทียนจี้พยักหน้าเงียบ ๆ ก่อนจะเดินไปที่เตียงและนั่งลง เธอคว้ามือแม่เฒ่าจวงเอาไว้ สายตาฉายแววสะเทือนใจเต็มที
โจวอี้ข่มความเหนื่อยล้าของตนและไม่รั้งอยู่ในห้องอีกต่อไป หลังจากที่ออกมาก็เห็นหนานกงเหยากับซีชิงอิ่งรออยู่ด้านนอก
“เป็นยังไงบ้างคะ?” ซีชิงอิ่งถามด้วยความเป็นห่วง
“ช่วยชีวิตไว้ได้แล้วล่ะ แต่ต่อไปก็ต้องดูแลเธออย่างดีเลย” โจวอี้พูดจบก็หันไปสั่งหนานกงเหยา “เดี๋ยวผมเขียนใบสั่งยาให้ คุณให้คนต้มยาพวกนี้ให้เธอดื่มทุกวันสักครึ่งเดือนก็พอแล้ว”
“รับทราบค่ะ” เธอพยักหน้ารับ
เธอไม่รู้จักหญิงชราที่โจวอี้ช่วยชีวิตไว้ แต่การที่เขาพาอีกฝ่ายกลับมาที่ค่ายลับและพยายามช่วยชีวิตอย่างสุดความสามารถก็บ่งบอกได้ว่าไม่ใช่คนนอก
“ท่านลุงอยู่ไหน?” เขาถาม
“อาจารย์จ้านอยู่ข้างบนค่ะ เขา…” เธอลังเลที่จะพูดต่อ
“เกิดอะไรขึ้นกับเขางั้นเหรอ? บาดเจ็บมาเหรอ? หรือว่า…”
“ผู้อาวุโสจ้านไม่ได้บาดเจ็บค่ะ แต่เขาลากศพกลับมาหลายศพเลย” เธอบอกพร้อมรอยยิ้มเจื่อน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็รีบวิ่งออกไปข้างนอกทันที
ณ บริเวณด้านนอก
จ้านหลิงอวิ๋นเอนตัวพิงก้อนน้ำแข็งที่สูงเท่าคนสองคนอย่างเงียบ ๆ ในมือถือดาบยาวเอาไว้ เท้าเหยียบลงบนศพทั้งสาม รวมถึงร่างของชายแก่ในเสื้อคลุมสีม่วง
“พวกนี้คือผู้แข็งแกร่งของตระกูลว่านรุ่ยที่ตามไล่ฆ่าแม่เฒ่าเหรอครับ?” โจวอี้เดินมาถึงก็ถามขึ้นทันที
“ตายสาม ส่วนอีกคนหนีไปได้ แต่คงหนีไปได้ไม่ไกลหรอก หรือไม่ก็มีชีวิตรอดต่อได้แค่ไม่กี่วัน” จ้านหลิงอวิ๋นตอบอย่างไม่ยี่หระ
“จะปล่อยให้ฝ่ายนั้นหนีรอดไปไม่ได้สิครับ ถ้าเขาหนีไปที่ที่มีสัญญาณมือถือและรายงานสถานการณ์ให้คนนอกรู้ ต่อไปคนของตระกูลว่านรุ่ยอาจจะเข้ามาตามหาที่นี่ก็ได้ ถึงตอนนั้นค่ายลับก็อาจจะไม่ใช่ความลับอีกต่อไป” โจวอี้บอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หมายความว่ายังไง?”
“ต้องตามล่าตัวครับ ต่อให้งมเข็มในมหาสมุทรก็ต้องฆ่าเขาให้ได้ ไม่อย่างนั้นคงเกิดเรื่องวุ่นตามมาไม่หยุดหย่อนแน่”
“จะลองดูก็แล้วกัน!”
หลังจากที่จ้านหลิงอวิ๋นพูดจบ เจ้าตัวก็วิ่งออกไป โดยมีโจวอี้ตามหลังไปติด ๆ
สายลมและหิมะปลิวขึ้นท้องฟ้า ลมหนาวเย็นยะเยือกไปถึงกระดูก คนทั้งสองเหมือนมดในดินแดนน้ำแข็งและหิมะแห่งนี้ พวกเขามุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ตามรอยเลือดที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้เห็นชัดเจน
หลายร้อยกิโลเมตรห่างออกไป
สมาชิกหลายร้อยคนของตระกูลว่านรุ่ยมารวมตัวกันริมทะเลสาบของโอเอซิสแห่งหนึ่ง
ชายชราคนหนึ่งมีบาดแผลลึกที่อกจนเห็นกระดูกหน้าซีดเผือด เหงื่อไหลลงจากหน้าผาก เขาทรุดลงในอ้อมแขนของคนผู้หนึ่ง พลางพยายามหยิบป้ายคำสั่งออกมายื่นให้
“พี่สาม ช่วยเอาป้ายนี้ไปให้ลูกชายผมที ผมหวังว่าเขาจะสืบทอดตำแหน่งในตระกูลต่อจากผมได้”
“พี่ต้องกลับเอาไปให้ลูกผมด้วยตัวเองนะ”
“ผมไม่มีปัญญากลับไป ผมเจ็บหนักเกินกว่าที่จะประคองชีวิตกลับออกไปจากที่นี่แล้ว”
“นาย…”
“ขอร้องล่ะ!”
“ได้ ฉันสัญญา”
“พี่สาม พาคนของเราหนีไป! ไอ้ระดับผสานเต๋าคนนั้นน่ากลัวมาก ไม่มีทางเป็นแค่ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าขั้นปลายแน่ แต่คงเป็นผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าขั้นสมบูรณ์พร้อมแล้วมั้ง พี่ใหญ่ พี่รอง รวมถึงคนตระกูลว่านรุ่ยตายเพราะฝีมือมันคนเดียว” ชายชราบอกเสียงสั่น สายตาฉายแววหวาดกลัว
การต่อสู้ก่อนหน้านี้ พวกเขาผู้แข็งแกร่งทั้งสี่คนในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ร่วมมือกันสู้กับฝ่ายตรงข้าม
เขาคิดว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งราวกับจอมมาร
ต่อให้ทั้งตระกูลว่านรุ่ยรวมพลังกันก็ยังอาจเอาชนะอีกฝ่ายไม่ได้
นอกเสียจาก…ชวนผู้แข็งแกร่งจากสมาคมมืดให้ช่วยออกโรงเอง
“จำเอาไว้ อย่าได้คิดแก้แค้นจนกว่าจะมีคนในตระกูลเราสำเร็จยุทธ์ระดับเทพแปลง” เขากล่าวเตือน
เทพแปลงหรือ?
ชายแก่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
ตระกูลว่านรุ่ยของพวกเขายังไม่มีใครไปถึงระดับผสานเต๋าด้วยซ้ำ จะสำเร็จยุทธ์ระดับเทพแปลงได้อย่างไร
ไม่มีทางที่จะได้แก้แค้นอย่างแน่นอน!
“เรือเงาล่ะ อยู่ที่ฝ่ายนั้นเหรอ?”
“ผมเองก็ไม่มั่นใจ ผมปกป้องเรือเงาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว รีบออกไปจากที่นี่ซะ! ต่อให้อีกฝ่ายจะไม่ได้ตามไล่ล่ามาตอนนี้ แต่ถ้าอยู่ ๆ เขาเปลี่ยนใจ… แค่ก มันอาจจะสายเกินไปแล้ว” ชายชราเอ่ยเร่ง
“พวกเราอีกเจ็ดแปดคนยังไม่กลับมาเลย พอพวกเขากลับมาแล้วเราจะหนีกัน”
“ไม่ต้องรอ… แค่ก”
ชายชราผู้ได้รับบาดเจ็บหายใจรวยรินท่ามกลางเสียงไอกระอักเลือด
เวลาล่วงเลยผ่านไป
เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปสามชั่วโมง
เมื่อสมาชิกตระกูลว่านรุ่ยกลับมายังโอเอซิส พวกเขาก็ไม่รอช้า มุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงใต้ทันที
สิบนาทีกว่าผ่านไป
จ้านหลิงอวิ๋นและโจวอี้ก็มาถึงที่นี่
“มีคนอย่างน้อยหลายสิบคนอยู่ที่นี่ก่อนเรามาถึง ทั้งหมดเป็นผู้ฝึกยุทธ์ น่าจะอยู่ที่นี่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ก็เลยน่าจะหนีไปแล้วระหว่างนั้น” จ้านหลิงอวิ๋นบอก
“ตามรอยได้ไหมครับ?” โจวอี้ถาม
“ยากอยู่”
“ผมทำอะไรไม่ได้เลยเหรอครับ?” เขาถามอย่างไม่ยอมแพ้
“มีทางอยู่ แต่คงไม่ได้ผลเท่าไหร่ ลองดูแล้วกัน ตามล่าไปอีกร้อยกิโล ถ้ายังหาไม่เจอก็กลับกันทันที”
“ครับ!”
เวลาผ่านไป
โจวอี้และจ้านหลิงอวิ๋นออกค้นหาหลายที่ แต่ก็ยังไม่พบสมาชิกที่เหลือของตระกูลว่านรุ่ย
พวกเขาจึงทำได้เพียงกอดความผิดหวังกลับไปยังค่ายลับ
ทว่าเมื่อกลับมาถึง โจวอี้ก็ได้รับข่าวดี!