หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 799 คับแค้นไม่เอาคืน ไม่ถือเป็นลูกผู้ชาย
บทที่ 799 คับแค้นไม่เอาคืน ไม่ถือเป็นลูกผู้ชาย
ว่ากันว่าคนที่พบเจอสิ่งดี ๆ นั้นจะดีใจแช่มชื่น
โจวอี้ไม่ได้รีบกลับออกจากเกาะซ่อนหมอก แต่อยู่ที่นี่กับโจวเสี่ยนเฟิงต่ออีกนิด
เมื่อโจวเสี่ยนเฟิงรู้เรื่องลูกชายก็ดีอกดีใจมากเช่นกัน แต่นอกเหนือจากนั้นเขายังรู้สึกละอายใจ ลูกชายได้เป็นศิษย์ของสำนักโอสถภายในไม่ถึงปี และสั่งสมกองกำลังแข็งแกร่งขนาดนี้ ทำให้เขามีหวังในการแก้แค้นให้สมาชิกในตระกูลขึ้นมา
ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่เขายังไม่สบายใจนัก นั่นก็คือระดับการฝึกของเขาเอง ที่ผ่านมาเขาเอ้อระเหยไม่ยอมฝึกยุทธ์ แม้ว่าฐานเดิมยังคงมีอยู่ แต่ก็อยู่แค่ระดับปรมาจารย์ขั้นต้น ถือว่ายังห่างชั้นกับลูกชายมาก
ณ ริมทะเล
โจวอี้ที่กำลังนั่งตกปลาอยู่กับพ่อเห็นใครบางคนเข้ามา
“เสี่ยวอี้ เกิดเรื่องแล้ว!” เหลียงเหล่ยเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“เกิดอะไรขึ้นครับ?” โจวอี้รีบลุกขึ้นทันที
“มีสถานการณ์ฉุกเฉินที่ริมทะเลสาบเซียนหนู่ นิกายเร้นลับกับสำนักเต๋าตงจีถูกตระกูลโบราณติดสินบน พวกมันรวมตัวกันอยู่ที่อีกฟากของค่ายแล้ว ตอนนี้กองกำลังพันธมิตรอ่อนกำลัง ทุกสำนัก ตระกูล และองค์กรก็เลยเรียกตัวให้ผู้แข็งแกร่งรีบไปที่นั่น” เหลียงเหล่ยกล่าว
“แล้วยังไงต่อครับ?”
“เวิงหลิวกุ้ยกับข้าเองก็ถูกเจ้าสำนักเรียก เราต้องไปถึงทะเลสาบเซียนหนู่ภายในสามวัน รวมถึงจ้านหลิงอวิ๋นด้วย” เหลียงเหล่ยบอกพลางยิ้มอย่างลำบากใจ
“ผมเองก็จะไปด้วย” โจวอี้บอกเสียงเข้ม
“เจ้าไปไม่ได้” อีกฝ่ายท้วงเสียงแข็ง
“ทำไมครับ?”
“เพราะคนที่ต้องไปมีแต่พวกผู้อาวุโสของกองกำลังต่าง ๆ ทั้งนั้น ถ้ามีคนหนุ่มสาวไปเกี่ยวข้องอาจทำให้สถานการณ์แย่ลงได้” เหลียงเหล่ยตอบ
“ก็ได้ครับ! แต่ถ้ามีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นทางนั้น ต้องบอกให้ผมรู้ทันทีนะครับ ถึงตอนนี้ผมจะมีพลังไม่มาก แต่ก็ยังพาผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ไปช่วยได้สักห้าหกคน”
“ได้!” เหลียงเหล่ยยกยิ้มน้อย ๆ
เขารู้ดีว่าสถานการณ์ทางทะเลสาบเซียนหนู่ไม่ต้องให้โจวอี้ช่วย ไม่ต้องพูดถึงการพาพรรคพวกไปด้วย ไม่อย่างนั้นทั้งโลกผู้ฝึกยุทธ์คงได้นองเลือด
ไม่ว่าจะเป็นตระกูลโบราณหรือกองกำลังฝ่ายโลกผู้ฝึกยุทธ์ พวกเขาก็รับรองผลลัพธ์ไม่ได้
ทว่าเขาก็ประทับใจในท่าทีของโจวอี้
“พ่อครับ ผมต้องกลับแล้ว มีโอสถที่เหลือติดตัวอยู่ อยากจะเอาให้โจวถงครับ” โจวอี้กล่าวกับผู้เป็นพ่อ
“อืม ไปเถอะ!” โจวเสี่ยนเฟิงอยากจะตามโจวอี้กลับจีน แต่ก็รู้ว่าสถานะของตนไม่สามารถปรากฏตัวที่จีนได้ระยะหนึ่ง
ไม่อย่างนั้นหากคนจากนิกายเร้นลับมาพบเข้า โจวอี้จะเดือดร้อนเอาได้
เย็นวันต่อมา
ณ เกาะมาเก๊า
ที่ท่าเรือแห่งหนึ่ง โจวถงนอนหลับไปหลายชั่วโมงก่อนตื่นจะขึ้นมา เมื่อรู้สึกตัวก็ได้สติขึ้นมาชัดเจน เขาลุกขึ้นและเดินไปทางหน้าต่าง ทอดสายตามองไปยังทะเลด้านนอก รอยยิ้มพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้า
เขาจำทุกอย่างในอดีตได้
เรื่องโง่เง่าที่เขาเคยทำมาก่อนหน้านี้ทำให้เขากลายเป็นคนฟั่นเฟือน
“คนบ้าเหรอ?”
“คนบ้าไม่ต้องมากังวลถึงผลจากการกระทำของตัวเองหรอก!”
“โจวอี้ให้กินยาอะไรเข้าไปกันนะ?”
“เขาดูเหมือนจะทำดีกับฉันจากใจจริงนะ”
โจวถงหยิบโทรศัพท์ต่อสายหาโจวอี้
หลังจากนั้นไม่นาน ประตูก็ถูกผลักเปิดออก จากนั้นโจวอี้ก็เดินเข้ามา
“ฟื้นแล้วเหรอ?” โจวอี้ถามพลางส่งยิ้ม
“ครับ ตื่นแล้ว” โจวถงยิ้ม
“มีสติดีแล้วใช่ไหม?” สายตาของโจวอี้ฉายแววประหลาดใจ
“ดีกว่าก่อนมากแล้วครับ” โจวถงบอกพลางยกนิ้วและถามขึ้นว่า “มีบุหรี่ไหมครับ? ขอผมตัวหนึ่งสิ”
“ฮ่า ๆ!”
โจวอี้ดีใจที่เห็นอาการเช่นนี้ของอีกฝ่าย สติปัญญาของเจ้าตัวพัฒนาขึ้นแล้ว ต่อไปคงไม่มีปัญหาในการสื่อสารอีก เขาคิดว่าคงสามารถบอกเรื่องบางอย่างกับโจวถงได้แล้ว
ทว่าเขาไม่ทันได้พูด โจวถงที่จุดบุหรี่และสูบไปสองครั้งก็โพล่งถาม “พี่ใหญ่โจว ทำไมถึงดีกับผมนักล่ะครับ?”
“เพราะนายเป็นน้องชายฉัน และเป็นสมาชิกตระกูลโจวไง” โจวอี้ตอบ
“ตระกูลโจวเหรอครับ?”
“ตระกูลโจวถูกกวาดล้างไปจากโลกผู้ฝึกยุทธ์เมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนนี้ก็เหลือคนรอดมาไม่มาก” โจวอี้มองหน้าโจวถงขณะกล่าว
โจวถงนิ่งเงียบไป เขาไม่เคยคิดถึงพื้นเพของตัวเองมาก่อน เขาถูกพ่อบุญธรรมอย่างเกาเฟิงเลี้ยงดูมา เมื่อก่อนสติไม่สมประกอบก็คิดแต่อยากจะอยู่กับพ่อบุญธรรม
ทว่าในตอนนี้…เขามารู้ว่าตนเองอยู่ในตระกูลที่มีหนี้เลือด จึงทำให้เขารู้สึกกดดันขึ้นมา
“เสี่ยวถง ต่อไปถ้านายอยากอยู่ที่เกาะมาเก๊าก็อยู่ใช้ชีวิตของตัวเองไปเถอะ ลืมทุกอย่างที่ฉันบอกวันนี้ซะ แต่ถ้าอยากล้างแค้นก็มากับฉัน! ฉันจะพานายไปที่แห่งหนึ่ง”
“ใครยังเหลือรอดอยู่บ้างครับ?”
“ปู่สาม อาหญิง และพ่อของฉันเอง” โจวอี้กล่าว
“น่าเสียดายจังครับ!”
โจวถงส่ายหน้าก่อนจะพูดต่อ “คับแค้นไม่เอาคืน ไม่ถือเป็นลูกผู้ชาย ถึงผมจะไม่ได้ผูกพันกับตระกูลโจว แต่สิ่งที่ควรทำก็คือการแก้แค้น”
“ถ้างั้นนายก็ตัดสินใจแล้วใช่ไหม?”
“ครับ”
ตกดึก
เกาเฟิงนั่งค้นข้อมูลอยู่ในห้องทำงานที่บ้าน ตอนนั้นเองที่ได้รับรายงานว่าโจวถงมาถึงแล้ว อีกทั้งยังพาโจวอี้มาด้วยกัน
“เจ้านาย ดูเหมือนเสี่ยวถงจะเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนด้วย” เสียงของเสี่ยวมาวหรือแมวน้อยดังลอดมาจากปลายสาย
“เปลี่ยนไปยังไง?” เกาเฟิงรีบถาม
“สายตาที่เขามองมาเปลี่ยนไป รอยยิ้มของเขา… ดูไม่เหมือนคนสติไม่สมประกอบแล้ว”
“เข้าใจแล้ว ให้พวกเขาขึ้นมาหาที่ห้องทำงานชั้นสอง”
เกาเฟิงเอ่ยจบก็ปาโทรศัพท์ลงกับโต๊ะ สายตาฉายแววจนปัญญา
เขารู้ว่าโจวอี้อาจรักษาอาการฟั่นเฟือนของโจวถงแล้ว
และ…เมื่อโจวถงสติปัญญากลับมาเป็นปกติแล้ว โจวอี้ต้องบอกเรื่องตระกูลโจวให้ฟังอย่างแน่นอน
สุดท้ายโจวถงคงเลือกเส้นทางการแก้แค้น
“ไม่เป็นไร อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ปล่อยเขาไปแล้วกัน!”
“ฉันเลี้ยงเขามามากกว่ายี่สิบปี ถือว่าตอบแทนบุญคุณที่ติดค้างไว้ไปหมดแล้ว”
“หวังว่าทั้งสองคนจะสบายใจได้แล้ว”
เกาเฟิงจุดบุหรี่และยกสูบไปไม่กี่ครั้ง ก่อนจะเห็นโจวอี้และโจวถงผลักประตูเข้ามา
“โจวอี้ ได้พบกันอีกแล้วนะ” เขาลุกขึ้นและยิ้มให้
“ไม่ได้มารบกวนใช่ไหมครับ?” โจวอี้จับมืออีกฝ่ายขณะเอ่ยถาม
“ไม่เลย”
หลังจากเกาเฟิงเอ่ยจบก็เหลือบมองโจวถงและสบตาขณะยิ้มขมขื่น จากนั้นจึงพูดว่า “ในเมื่อกลับมาหายดีเป็นปกติแล้ว พ่อก็จะไม่รั้งไว้ แต่บอกมาเถอะว่าต้องการอะไร หลังจากที่ลูกออกไป เราคงไม่ได้พูดคุยกันมากแล้ว”
“พ่อบุญธรรมครับ เล่าเรื่องในอดีตให้ผมฟังหน่อยได้ไหม?” โจวถงถาม
“ได้สิ!”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา โจวถงก็เดินตามโจวอี้ออกมาจากห้องทำงาน เขาไม่ได้ทีท่าทีรุนแรง มีเพียงความปวดใจและกล้ำกลืน