หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 787 บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด
บทที่ 787 บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด
ตีห้า
เฉินเสวี่ยฝูและหลี่ย่าหลี่เดินทางข้ามคืนไปยังเผิงเฉิง พวกเขาได้พบกับเฉินอันฉีที่ลานจอดรถของโรงแรม ทั้งสามกอดกันพลางร้องไห้ มองแล้วดูเป็นฉากที่ตื้นตันใจ
โจวอี้ยืนเงียบ ๆ อยู่ใต้ร่มเงาสลัวของต้นไม้
เขารู้ว่าพ่อแม่ของเฉินอันฉีต้องการคำอธิบาย แม้ว่าเขาต้องการพบอีกฝ่าย แต่เขาก็ต้องรอให้เฉินอันฉีอธิบายทุกอย่างกับพ่อแม่ของเธอเสียก่อน
ส่วนอนาคตของเฉินอันฉีจะเป็นอย่างไรนั้น…
โจวอี้คิดถึงเรื่องนี้เมื่อเขาปลอบโยนเธอเมื่อคืนนี้ ถ้าเธอไม่เปลี่ยนใจ เขาจะจัดให้เธอไปที่ไซบีเรียเพื่อสัมผัสกับความหนาวเย็นและรับการฝึกฝน เพื่อที่เธอจะได้สามารถควบคุมพลังของตัวเองได้อย่างชำนาญ
หกโมงเช้า
เฉินอันฉีเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเธอให้พ่อและแม่ฟัง เมื่อเห็นว่าพ่อและแม่ของเธอดูโล่งใจแล้ว เธอก็เปิดเผยข่าวร้ายอีกเรื่อง
“นี่เป็นครั้งที่สองที่เขาช่วยชีวิตหนู เมื่อสองเดือนก่อน หนูได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง หนูเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลหลายแห่งในจินหลิง และผลออกมาคือเป็นมะเร็งปอดระยะกลาง”
“ลูกพูดอะไร?”
“เป็นไปไม่ได้!”
เฉินเสวี่ยฝูและหลี่ย่าหลี่ลุกพรวดจากเก้าอี้และตะโกนด้วยความตกตะลึง
เฉินอันฉีไม่โต้แย้ง แต่หยิบโทรศัพท์ออกมาเปิดภาพจากอัลบั้มของเธอและยื่นให้พร้อมพูดว่า “นี่คือรายงานทางการแพทย์ของหนู”
เฉินเสวี่ยฝูคว้าโทรศัพท์และมองดูภาพดังกล่าวร่วมกับภรรยา ความสิ้นหวังฉายชัดผ่านแววตาตาของพวกเขาทันที
ถ้าลูกสาวของพวกเขาเผลอฆ่าคนแล้วมอบตัว…ความเป็นไปได้ที่จะถูกตัดสินประหารชีวิตนั้นยังไม่มากนัก แต่การได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะกลางก็เกือบจะเหมือนกับการถูกตัดสินประหารชีวิต
“เดี๋ยวก่อน ลูกเพิ่งบอกว่านี่เป็นครั้งที่สองที่เขาช่วยชีวิต?” จู่ ๆ หลี่ย่าหลี่ก็นึกขึ้นได้และถามอย่างกังวลใจ
“ใช่ เขารักษาหนู” เฉินอันฉีพยักหน้า
“เป็นไปได้ยังไง หมอคนไหนในโลกที่สามารถรักษาโรคระยะสุดท้ายได้ อันฉี ลูก…”
“แม่คะ เขาไม่ใช่คนธรรมดา…”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา นายและนางเฉินยอมรับคำอธิบายของลูกสาว เมื่อจำได้ว่าลูกสาวของพวกเขาได้ฆ่าชายหนุ่มด้วยหมัดเพียงหมัดเดียว พวกเขาก็รู้สึกหวาดกลัวและไม่สบายใจขึ้นมาทันที
จะเป็นอย่างไรหากลูกสาวของพวกเขาเผลอไปฆ่าใครอีก?
“พ่อคะ แม่คะ หนูฆ่าคน ญาติ ๆ และเพื่อนบ้านของเราต้องรู้เรื่องนี้ด้วยใช่ไหม?” เฉินอันฉีถาม
“ใช่ พวกเขารู้” เฉินเสวี่ยฝูกล่าวอย่างขมขื่น
“ดังนั้น หนูจะอยู่กับพ่อแม่ไม่ได้อีก และไม่สามารถเรียนต่อในจินหลิงได้แล้ว เขาจะจัดการให้ออกไปอยู่ที่อื่น” เฉินอันฉีโอนเงินส่วนใหญ่ในบัญชีธนาคารของเธอไปยังบัญชีของแม่และพูดต่อ “แต่เรายังคงสามารถโทรและวิดีโอแช็ตหากันได้นะคะ พอผ่านไปอีกไม่กี่ปี ถ้าข่าวของหนูซาลง เราก็วางแผนอย่างอื่นกันได้”
“เอาล่ะ ถ้างั้นทำตามที่ลูกพูดมา” เฉินเสวี่ยฝูกล่าว
แม้ว่าเขาจะลังเลที่จะอยู่โดยไม่มีลูกสาว แต่เขาก็เข้าใจว่าสิ่งที่เธอพูดคือความจริง
การฆ่าคนไม่ใช่เรื่องเล็ก เขาพอใจแล้วที่รู้ว่าลูกสาวของเขายังมีชีวิตอยู่และไม่ต้องถูกจองจำ สำหรับเรื่องที่เธอจะอาศัยอยู่ที่ไหนต่อไปนั้นไม่สำคัญ ตราบใดที่เธอยังสบายดี นั่นก็เพียงพอแล้ว
“อันฉี พ่อต้องการพบเขา”
“ค่ะ!”
หลังจากนั้นไม่นาน
เฉินอันฉีก็พาพ่อแม่ของเธอไปเคาะประตูห้องถัดไป
เมื่อโจวอี้เปิดประตู เขาก็เชิญทั้งสามคนเข้ามาในห้องของเขาด้วยความอบอุ่น แต่เขาห้ามไม่ให้พ่อแม่ของเฉินอันฉีพยายามก้มหัวขอบคุณเขา
“คุณลุง คุณป้า อันฉีเป็นเพื่อนของผม ถ้าเธอมีปัญหาผมคงไม่อยู่เฉย เพราะงั้นคุณไม่ต้องทำแบบนี้หรอกนะครับ” โจวอี้กล่าว
“หมอโจว อันฉีบอกเราทุกอย่างแล้ว รวมทั้งอาการป่วยระยะสุดท้ายของเธอด้วย ขอบคุณจริง ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ เราคงสูญเสียลูกสาวไป ขอบคุณ…” เฉินเสวี่ยฝูแสดงความขอบคุณจากใจจริง
“คุณลุง ผมเป็นหมอ และเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องช่วยชีวิตคนเจ็บ นอกจากนี้ เธอยังเป็นเพื่อนของผม การช่วยชีวิตเธอเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว” โจวอี้ยิ้ม
หลังจากสนทนากันสักพัก พวกเขาก็นั่งลงในห้อง
“หมอโจว คุณดูคุ้น ๆ นะ เราเคยพบกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า?” หลี่ย่าหลี่ถามอย่างลังเล
“เราอาจไม่เคยพบกัน แต่ไม่นานมานี้ผมค่อนข้างมีชื่อเสียง หลายคนน่าจะรู้จักผม” โจวอี้พูดด้วยรอยยิ้มขมขื่น
“มีชื่อเสียง?”
ทันทีที่หลี่ย่าหลี่ถาม เธอก็อุทานทันทีว่า “คุณคือโจวอี้! หมอจากโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนจินหลิงและเป็นนายใหญ่ของค่ายบริษัทบันเทิงด้วย ภรรยาของคุณคือถังหว่านซูเปอร์สตาร์คนนั้น! และลูกสาวของคุณคือองค์หญิงน้อยเหมียวเหมี่ยว?”
“เห็นไหม! ผมบอกคุณแล้วว่าช่วงนี้ผมค่อนข้างมีชื่อเสียง แม้กระทั่งคุณก็รู้จักผม” โจวอี้หัวเราะแห้ง ๆ
เฉินเสวี่ยฝูและหลี่ย่าหลี่มองหน้ากัน
เมื่อพวกเขาพบโจวอี้ครั้งแรก พวกเขาคิดว่าชายคนนี้เป็นหนุ่มที่มีความสามารถอันยอดเยี่ยม พวกเขาสงสัยว่าลูกสาวของพวกเขาและโจวอี้มีความรู้สึกโรแมนติกต่อกันหรือไม่ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างไม่ถูกต้อง!
โจวอี้มีภรรยาและลูกอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถอยู่กับลูกสาวของพวกเขาได้
เป็นไปได้ไหมว่าพวกเขาเป็นแค่เพื่อนธรรมดาจริง ๆ?
หรือว่า…
ตอนเที่ยง
โจวอี้และเฉินอันฉีออกเดินทางจากสนามบินกวนหยิน ซึ่งจ้านหลิงอวิ๋นและแม่เฒ่าจวงที่ซ่อนอยู่ก่อนหน้านี้ก็มารวมตัวกับโจวอี้และบินไปเซินเจิ้นด้วยกัน
ณ พื้นที่เทียนซิน เบย์ วิลล่า
ภายในคฤหาสน์ชั้นบนสุดบนยอดเขา เถิงเฉียนเหลียนกำลังอ่านหนังสืออยู่เงียบ ๆ ในขณะที่สาวใช้และพี่เลี้ยงเด็กกำลังง่วนอยู่กับงานทำความสะอาดประจำวันของพวกเขา
เถิงเฉียนเหลียนรู้สึกขี้เกียจสุด ๆ ขี้เกียจจนแทบจะตัวเป็นขนแล้ว
เดิมทีเธอคิดว่าการจ้างมาเป็นแม่บ้านในคฤหาสน์หลังนี้จะทำให้เธอยุ่งมาก เพราะคฤหาสน์หลังนี้ถือเป็นของชนชั้นสูงในเซินเจิ้น และจำนวนสมาชิกในครอบครัวที่อาศัยอยู่ในนี้ไม่น่าจะมีน้อย
ทว่ามาจนถึงตอนนี้ นอกจากการได้เห็นเจ้าของบ้านอย่างโจวอี้แล้ว เธอก็ไม่เห็นใครอาศัยอยู่ที่นี่อีก และสิ่งที่ทำให้เธอค่อนข้างพูดไม่ออกก็คือจำนวนครั้งที่เธอเห็นโจวอี้สามารถนับได้ด้วยมือเดียวเท่านั้น
เถิงเฉียนเหลียนรู้สึกว่าเธอต้องเป็นแม่บ้านที่สบายที่สุดในโลก
“แม่บ้านเถิง เจ้านายมาแล้ว” สาวใช้คนหนึ่งวิ่งเข้ามากระซิบ
เจ้านายมาที่นี่?
เถิงเฉียนเหลียนแสดงท่าทางประหลาดใจทันทีและรีบลุกขึ้นจากโซฟา ขณะที่เธอรีบออกไป ความรู้สึกตื่นเต้นก็ผุดขึ้น เพราะเธอพบว่าเธอเป็นคนที่ชอบโดนทำโทษ
เป็นแม่บ้านอยู่เฉย ๆ ไม่ดีเหรอ?
การที่เธอค่อนข้างตื่นเต้นเมื่อได้ยินว่าเจ้านายมาที่นี่ เธอต้องอยากรับใช้ผู้คนมากแค่ไหนกัน!
ครู่ต่อมา เถิงเฉียนเหลียนวิ่งเหยาะ ๆ ออกจากห้องโถง และเห็นโจวอี้อยู่ที่สวนด้านนอกพร้อมกับคนอีกสามคนที่เขาพามาด้วย
“คุณโจว คุณมาแล้ว!” เถิงเฉียนเหลียนโค้งคำนับ
“ใช่ ทุกอย่างที่นี่เรียบร้อยดีหรือเปล่า?” โจวอี้ถามด้วยรอยยิ้ม
“ทุกอย่างปกติดีค่ะ”
“ขอบคุณที่ทำงานหนักนะ”
โจวอี้ยิ้มและเดินไปที่คฤหาสน์ เฉินอันฉีเดินตามหลังโจวอี้ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เธอไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน หรือทำไมโจวอี้ถึงมาที่นี่ แต่วิลล่าบนยอดเขานี้เกือบจะเหมือนปราสาท ช่างน่าประทับใจอย่างแท้จริง
ในไม่ช้า เธอก็เดินตามโจวอี้เข้าไปข้างใน
การตกแต่งภายในที่หรูหราทำให้เฉินอันฉีตกตะลึง
“เจ้านาย สวัสดีครับ”
“สวัสดีค่ะ เจ้านาย”