หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 786 ความรักของพ่อแม่
บทที่ 786 ความรักของพ่อแม่
เมืองเผิงเฉิง ย่านชานเมือง
เวลาสี่ทุ่ม เมืองแห่งนี้ยังคงเปิดไฟสวางไสวและครึกครื้น
โจวอี้มาที่เมืองนี้เป็นครั้งที่สอง คราวก่อนเขาขับตรงไปยังทะเลสาบอวิ๋นแถบภูเขาอวิ๋นหลง และสู้กับผู้แข็งแกร่งจากนิกายดอกบัวขาว หลังจากนั้นเขาก็กลับไปทันที
ตอนนี้เมื่อชายหนุ่มขับผ่านทะเลสาบอวิ๋นก็หวนนึกถึงการต่อสู้ครั้งนั้นและอดที่จะถอนหายใจไม่ได้ หากตอนนั้นเขามีระดับยุทธ์สูงเท่านี้ เพียงแค่ดีดนิ้วก็สามารถฆ่าพวกนิกายดอกบัวขาวได้แล้ว
ไม่นานนักรถทั้งสองคันก็มาจอดหน้าร้านอาหารใกล้ทะเลสาบ
เกาเจี้ยนหลิงเดินนำ พวกเขาทั้งสี่เดินเข้าไปในห้องทานอาหารส่วนตัว หลังจากที่สั่งอาหารเสร็จก็เริ่มดื่มเหล้ากัน
เกาเจี้ยนหลิงมองโจวอี้พลางยิ้มและพูดว่า “น้องโจว มาเมืองเผิงเฉิงเป็นครั้งแรกหรือเปล่า?”
“ครับ” เขาไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก
“เมืองเผิงเฉิงน่าอยู่มากนะ! เป็นเมืองแหล่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชาติ เป็นศูนย์กลางคมนาคมของประเทศด้วย กลางเมืองก็เป็นเขตเศรษฐกิจ แถมยังถือเป็นบ้านเกิดของจักพรรดิที่รู้จักกันในชื่อ ‘เผิงเฉิงเมืองแห่งกษัตริย์เก้าราชวงศ์’ เป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมฮั่น มีคนสำคัญมากมายในประวัติศาสตร์อยู่ที่นี่” เกาเจี้ยนหลิงบอกพร้อมรอยยิ้ม
“ใครบ้างเหรอครับ?” โจวอี้ถามด้วยความสงสัย
“เผิงจู่ หลิวปัง เซี่ยงอวี่…”
โจวอี้ดูตกตะลึง
“น้องโจว ถ้าไม่รีบกลับจินหลิง พรุ่งนี้ผมจะพาคุณเที่ยวชมรอบเมือง มีแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมหลายที่เลย ทั้งโบราณสถาน แล้วก็โบราณวัตถุ รวมถึงอาหารและขนมหลากหลายชนิดด้วย รับรองว่าลืมไม่ลงแน่นอน” เกาเจี้ยนหลิงยิ้ม
โจวอี้ตาเป็นประกายเมื่อได้ยินเช่นนั้น อันที่จริงเขาไม่ได้สนใจแหล่งประวัติศาสตร์วัฒนธรรม และไม่ได้สนใจบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้วย แต่เขาสนใจอาหารต่างหาก”
“อาหารมีอะไรบ้างครับ?” โจวอี้ถาม
“ไก่ตุ๋นหม้อดิน หมูสามชั้นต้มซีอิ๊วเสฉวน ลูกชิ้นปลาเผิงเฉิง น้ำเต้าพันไหมทอง ปลาไนผัดเปรี้ยวหวาน… แล้วก็มีแกะย่างเผิงเฉิงกับเนื้อหมาด้วย…” เกาเจี้ยนหลิงคุ้นเคยกับเมืองเผิงเฉิงดี จึงแนะนำได้อย่างละเอียด
โจวอี้ฟังแล้วนิ้วกระตุกขึ้นมา
และแล้วเขาก็ได้ลองกินอาหารดัง ๆ ที่อีกฝ่ายบอกมาหลายอย่างแล้ว โดยเฉพาะไก่ตุ๋นหม้อดินที่ปรุงด้วยวิธีดั้งเดิมที่แสนอร่อย แม้แต่เฉินอันฉีที่เพิ่งออกมาจากคุกยังกินไปตั้งมาก
หลังจากกินดื่มเสร็จ พวกเขาทั้งสี่ก็มาถึงบริเวณต้อนรับในห้องโถงกลาง
กลิ่นชาหอมกรุ่นลอยฟุ้งไปทั่ว เกาเจี้ยนหลิงดื่มชาหอม ๆ ก่อนจะถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “น้องโจว ช่วงนี้ได้ไปที่ทะเลสาบเซียนหนู่บ้างไหม ได้ยินมาว่าตระกูลโบราณนั้นอาละวาดใหญ่เลย! จากที่พ่อผมบอกมา ที่ผ่านมาก็สู้กันหลายครั้ง แต่ละครั้งก็มีทั้งแพ้ชนะกันไป”
“พวกเขาสู้กันมากี่ครั้งแล้วครับ?” โจวอี้ชะงัก
เขาได้ยินข่าวนี้มาบ้างและรู้ว่าตระกูลโบราณเหล่านี้ต่างก็มีข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าหวาดหวั่น มีเพียงสำนักหลักทั้งแปด ตระกูลหลักทั้งสี่ และองค์กรหลักทั้งสามของโลกศิลปะการต่อสู้โบราณที่สามารถร่วมมือกันเพื่อยับยั้งพวกเขา
ทว่านึกไม่ถึงว่าจะเกิดการต่อสู้เช่นนี้
“แล้วสู้กันทำไมล่ะครับ?”
“จะทำไมซะอีกล่ะ ก็ในยานอวกาศมีสมบัติเยอะน่ะสิ ตระกูลพวกนั้นก็เลยอยากขอส่วนแบ่ง แน่นอนว่าถ้าพวกเขาอยากได้นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่พวกเขาดันโลภและพยายามฉวยโอกาสทุกทางเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง” เกาเจี้ยนหลิงอธิบาย
“แล้วผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าเข้าร่วมไหมครับ?” โจวอี้ถาม
“มีสิ”
“แล้วฝ่ายไหนชนะครับ?”
“ตอนนั้นก็ถือว่าสูสีกันนะ แต่จากที่พ่อผมเล่า ดูเหมือนว่าจะมีผู้แข็งแกร่งระดับเทพแปลงอยู่ฝ่ายตระกูลนั้นด้วย กองกำลังทั้งหมดก็ร่วมมือกันติดต่อผู้แข็งแกร่งระดับเทพแปลงของตัวเองกัน ถ้าสุดท้ายถ้าเหลืออดขึ้นมาจริง ๆ ได้สนุกแน่” เกาเจี้ยนหลิงถอนหายใจ
โจวอี้ไม่มั่นใจว่าพลังของผู้แข็งแกร่งระดับเทพแปลงมีมากแค่ไหน แต่ลำพังการต่อสู้ระหว่างผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าด้วยกันก็น่ากลัวมากพออยู่แล้ว
“ก็ไม่น่าต้องมาสู้กันอีกต่อไปแล้วไม่ใช่เหรอ?” เขานึกลังเลใจ
“มันก็ขึ้นอยู่กับการแบ่งผลประโยชน์กันในตอนสุดท้าย ถ้าทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่ลงตัวก็คงเกิดเรื่องใหญ่” เกาเจี้ยนหลิงพูดมาถึงจุดนี้ก็ลดเสียงและบอกด้วยท่าทีลับ ๆ ล่อ ๆ “หอคอยดวงดาวในยานอวกาศเดิมทีก็เปิดเป็นสาธารณะ ปล่อยให้ผู้ฝึกยุทธ์และผู้แข็งแกร่งระดับเทพแปลงเข้าไปได้ แต่เพราะตระกูลโบราณมาแทรกแซง ตอนนี้ก็เลยชะลอเรื่องนี้ออกไปก่อน”
“หอคอยดวงดาวคืออะไรเหรอคะ?” จางหม่านเยว่ถามด้วยความสงสัย
เกาเจี้ยนหลิงมองโจวอี้และเห็นว่าเขาไม่ตอบ จึงส่ายหน้าก่อนจะพูดว่า “หอคอยดวงดาวเป็นฐานลับสุดยอดของคณะกรรมการเถิงหลง ถ้าอยากเข้าไปก็ต้องให้คนจากคณะกรรมการพาเข้าไป”
“เข้าใจแล้วค่ะ!”
จางหม่านเยว่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
ทว่าเธอรู้สถานะตนเองดีว่าต่ำกว่า เหตุผลที่ได้มานั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับเกาเจี้ยนหลิงวันนี้ก็เพราะบารมีของโจวอี้
เที่ยงคืน
โจวอี้ปฏิเสธคำเชิญให้ไปพักที่บ้าน และขับรถไปยังโรงแรมแถวนั้นแทน
ณ จินหลิง
ภายในห้องโรงแรม เฉินเสวี่ยฝูยืนสูบบุหรี่ริมหน้าต่าง ขณะที่ภรรยาอย่างหลี่ย่าหลี่นั่งตาแดงอยู่บนเตียงด้านหลัง
พวกเขาเจ็บปวดจากข่าวที่ชวนให้ตกตะลึง
ทั้งคู่ไม่คิดว่าลูกสาวตนเองที่ว่าง่ายและมีเหตุผลมาตลอดจะกลายมาเป็นฆาตกร
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เฉินเสวี่ยฝูขอร้องให้ปู่ไปพูดกับย่า เขาไม่รู้ว่าตนเองใช้เส้นสายไปเท่าไหร่ หรือพยายามหาทางไปกี่หนแล้ว ทว่าก็ไม่มีครั้งไหนสำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังมารู้จากทนายความว่าลูกสาวถูกคุมขังอยู่ในสถานกักกันในข้อหาฆาตกรรม พวกเขาไม่สามารถควบคุมการตัดสินของศาลได้
กริ๊ง!
เฉินเสวี่ยฝูหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า เมื่อเห็นเบอร์โทรเข้าก็ตกตะลึงไป
เบอร์ของลูกสาวเหรอ!
เป็นไปได้อย่างไร?
เจ้าตัวถูกขังอยู่ อีกทั้งโทรศัพท์ก็ถูกทางเจ้าหน้าที่ยึดไป แล้วจะโทรมาหาได้อย่างไร
เขาอึ้งไปหลายวินาทีก่อนจะได้สติและรีบรับสายก่อนจะถามว่า “อันฉีเหรอ?”
“ค่ะ หนูเอง”
“อันฉี เป็นลูกจริงเหรอ! โทรมาได้ด้วยเหรอ?” เขาถามเสียงสั่น
“พ่อคะ ตอนนี้หนูถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว หนูอยู่ที่เมืองเผิงเฉิงค่ะ พรุ่งนี้หนูจะกลับบ้าน พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วงหนูนะคะ” เฉินอันฉีบอก
“ว่ายังไงนะ! ลูกถูกปล่อยตัวออกมาแล้วเหรอ เป็นไปได้ยังไง? พ่อไม่ได้ฝันไปใช่ไหม อันฉี เกิดอะไรขึ้น ไหนบอกพ่อมาซิ…” เขาเอ่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ตอนนี้เอง หลี่ย่าหลี่ที่ได้สติแล้วก็กระโจนลงจากเตียงหลังจากได้ยิน เธอเดินเท้าเปล่ามาอยู่ข้างเขา ก่อนจะคว้าโทรศัพท์และเอ่ยเสียงสั่นเครือ “อันฉีเหรอ? ลูกเหรอ ไหนบอกแม่มา ลูกจริง ๆ ใช่ไหม?”
“แม่คะ เป็นหนูจริง ๆ ค่ะ”
“ลูกแม่ ลูกอยู่ที่ไหน? ไม่ต้องกลัวไปนะ พ่อกับแม่อยู่ที่จินหลิงกัน เราจะหาทาง…”
“แม่คะ หนูถูกปล่อยตัวออกมาแล้วค่ะ พรุ่งนี้จะกลับบ้าน เอาไว้เดี๋ยวจะเล่าที่มาที่ไปให้ฟังนะคะ”
“ไม่ ๆ เราไม่ได้อยู่ที่บ้านกัน ตอนนี้ลูกอยู่ที่ไหน เราจะรีบไปหาเดี๋ยวนี้เลย”
“หนูอยู่เมืองเผิงเฉิงค่ะ”
“รอเราอยู่ที่นั่นนะ เราจะออกเดินทางไปหาเดี๋ยวนี้เลย”
“ค่ะ!”
ณ เมืองเผิงเฉิง
เฉินอันฉีวางสายทั้งที่ยังน้ำตาคลอ เธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จและยังอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำของโรงแรม ทว่าด้วยความสะเทือนใจ เธอจึงสวมรองเท้าสลิปเปอร์และเดินไปเคาะประตูห้องข้าง ๆ
แกร็ก…
โจวอี้เปิดประตูออกมาและเห็นเฉินอันฉีอยู่ด้านนอก ในจังหวะที่ตั้งท่าจะพูด เธอก็โผเข้ามาหาเขา
“เดี๋ยวก่อน คุณ…”
“ฮือ ๆ…”
เขาดันไหล่เธอไว้ ส่วนเธอไม่ได้พยายามขัดขืนหรือพุ่งเข้าหาเขาอีก
เธอร้องไห้พลางกล่าวว่า “พ่อแม่ของฉันอยู่ที่จินหลิง! ที่ผ่านมาพวกเขาต้องเป็นกังวลกันมากแน่ ๆ เลย ฉันมันเนรคุณที่ทำให้พวกเขาทุกข์ใจขนาดนี้ ฮือ ๆ แม่ของฉันบอกว่าให้ฉันรอ พวกเขาจะรีบมาที่เผิงเฉิง ฮือ ๆ”
โจวอี้มองหญิงสาวที่ร้องไห้น้ำตานองหน้าขณะถอนหายใจ
ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกช่างลึกซึ้ง
เฉินอันฉีติดคุก ต่อให้จะดูไม่ดีแต่ก็ยังคงเป็นห่วง ถ้าไม่เป็นห่วงนั่นสิถึงจะน่าแปลกใจ!
โจวอี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าสุดท้ายก็ใจอ่อนอ้าแขนกอดเธอกลับพลางลูบหลังปลอบ