หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 789 สาวงามพบสาวงาม
บทที่ 789 สาวงามพบสาวงาม
โจวอี้กระโดดขึ้นมาจากสระว่ายน้ำ ก่อนจะไปอาบน้ำที่ห้องอาบน้ำและแต่งตัวให้เรียบร้อย จากนั้นจึงกลับไปที่สระว่ายน้ำอีกครั้ง
ทันใดนั้นเซี่ยหลู่ก็โผมากอดแขนเขาไว้
“ต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่ก็สำรวมหน่อย” เขาบอกอย่างเอือมระอา
“ต่อหน้าหลักผู้ใหญ่ เราก็ช่างมันบ้างก็ได้” เซี่ยหลู่พูดก่อนจะหันไปถามแม่เฒ่าจวง “อาจารย์คะ ศิษย์พูดถูกไหม?”
“อืม” แม่เฒ่าจวงยิ้มจนหน้าขึ้นรอยตีนกา
“ได้ยินไหม ผู้อาวุโสยังไม่ว่าอะไรเลย นาย…เอ๊ะ? สาวสวยคนนั้นน่ะมาจากไหนกัน ชิ! พลังน้ำนี่ทรงพลังจริง ๆ ดูเหมือนมีแค่หยิบมือก็ดึงน้ำออกมาได้หมดแล้ว” เซี่ยหลู่พูดขึ้นเมื่อเห็นเฉินอันฉีเดินลงบันไดมา
ความร่าเริงของเฉินอันฉีหายวับไปในทันที เธอมองเซี่ยหลู่คนสวยและทรงเสน่ห์ ความรู้สึกด้อยกว่าพลันเกิดขึ้นในใจ
สวยจริง ๆ ด้วย!
ขนาดเธอเป็นผู้หญิงยังอดชื่นชมไม่ได้เมื่อเห็นรูปร่างหน้าตาทรงเสน่ห์ชวนตกตะลึงของอีกฝ่าย
ทันใดนั้น แรงกระตุ้นบางอย่างก็ตีตื้นขึ้นมา เธอก้าวตรงไปกอดแขนอีกข้างของโจวอี้ไว้
เธอไม่กล้ามองหน้าเซี่ยหลู่ นับประสาอะไรกับโจวอี้ ทำได้แค่ก้มหน้าแต่ก็ยังกอดแขนเขาไว้แน่น คล้ายกับกลัวว่าหากไม่ออกแรงกอดไว้ เขาจะสะบัดหนีไป
“น่าสนใจดีนี่”
เซี่ยหลู่ปล่อยแขนชายหนุ่มและจ้องมองเฉินอันฉี ทันใดนั้นเธอก็หันมามองหน้าเขาและถามพร้อมร้อยยิ้ม “นายไปได้สาวสวยคนนี้มาจากไหนล่ะ?”
“อย่าพูดเหลวไหลน่า ผม…”
“ฉันชื่อเฉินอันฉีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะพี่สาว” เฉินอันฉีพูดขัดขณะเงยหน้าขึ้น
“ชิ มาเรียกพี่แล้วไม่ค่อยสะดวกใจเท่าไหร่เลย ทำไม อยากเป็นน้องฉันเหรอ?” เซี่ยหลู่ยิ้ม
“ยังไงต่อไปฉันก็จะเป็นคนของเขาอยู่ดี ต่อให้ตายไปก็จะเป็นผีของเขา ถ้าเขาไม่ฆ่าฉัน เขาคงไม่มีทางกำจัดฉันไปได้หรอกค่ะ” เฉินอันฉีรวบรวมความกล้าบอกออกไป
แปะ ๆ…
เซี่ยหลู่ปรบมือพลางพูดว่า “กล้าดีนี่”
ระหว่างนั้นก็หันไปมองโจวอี้และเอ่ยแซว “เกิดอะไรขึ้นล่ะเนี่ย นายให้ยาเธอเหรอ เธอบอกว่าต่อให้ตายไปก็จะเป็นผีของนายเลยนะ วิธีได้ผลดีนี่นา!”
“เขาไม่ได้เอายาให้ฉันค่ะ แต่ช่วยชีวิตฉันเอาไว้สองครั้งต่างหาก” เฉินอันฉีโพล่งตอบ
“โอเค! ดูเหมือนฉันต้องช่วยชีวิตเขาอีกทีแล้วสินะ” เซี่ยหลู่ยักไหล่
ช่วยชีวิตอีกครั้งหรือ?
เฉินอันฉีชะงักไปและเข้าใจได้ในทันที โจวอี้ช่วยชีวิตเธอไว้สองครั้ง เธอจึงยอมอุทิศตัวให้เขา แต่ถ้าเธอคนนั้นช่วยชีวิตเขาไว้อีกครั้ง โจวอี้ก็จะอุทิศตัวให้กับเธอคนนั้นเหมือนกัน
เธอพบว่าตนเองเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
พ่ายแพ้ราบคาบเสียด้วย
เฉินอันฉีหน้าแดงและก้มหน้าลงอีกครั้ง
โจวอี้มองท่าทีของเธอแล้วรู้สึกลำบากใจ
เซี่ยหลู่เป็นใคร? นักธุรกิจเจ้าเล่ห์ ไม่ว่าจะเป็นแผนการหรือวิธีการ เฉินอันฉีที่ยังเรียนไม่จบจะมาเทียบชั้นได้อย่างไร
“เซี่ยหลู่ อันฉีไม่สู้คนนะ อย่าแกล้งเธออีกเลย” โจวอี้โบกมือก่อนจะพูดต่อ “จุดประสงค์ที่ผมมาเซินเจิ้นก็เพราะพาแม่เฒ่าจวงมาเจอคุณ ในเมื่อคุณเป็นศิษย์แม่เฒ่าจวงแล้วก็รีบพาแม่เฒ่าจวงกลับไป! ตั้งใจฝึกต่อไปซะ จะได้มาช่วยชีวิตผมได้อีก”
“โอ้โห งาช้างไม่งอกจากปากสุนัข[1]จริง ๆ พูดออกมาได้ยังไง นายมั่งคั่งวาสนาดี ต่อไปนี้คงไม่เผชิญกับอันตรายแล้วล่ะมั้ง” เซี่ยหลู่เอ่ยด้วยท่าทีกระฟัดกระเฟียด
หากเป็นเมื่อก่อน เซี่ยหลู่คงไม่ยอมกลับไปง่าย ๆ แบบนี้ ทว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยากตามตอแยเขา เพราะหลังจากพบแม่เฒ่าจวงแล้วจึงรีบกลับไป
แต่ตอนที่กำลังจะกลับก็ยังไม่วายเย้าแหย่เฉินอันฉีอีกครั้ง ทำเอาอีกฝ่ายอับอายจนแทบหาทางลงไม่ได้
ตกเย็น ณ คลับเซินสือกวงเซียน
คลับแห่งนี้มีการคัดกรองอย่างเข้มงวด คนที่จะเข้าไปได้ต้องมีเงินอย่างน้อยสิบหลักหรือมีตำแหน่งสูง และคืนนี้คลับแห่งนี้ก็มีลูกค้าเพียงสองกลุ่มเท่านั้น
โม่เม่ยรับหน้าที่เป็นผู้จัดการ ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของคลับแห่งนี้ หลังออกมาจากห้องรับรองลูกค้า เธอก็เห็นหญิงสาวสวมแว่นกันแดด ทั้งยังสวมชุดสูทและหมวกสีดำ อีกฝ่ายก้าวเข้ามาจากอีกฟากของโถงทางเดิน
ลูกค้าอีกคนหรือ?
ใครกัน?
โม่เม่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบเดินไปหา
“สวัสดีค่ะคุณผู้หญิง รบกวนสอบถามหน่อยค่ะ… เจ้านายเองเหรอคะ” เธอชะงักไป สายตาฉายแววเหลือเชื่อ
ผ่านมาตั้งกี่ปีแล้ว กี่ปีแล้วที่เจ้านายไม่เคยมาที่นี่ตั้งแต่ก่อตั้งคลับแห่งนี้
วันนี้อีกฝ่ายกลับมาที่นี่…
“จูอู๋ฮุ่ยมาหรือเปล่า?” โจวหงเย่ถามเสียงเรียบขณะเดินเข้าไปด้านใน
“มะ… มาค่ะ พาผู้อาวุโสมาด้วยสองคน” โม่เม่ยตอบอย่างตะกุกตะกัก
“พูดให้มันฉะฉานหน่อย” โจวหงเย่เอ่ยด้วยท่าทีเย็นชา “พาฉันไปห้องข้าง ๆ พวกเขา แล้วเธอก็ไปรอที่หน้าทางเข้าด้วยตัวเองด้วย ถ้ามีคนสกุลโจวมาก็ให้เขามาหาฉัน”
“ค่ะ” โม่เม่ยกลืนน้ำลายและตอบอย่างนอบน้อม
ไม่กี่นาทีต่อมา
เมื่อเธอพาโจวหงเย่ไปที่ห้องแล้วก็รีบมารอที่หน้าทางเข้า มือหนึ่งยกปาดเหงื่อจากหน้าฝาก และแอบถอนหายใจโล่งอก
คลับนี้ก่อตั้งมาแปดปีแล้ว เธอทำงานเป็นผู้จัดการที่นี่มาแล้วแปดปีเช่นกัน
เจ้านายอย่างโจวหงเย่มาเพียงครั้งเดียวในวันเปิดร้าน จากนั้นก็ไม่เคยมาอีกเลย ปล่อยให้เธอเป็นคนจัดการดูแลทุกอย่าง
ทุกปีเธอจะไปพบโจวหงเย่สองครั้ง ทั้งไปรายงานการทำงาน และรับทรัพยากรในการฝึกยุทธ์
“ใครคือคนสกุลโจวกันนะ?”
“สำคัญถึงขนาดทำให้เจ้านายมาที่นี่ด้วยตัวเองเลยเหรอ?”
“แถมยังต้องให้เรามารอต้อนรับเขาอีกด้วยเหรอ”
โม่เม่ยครุ่นคิด สายตากวาดมองไปข้างนอก
ด้านหลังเธอมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยร่างบึกบึนสี่คน แม้ว่าพวกเขาจะงุนงงแต่ก็ไม่ได้ถามหรือพูดอะไร
เอี๊ยด…
รถซูเปอร์คาร์คันหนึ่งจอดหน้าประตู
โม่เม่ยเดินมาถึงประตูรถ หน้าต่างรถเลื่อนลงทำให้เห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่นั่งผู้โดยสารมีชายวัยกลางคนสีหน้าเรียบเฉยนั่งอยู่
“สวัสดีค่ะ คุณคือคุณโจวใช่ไหมคะ?” เธอถามอย่างสุภาพ
“ครับ”
“คุณโจวคะ ขับรถตรงไปจนสุดทางแล้วเลี้ยวซ้าย แล้วเลี้ยวขวาอีกครั้งก็จะเจอทางเข้าตึกค่ะ ฉันจะรีบไปรับคุณเข้ามาด้านในค่ะ”เธอบอก
“ครับ!”
เมื่อโจวอี้ขับรถซูเปอร์คาร์เข้ามาถึงใต้อาคาร เธอก็มารออยู่ก่อนแล้ว
ไม่นานหลังจากนั้น เธอเดินนำโจวอี้และจ้านหลิงอวิ๋นมายังห้องที่โจวหงเย่อยู่
“เจ้านายคะ คุณโจวมาถึงแล้วค่ะ” เธอบอกพลางมองหน้าเจ้านายสาวที่ลุกขึ้นยืน
โจวหงเย่ถอดแว่นกันแดด สีหน้าเย็นชามลายหายกลายเป็นรอยยิ้ม ก่อนจะอ้าแขนกอดโจวอี้
โจวอี้ยิ้มบาง ๆ และสวมกอดผู้เป็นอาก่อนจะถามว่า “เธอเป็นลูกน้องของอาเหรอครับ?”
“ใช่ คนที่ไว้ใจน่ะ” โจวหงเย่ตอบขณะส่งยิ้ม
“ทำงานได้ดีเลยครับ!”
โม่เม่ยมีท่าทีงุนงง
เธอรู้จักเจ้านายมาเกือบยี่สิบปี นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเจ้านายยิ้ม
เกิดอะไรขึ้น?
ผู้ชายสกุลโจวคนนี้เป็นใครกัน?
หรือว่า…
“อาครับ ทำไมเราไม่เจอกันที่บ้านอาล่ะครับ ให้มาที่นี่ทำไม? หรือเพราะช่วงนี้ผมไม่ค่อยเจริญอาหารก็เลยอยากเลี้ยงผม” เขาถามพลางยิ้ม
“เราจะฆ่าคนกันก่อน แล้วค่อยกินข้าวกัน” โจวหงเย่กล่าว
ฆ่าคนหรือ?
ฆ่าใครกัน?
รอยยิ้มบนใบหน้าโจวอี้หุบลงทันที
[1] งาช้างไม่งอกจากปากสุนัข หมายถึง ไม่มีความจริง ความซื่อสัตย์ หรือเรื่องดี ๆ จากปากคนเลว