หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 800 มาใช้หนี้แล้ว
บทที่ 800 มาใช้หนี้แล้ว
ณ เมืองจินหลิง
โจวอี้กลับมาถึงบ้านและพบว่าภรรยากับลูกสาวกลับมาถึงแล้วเช่นกัน
และเมื่อมาคิดดูแล้ว เขาก็พบว่าตนเองไปจากเมืองจินหลิงมากกว่าสิบวัน
“พ่อคะ…”
เมื่อถังเหมียวเหมี่ยวเห็นเขา เธอก็มักเกาะติดหนึบราวกับเสือน้อย เธอกระโจนเข้าสู่อ้อมแขนเขาอย่างร่าเริงและกอดคอเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
“ลูกสาวพ่อ คิดถึงกันไหมเนี่ย?” โจวอี้ถามด้วยรอยยิ้ม
“คิดถึงค่ะ คิดถึงมาก แม่เองก็คิดถึงเหมือนกัน!” ถังเหมียวเหมี่ยวหัวเราะร่า
“จริงเหรอ?” โจวอี้เหลือบมองถังหว่านพร้อมรอยยิ้มกว้าง
ถังหว่านอดหัวเราะไม่ได้ เจ้าลูกสาวคนนี้ ช่างพูดจริง ๆ ทำไมถึงได้พูดแบบนั้นต่อหน้าคนนอกกันนะ
“กลับมาแล้วเหรอคะ ว่าแต่คนนี้คือ…?” เธอสงสัย
“เสี่ยวหว่าน เขาชื่อโจวถง คนที่ผมเคยบอกว่าเป็นน้องชาย” โจวอี้ยิ้ม
“สวัสดีครับพี่สะใภ้” โจวถงทักทาย
“สวัสดีค่ะ พี่ชายคุณพูดถึงคุณเยอะเลยนะคะ ครั้งนี้ได้พามาที่บ้านสักที กินอะไรมาหรือยังคะ โจวถง? เดี๋ยวฉันจะไปทำอาหารมาให้ค่ะ” เธอรีบบอก
“พี่สะใภ้ ผมกินมากับพี่ชายแล้วล่ะครับ”
“กินมาแล้วก็กินอีกได้ค่ะ ที่บ้านมีไวน์ดี ๆ เยอะเลย คุณกับโจวอี้นั่งดื่มด้วยกันเถอะค่ะ” ถังหว่านรีบเดินเข้าครัวไปทันที
ทันใดนั้น เธอก็ชะงักฝีเท้า แววตาฉายความงุนงงเมื่อหันไปมองโจวถง
โจวอี้ยิ้มและพูดว่า “โจวถงน่ะกลับมาเป็นปกติแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอก็เผยสีหน้ายินดี
หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะเดินต่อไปที่ครัว
ไม่นานเหม่ยหลานก็มาช่วยจนอาหารสี่อย่างและซุปหนึ่งชามก็เตรียมพร้อมเสร็จสรรพ ถังหว่านนั่งคุยกับโจวอี้และโจวถงในห้องทานข้าว ก่อนจะพาลูกสาวเข้านอน ปล่อยให้ชายหนุ่มสองคนคุยกันต่อ
“โจวถง ต่อไปคิดจะทำยังไง?” โจวอี้ถาม
“แล้วพี่ใหญ่อยากให้ผมทำยังไงล่ะครับ?” อีกฝ่ายถามกลับ
“ฉันให้ทางเลือกนายสามทางว่าอยากไปที่ไหน แน่นอนว่าถ้านายไม่อยากเลือกก็ไม่เป็นไร ฉันเคารพการตัดสินใจของนายอยู่แล้ว”
“สามทางเลือก แบบไหนบ้างครับ?”
“ทางแรกคือคอยติดตามช่วยงานฉัน”
“ทางที่สองคือที่บริษัทรักษาความปลอดภัยที่ฉันก่อตั้งมา แน่นอนว่าความเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยมันก็เป็นแค่ฉากหน้าเท่านั้น แต่ที่จริงฉันเอาไว้ฝึกกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์และเด็ก ๆ ที่มีความสามารถน่ะ”
“ส่วนทางที่สามคือค่ายลับบนเกาะในต่างประเทศที่ฉันก่อตั้งขึ้นมา ที่นั่นมีผู้ฝึกยุทธ์หลายคนที่คอยฝึกวิชาให้เด็ก ๆ มีปู่สาม อาหญิง และพ่อของฉันก็อยู่ที่เกาะนั้น”
โจวอี้กล่าวจบก็จ้องมองโจวถงเงียบ ๆ ระหว่างรอคำตอบ
“ผมอยากไปที่เกาะครับ” อีกฝ่ายครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ
“ได้สิ นายอยู่ที่บ้านอีกหน่อยนะ แล้วเดี๋ยวฉันจะให้คนไปส่งนายที่นั่น” โจวอี้ยิ้ม
“พี่ใหญ่ ผมอยากรู้ว่าศัตรูของเราเป็นใคร?” โจวถงจิบไวน์ก่อนจะจุดบุหรี่
“นิกายเร้นลับ”
“แข็งแกร่งมากเลยเหรอครับ?”
“มาก! เรียกได้ว่ามีผู้แข็งแกร่งมากมายเลยล่ะ ไม่ใช่แค่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ที่มีอยู่หลายคน แต่ยังมีระดับผสานเต๋าด้วย ดูเหมือนจะมีแม้กระทั่ง… ระดับเทพแปลง” โจวอี้บอกด้วยท่าทีจริงจัง
“แข็งแกร่งมากจริง ๆ นั่นแหละครับ” โจวถงยิ้ม
“ไม่กลัวเหรอ?” โจวอี้ถาม
“พี่ใหญ่เองก็ไม่กลัว แล้วผมจะไปกลัวทำไม ตระกูลของผมตายไปจะยอมแพ้ได้ยังไงล่ะครับ” โจวถงเลียริมฝีปาก แหงนมองโคมไฟด้านบนก่อนเอ่ยสำทับ “ผมคิดว่าพ่อแม่เองก็หวังให้ผมแก้แค้นให้พวกเขาเหมือนกัน”
“พ่อแม่นายอาจจะอยากให้นายอยู่อย่างสงบก็ได้นะ”
“ผมมีสายเลือดตระกูลโจว จะอยู่เฉย ๆ ได้ยังไงครับ ต่อให้ตัวทำได้ แต่ใจก็ทำไม่ลงอยู่ดี! พี่ครับ ตอนนี้ผมไม่ได้ฟั่นเฟือนแล้วนะครับ!”
ใช่แล้ว!
เขาไม่ได้เป็นคนฟั่นเฟือนแล้ว!
ยิ่งมีสติสมประกอบก็ยิ่งต้องคิดมาก เขาเกิดในตระกูลที่มีหนี้เลือด หากแก้แค้นให้คนที่เขารักไม่ได้ แล้วจะอยู่อย่างสงบได้อย่างไร ต่อให้แก่ตายไปในอนาคตก็เกรงว่าจะอยู่อย่างสบายใจไม่ได้
โจวอี้หยิบกระเป๋าเงินและบัตรธนาคารออกมาใบหนึ่ง ก่อนจะหยิบขวดโอสถอีกสองขวดยื่นให้โจวถง
“เอาไปรูดใช้สิ ใช้หมดแล้วก็มาบอกฉันด้วย ส่วนนี่เป็นขวดโอสถ รีบทะลุระดับปรมาจารย์ให้เร็วที่สุด เพราะมีแค่การไปถึงระดับนั้นที่จะทำให้นายไม่ถูกปรามาสในเกาะซ่อนหมอก”
“พี่ใหญ่ ผมทะลุระดับปรมาจารย์แล้ว” โจวถงกะพริบตาปริบ ๆ ขณะบอก
ทะลุระดับปรมาจารย์แล้วหรือ?
โจวอี้ค่อนข้างแปลกใจ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้โจวถงเหลิง จึงเอ่ยขึ้นว่า “ถึงจะอยู่ระดับปรมาจารย์แล้วจะไม่ค่อยโดนดูถูกในเกาะซ่อนหมอกก็เถอะ แต่ก็คงมีปากมีเสียงมากไม่ได้ ต้องไปถึงระดับบรรพจารย์ยุทธ์ถึงจะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง”
“มีผู้แข็งแกร่งบนเกาะซ่อนหมอกเยอะเหรอครับ?” โจวถงถามด้วยความสงสัย
“ใช่ ตอนนี้บนเกาะมีผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์มากกว่าห้าคน แล้วก็มีผู้แข็งแกร่งที่เทียบได้กับระดับปรมาจารย์หลายสิบคน” โจวอี้ยิ้ม
“เยอะจังเลยครับ…” โจวถงดูอึ้งไป
ทว่าทันใดนั้นเขาก็กำหมัดแน่นพลางกล่าวว่า “ต่อไปผมจะตั้งใจฝึกให้สำเร็จระดับบรรพจารย์ยุทธ์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เลยครับ”
“อืม ดีมาก”
ไม่กี่วันต่อมา
เดิมทีโจวอี้ตั้งใจจะให้เฉินซานไปส่งโจวถงที่เกาะซ่อนหมอก แต่กลับถูกโจวถงปฏิเสธ
เจ้าตัวอยากเดินทางไปด้วยตนเอง เพื่อสำรวจเส้นทางและไปให้ถึงเกาะซ่อนหมอกด้วยตัวเอง
โจวอี้จึงให้ช่องทางการติดต่อถูกูซึ่งประจำอยู่ที่เกาะไซปัน พร้อมอธิบายบางอย่างให้โจวถงทราบ
หลายวันต่อมา โจวอี้มีท่าทีผ่อนคลายขึ้นมาก หากไม่อยู่กับภรรยาและลูกสาว เขาก็ไปที่บริษัทรักษาความปลอดภัยหลงหยวนและโกดัง
เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ล่วงเลยมาถึงปลายเดือนมิถุนายน
โจวอี้นั่งอยู่ในห้องทำงาน หลังจากป้อนโอสถให้นกแก้วแล้ว เฉินซานก็เดินเข้ามา
“มีคนมาหาครับ”
“ใคร?”
“อินทรีคู่แห่งทะเลทรายเหนือ”
จินตูกับเถี่ยหลาง?
โจวอี้ลุกจากเก้าอี้และพุ่งตัวออกไปข้างนอก ช่วงนี้เขารู้สึกเหมือนหลงลืมบางอย่าง ทว่าเมื่อได้ยินชื่อ ‘อินทรีคู่แห่งทะเลทรายเหนือ’ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าหลังจากหลอมโอสถที่เซินเจิ้นได้ในคราวนั้น ตนเองก็เดินทางไปเกาะซ่อนหมอกทันที ไม่ได้รับข่าวคราวจากจินตูและเถี่ยหลางแต่อย่างใด
พวกเขายังติดหนี้โจวอี้อยู่หมื่นหกพันแก่นวิญญาณ
โจวอี้รีบไปที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ไม่นานก็เห็นคนทั้งคู่ส่งยิ้มให้ขณะมองมาทางเขา กระเป๋าสีดำใบใหญ่เกือบยี่สิบใบวางอยู่ข้างตัว
“ยินดีต้อนรับครับ ผู้อาวุโสทั้งสอง” โจวอี้ผายมือกล่าวทักทายพวกเขาพร้อมรอยยิ้ม
“ฮ่า ๆ!” อีกฝ่ายยิ้มตอบ
แม้ว่าพวกเขาจะระแวงโจวอี้ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า
“น้องโจว เราควรจะจ่ายแก่นวิญญาณให้คุณตั้งแต่เมื่อเดือนก่อน แต่เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นก่อน ก็เลยล่าช้ามาจนถึงตอนนี้” จินตูหัวเราะ
“เรื่องไม่คาดฝันเหรอครับ เกิดอะไรขึ้น?” โจวอี้ถาม
“ผมไปเจอเรื่องวุ่นวายมาน่ะ แต่ก็แก้ไขได้เรียบร้อยแล้วล่ะ” จินตูชี้ไปทางกระเป๋าที่วางอยู่รอบตัว ก่อนจะพูดว่า “น้องโจว นี่เป็นแก่นวิญญาณหมื่นหกพันแก่น ให้คนมานับดูได้เลย!”
“ไม่จำเป็นหรอกครับ ผมเชื่อใจผู้อาวุโสทั้งสอง”
เฉินซานและอิงหงเห็นแล้วก็รีบมาขนกระเป๋าทั้งหมดเข้าไป อย่างไรเสีย เมื่อพวกเขาขนไปไว้ในห้องทำงานชั้นสองก็ยังนับทัน
ณ ห้องรับรองชั้นล่าง
โจวอี้เชิญให้จินตูและเถี่ยหลางนั่งลง
และตอนนั้นเองที่เขาได้รู้ข่าวที่ทำให้ตกใจ!