หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 790 โทรเรียกมาฆ่าคน
บทที่ 790 โทรเรียกมาฆ่าคน
โจวหงเย่เพิ่งสังเกตเห็นจ้านหลิงอวิ๋น ทว่าเธอไม่ได้รับรู้ถึงความเป็นผู้ฝึกยุทธ์ของเขา ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าแปลก
อย่างที่รู้กันว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโจวอี้จะปล่อยให้คนนอกรู้ไม่ได้ ทว่าโจวอี้กลับพาอีกฝ่ายมาที่นี่ ดังนั้นจึงคาดเดาได้ว่าโจวอี้คงจะสนิทสนมกับชายคนนั้นมาก และนั่นเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจเช่นกัน
เธอละสายตาไปและเห็นดาบของจ้านหลิงอวิ๋น สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปในทันใด “เสี่ยวอี้ นั่นใครกัน?”
“เขาเป็นอาจารย์ลุงของผม จ้านหลิงอวิ๋น เขาคอยติดตามผมเพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องกับผมน่ะครับ”
อาจารย์ลุง?
คนจากสำนักโอสถหรือ?
เธอรีบประสานมือคำนับและพูดว่า “ฉันโจวหงเย่ ขอคารวะค่ะ”
“อืม!” จ้านหลิงอวิ๋นรับคำ ในใจนึกฉงนอยู่บ้าง
เขาเจอกับโจวหมิงอวี้มาแล้วและรู้ว่าเป็นปู่สามของโจวอี้ อีกทั้งยังรู้ว่าพ่อของโจวอี้ยังไม่ตาย แต่อยู่ที่เกาะซ่อนหมอก!
ทว่าทั้งพ่อและปู่สามของโจวอี้ต่างก็มีระดับยุทธ์ที่ไม่สูงมากนัก ยังไม่ถึงระดับบรรพจารย์ยุทธ์เลยด้วยซ้ำ
ทว่าคนตรงหน้าผู้นี้…
เธอเองก็เป็นผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ อีกทั้งยังเป็นคนสำนักมาร!
จ้านหลิงอวิ๋นรู้สึกว่าเธอมีเจตนาร้าย ในขณะที่เขาเองก็ทำให้เธอตกใจเช่นกัน
เธอเป็นผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ แล้วจะดูเขาไม่ออกได้อย่างไร เขาเป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋า อีกทั้งยังไม่ได้อยู่ในขั้นต้น
“หฤทัยสูตรอสรพิษโลหิตเหรอ?” เขาโพล่งถามขึ้น
“คุณ…”
สีหน้าของเธอพลันเปลี่ยนไป สายตาฉายแววเหลือเชื่อ
“ว่าแล้วเชียว เธอก็กล้าไม่เบานี่!” จ้านหลิงอวิ๋นกล่าว
“คนเรายังไม่ตายก็อาฆาตแค้นกันไม่สิ้นสุด ต่างอะไรกับความกล้าล่ะ จุดประสงค์ของฉันคือการสำเร็จยุทธ์ระดับเทพแปลง และฆ่าศัตรูให้หมด” โจวหงเย่บอกเสียงแข็ง
“ชีวิตนี้เธอสำเร็จยุทธ์ระดับเทพแปลงไม่ได้หรอก แต่ถ้าเธอมาถึงระดับผสานเต๋าได้ พลังการต่อสู้ก็คงเทียบได้กับระดับเทพแปลงขั้นต้น แต่ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ ความตายก็จะมาเยือน” เขาบอก
“มันก็คุ้มค่ากับการแก้แค้นแล้ว”
“ฮ่า ๆ!”
จ้านหลิงอวิ๋นหัวเราะเยาะก่อนจะเงียบไปในที่สุุด
โจวอี้มองโจวหงเย่และรู้สึกได้ถึงลางร้าย “อาครับ หฤทัยสูตรอสรพิษโลหิตคืออะไร?”
“เคล็ดวิชาที่ฉันฝึกฝนไง” เธอตอบเสียงเรียบ
“มันทรงพลังขนาดนั้นเลยเหรอครับ?” เขาขมวดคิ้วถาม
“ไม่ใช่แค่ทรงพลัง แต่ยังน่ากลัวอีกด้วย แม้แต่ในบรรดาเคล็ดวิชามารทั้งหมด หฤทัยสูตรอสรพิษโลหิตก็ติดสามอันดับแรก มันคือการสละอายุขัยเพื่อฝึกยุทธ์ ซึ่งหลายคนไม่กล้าทำกันหรอก” จ้านหลิงอวิ๋นชิงอธิบายก่อน
โจวอี้มีสีหน้าเปลี่ยนไปก่อนจะกลับมาเป็นปกติ
เขาไม่ได้สนใจเรื่องหฤทัยสูตรอสรพิษโลหิต
ตอนนี้อาของเขากำลังฝึกฝน ‘ทักษะดาราสถิต’ ต่อให้การฝึกก่อนหน้านี้จะทำให้เธอเป็นอันตราย แต่ทุกอย่างก็ถูกแก้ไขได้ด้วยทักษะนี้
ทว่าในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาหญิงที่อายุเพียงห้าสิบกว่าจึงสำเร็จยุทธ์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์มาได้
การใช้วิชามารทำให้การฝึกก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
“อาไม่ได้เป็นอะไร แค่เสียอายุขัยไปหลายสิบปี ไม่ได้เป็นอันตรายอะไรหรอก” โจวหงเย่ยิ้มพลางตบบ่าโจวอี้ “คราวนี้อาให้หลานกลับมาที่นี่เพื่อแก้แค้นให้ หนึ่งในศัตรูของเราอยู่ห้องถัดไปนี้เอง”
ห้องถัดไปอย่างนั้นหรือ?
โจวอี้รีบถามทันทีว่า “งั้นที่เราคุยกัน…”
“ไม่ต้องห่วง! นอกเสียจากฝ่ายนั้นจะอยู่ระดับผสานเต๋า พวกเขาไม่ได้ยินเราคุยกันหรอก ระบบกันเสียงของห้องส่วนตัวที่นี่ดีมาก” เธอยิ้ม
“อีกฝ่ายเป็นใครครับ เขาอยู่ระดับไหน?” โจวอี้ถาม
“ชื่อว่าจูอู๋ฮุ่ย เป็นหัวหน้ากลุ่มซานซิ่วที่เคยมาโจมตีตระกูลโจวของเรามาก่อน เมื่อก่อนเป็นผู้นำเกาะปี้หลิน เขาเป็นผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นปลาย” เธอตอบด้วยท่าทีเคียดแค้น “แต่เราจะประมาทไม่ได้ อาเชิญเขามาที่นี่และคิดว่าเขาจะมาคนเดียว แต่ที่ไหนได้เขากลับพาคนอีกสองคนมาด้วย”
“แล้วเขาพาใครมาด้วยครับ?” โจวอี้รีบถาม
“อาไม่มั่นใจ รู้แต่ว่าเป็นผู้อาวุโสสองคน” เธอตอบ
โจวอี้พยักหน้าเงียบ ๆ
เขาเหลือบมองจ้านหลิงอวิ๋นที่ทำหน้านิ่ง ๆ โดยที่ไม่ได้เป็นกังวลแต่อย่างใด หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งจึงถามขึ้นว่า “อาครับ ที่บอกว่าเชิญเขามาที่นี่ อารู้จักเขามาก่อนเหรอครับ?”
“มากกว่าแค่คนรู้จักอีก เขาเคยเป็นคู่ค้าของอา”
“แล้วร่วมทำอะไรด้วยกันครับ?”
“เขาขายทรัพยากรในการฝึกยุทธ์ให้อา ได้เงินจากอาไปเยอะมาก กระทั่งไม่นานก่อนหน้านี้ที่อามั่นใจว่าเขาเป็นหนึ่งในศัตรูของเรา”
“แล้วเขารู้ว่าอาเป็นใครหรือเปล่าครับ?”
“ไม่น่าจะรู้หรอก”
ไม่น่ารู้อย่างนั้นหรือ?
โจวอี้ครุ่นคิดไปสารพัดในหัว สุดท้ายใบหน้าหล่อเหลาก็มีรอยยิ้มสดใสประดับอยู่
“อาครับ ที่นี่คือเซินเจิ้น ผมว่าการต่อสู้ดุเดือดของผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์คงจะส่งเสียงดัง”
“แล้วยังไง?” เธอถาม
“บางครั้งการฆ่าคนก็ไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้าเสมอไปครับ แต่มีวิธีการลอบสังหารอยู่” เขายิ้ม
“แล้วหลานจะลงมือยังไง?”
“ผมบังเอิญพกยาพิษมาด้วย แค่ต้องวางยาในอาหารหรือชาก็ทำให้เขาหมดพลังโจมตีแล้ว ถ้าอาอยากจะฆ่าเขาตอนนั้นก็ง่ายอย่างกับพลิกมือเลย” ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม
“ยาพิษอะไร จูอู๋ฮุ่ยเป็นคนเจ้าเล่ห์ วางยาเขาน่ะไม่ง่ายหรอกนะ” เธอบอกพลางยิ้มอย่างขมขื่น
“ยาพิษที่ทั้งไร้สีและรสชาติไงครับ”
“แล้วจะได้ผลกับคนระดับบรรพจารย์ยุทธ์เหรอ?”
“น่าจะได้ผลนะครับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอก็ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ในเมื่อหลานมั่นใจก็ลองดู ต่อให้ไม่สำเร็จ แต่เราก็ยังฆ่าเขาได้”
หลังจากนั้น โจวหงเย่และโจวอี้ก็เคาะประตูห้องข้าง ๆ
ชายสูงวัยสามคนนั่งอยู่ในห้อง จูอู๋ฮุ่ยในชุดสูทนั่งอยู่หัวโต๊ะ ในขณะที่ชายสูงวัยผมหงอกในชุดฉางซันสีเทาอีกสองคนนั่งขนาบสองข้างโต๊ะยาว
“เข้ามาได้!”
“ผู้อาวุโสจู พบกันอีกแล้วนะคะ” โจวหงเย่เดินเข้าไปพร้อมกับโจวอี้พลางเอ่ยทักทาย
“ในเมื่อคุณเชิญผมมาเจรจาธุรกิจ ผมก็ต้องมาอยู่แล้ว ว่าแต่พ่อหนุ่มด้านหลังคนนี้เป็นใครล่ะ?” จูอู๋ฮุ่ยถามขณะมองไปทางโจวอี้
“เขาเป็นลูกชายของเพื่อนน่ะค่ะ เป็นคนที่ฉันไว้ใจ” เธออธิบายขณะเหลือบมองชายสูงวัยอีกสองคนและถามเสียงเรียบ “แล้วผู้อาวุโสสองคนนี้เป็นใครเหรอคะ?”
“จินตู”
“เถี่ยหลาง”
พวกเขาไม่ได้ลุกขึ้น เพียงแค่ประสานมือและเอ่ยตอบเท่านั้น
เธอหวั่นใจขึ้นมา เธอไม่เคยพบทั้งคู่มาก่อน แต่ได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง
อดีตอินทรีคู่แห่งทะเลทรายเหนือ แม้ว่าจะไม่มีสังกัดแต่พวกเขาก็สำเร็จยุทธ์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์มาหลายสิบปีแล้ว อีกทั้งยังขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและฆ่าคนอย่างทารุณ
วีรกรรมโหดเหี้ยมของพวกเขามีมากมายเกินกว่าจะบันทึกเอาไว้ได้ทั้งหมด