หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 801 มนุษย์ต่างดาว
บทที่ 801 มนุษย์ต่างดาว
“ทั้งนิกายอสูรดำกับนิกายอเวจีโลหิตทิ้งความบาดหมางแล้วมาร่วมมือกันตั้งกองกำลังผู้ฝึกยุทธ์ชั่วร้ายในต่างประเทศ ตอนนี้มีผู้ฝึกยุทธ์ชั่วร้ายกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์อยู่ใต้บังคับบัญชาแล้ว”
“เรียกได้ว่าภายในเวลาไม่ถึงเดือน ความแข็งแกร่งของฝ่ายนี้ทะยานสูงขึ้นมาก”
“พวกเขายังเพิ่มของเดิมพันอีกด้วยนะ”
จินตูพูดมาถึงตรงนี้ก็เผยสีหน้าจนปัญญา เขากับเถี่ยหลางเองก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ชั่วร้าย จึงถูกบีบบังคับให้เข้าร่วมกับกลุ่มที่อยู่ในต่างประเทศ
เพียงแต่ทั้งนิกายอสูรดำและนิกายอเวจีโลหิตต่างก็มาเจรจากับพวกเขา โดยหวังว่าจะเข้าร่วมด้วยกันได้
เมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้วก็ยากจะสละเรือ หากเป็นเมื่อสองเดือนก่อน พวกเขาอาจยังเก็บเรื่องนั้นไปพิจารณา ทว่าตอนนี้พวกเขาไม่ต้องการลงเรือลำนี้อีกแล้ว เนื่องจากพวกเขาไม่ได้มีแค่โอสถระดับปฐพีในมือ แต่ยังมีโอสถระดับสวรรค์ด้วย และต่อไปยังจะได้ยาเม็ดสวรรค์เร้นลับจากโจวอี้
นั่นจึงทำให้เชื่อมั่นได้ว่าในภายภาคหน้าพวกเขาจะสามารถไปถึงระดับผสานเต๋าได้
เมื่อทำสำเร็จแล้วยังจะต้องพึ่งพาคนอื่นอีกหรือ?
“ของเดิมพันอะไรครับ?” โจวอี้ถามขณะขมวดคิ้ว
“ไม่รู้เรื่องนี้เหรอ?” จินตูถามด้วยความงุนงง
“เรื่องอะไรครับ?”
“ไม่รู้ทำไมคณะกรรมการเถิงหลงถึงได้อยากให้ทั้งนิกายอสูรดำกับนิกายอเวจีโลหิตชอบธรรมขึ้นมา ใช่แล้วล่ะ หมายถึงทำให้ถูกกฎหมายน่ะ” จินตูบอก
“พูดล้อเล่นอะไรกันครับ ทั้งนิกายอสูรดำกับนิกายอเวจีโลหิตทำแต่เรื่องเลวทราม ถ้าทำแบบที่ว่ามา กองกำลังอื่น ๆ ในโลกผู้ฝึกยุทธ์จะไม่เห็นด้วยนะครับ ยังไงความบาดหมางระหว่างสองฝ่ายก็มากเกินบรรยาย!” โจวอี้ส่ายหน้า
“น่าแปลกที่กองกำลังหลักในโลกผู้ฝึกยุทธ์ไม่ออกมาทักท้วงอะไรนี่แหละ” จินตูกล่าว
โจวอี้ตกตะลึง
เขาลุกขึ้นและเดินไปทางหน้าต่างเพื่อโทรหาอาจารย์ฉู่เทียนฮุ่ย หลังจากสอบถามแล้ว เขาก็ได้รับคำตอบ
ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงตามที่จินตูบอกมา คณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงติดต่อคนใหญ่คนโตในนิกายอสูรดำและนิกายอเวจีโลหิตจริง ๆ ในขณะที่ทุกกองกำลังในโลกผู้ฝึกยุทธ์เลือกจะนิ่งเงียบ
เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก นั่นคือทุกกองกำลังในโลกผู้ฝึกยุทธ์ของจีนกำลังถูกกดดัน
แรงกดดันนี้มาจากสามส่วน ประการแรกคือกองกำลังสำคัญในโลกกำลังจับมือเป็นพันธมิตรกัน พวกเขาไม่ได้พุ่งเป้ามาที่ดินแดนผู้ฝึกยุทธ์ตะวันตก แต่เพราะศัตรูของพวกเขาปรากฏตัวขึ้นต่างหาก
ประการที่สองคือตระกูลโบราณที่พยายามครองโลกผู้ฝึกยุทธ์และมาแทนที่คณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงนั้นแข็งแกร่งเกินไป
และประการที่สามมาจากโลกตงเทียน
ฉู่เทียนฮุ่ยกำชับเอาไว้เรื่องหนึ่ง เธอเล่าว่าอยู่ ๆ แรงกดดันในโลกตงเทียนก็เพิ่มขึ้น ทุกกองกำลังเตรียมพร้อมแล้ว ถ้าพวกตระกูลโบราณยังไม่เลิกรา พวกเขาจะออกมาสู้ ต่อให้โลกผู้ฝึกยุทธ์จะต้องนองเลือด พวกเขาก็จะไม่ลังเล
หากตระกูลโบราณยอมแพ้ พวกเขาจะถอยไปเฝ้าระวังโลกตงเทียนและเตรียมรับมือการโจมตีครั้งใหม่ทันที
“ผู้อาวุโสทั้งสอง ในโลกตงเทียนมีอะไรเหรอครับ?”
“มนุษย์ต่างดาว”
“มนุษย์ต่างดาวเหรอครับ?”
“ใช่แล้ว มนุษย์ต่างดาวจากดาวดวงอื่นน่ะ”
ต่างโลกเหรอ?
การรุกรานของมนุษย์ต่างดาวเนี่ยนะ
นี่มันเนื้อเรื่องนิยายแฟนตาซีชัด ๆ!
โจวอี้สบถในใจ
“น้องโจว รู้ไหมว่ามนุษย์ต่างดาวพวกนั้นคืออะไร?” จินตูถาม
“ไม่รู้ครับ”
“มนุษย์ต่างดาวพวกนั้น อันที่จริงก็เป็นมนุษย์เนี่ยแหละ แต่บรรพบุรุษของพวกเขาเปิดประตูมิติและหนีออกจากโลกนี้ไปก่อนยุคน้ำแข็ง ช่วงหลายพันปีที่ผ่านมานี้พวกเขาเปิดประตูมิติอีกครั้ง และกลับมาด้วยท่าทีไม่เป็นมิตร” จินตูอธิบาย
ไม่เป็นมิตรอย่างนั้นหรือ?
หรือว่ามนุษย์ต่างดาวพวกนี้จะอยากกลับมากวาดล้างมนุษย์บนโลก?
สายตาโจวอี้พลันฉายแวววูบไหว
“น้องโจว มีคำว่าวิวัฒนาการอยู่ คงเคยได้ยินมาบ้างใช่ไหม?” จินตูถาม
“ครับ เคยได้ยินอยู่” โจวอี้พยักหน้า
“เมื่อสองหมื่นปีก่อน บรรพบุรุษของมนุษย์ต่างดาวพวกนี้จากโลกไปก่อนยุคน้ำแข็ง หลังจากใช้ชีวิตนอกโลกมาเกือบสองหมื่นปี ทั้งสภาพแวดล้อม อาหาร และเรื่องอื่น ๆ ก็เปลี่ยนไปหมด ทำให้พวกเขามีวิวัฒนาการ ลองนึกภาพตามนะ รูปลักษณ์ของพวกเขาแทบจะเหมือนกับมนุษย์ แต่บางส่วนก็กลายพันธุ์ไปแล้ว”
“เหมือนเผ่าพันธุ์ที่เกิดจากการจับคู่ยีนใหม่ในหนังวิทยาศาสตร์ชื่อดังนั่นแหละ มนุษย์ที่มีปีก มีสามหัว มีหกแขน มีสามตา มีหาง มีเกล็ด… และเรื่องแปลกประหลาดอีกนับไม่ถ้วน”
“ความสามารถของพวกเขาก็แข็งแกร่งมากด้วย จากการต่อสู้เมื่อหลายพันปีก่อน เราได้รู้ว่าพวกเขาที่เพิ่งเกิดมาก็แข็งแกร่งเท่าระดับปรมาจารย์แล้ว ถ้าโตเป็นผู้ใหญ่ก็เอาชนะได้สบาย ๆ เลย นี่ผมกำลังพูดถึงมนุษย์ต่างดาวทั่วไปนะ”
“มนุษย์ต่างดาวพวกนั้นหลายคนที่ได้รับการฝึกน่ะสู้กับผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์และระดับผสานเต๋าได้ด้วยซ้ำ ส่วนมนุษย์ต่างดาวที่แข็งแกร่งก็สูสีกับระดับเทพแปลงเลยล่ะ”
“จากพงศาวดารระบุมาว่าในช่วงราชวงศ์ฉินตอนปลาย มนุษย์ต่างดาวกลุ่มใหญ่ได้รุกรานโลกตงเทียน มีการระบุถึงคนที่แข็งแกร่งกว่าระดับเทพแปลงด้วย สงครามยืดเยื้อไปมากกว่าสามสิบปี ผู้ฝึกยุทธ์ในโลกผู้ฝึกยุทธ์ล้มตายไปกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ พ่ายแพ้ให้กับฝ่ายมนุษย์ต่างดาวราบคาบ”
“สองพันปีมานี้การรุกรานครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นช่วงแรกก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีก แต่ก็มีกลุ่มเล็กที่บุกเข้ามาในโลกตงเทียนเป็นครั้งคราว”
“แต่ต่อให้เป็นกลุ่มเล็กก็ยังเป็นภัยคุกคามใหญ่ของผู้ฝึกยุทธ์ที่คอยเฝ้าระวังที่โลกตงเทียนอยู่ดี”
โจวอี้ฟังแล้วก็อึ้งไป หัวใจพลันเต้นระรัว
ในที่สุดเขาก็เข้าใจที่อาจารย์เคยบอกแล้วว่าเขาจะมีคุณสมบัติในการเป็นเจ้าสำนักโอสถได้ก็ต่อเมื่อไปถึงระดับบรรพจารย์ยุทธ์เท่านั้น
ระดับบรรพจารย์ยุทธ์!
มันคือระดับมาตรฐาน
หากไปไม่ถึงระดับบรรพจารย์ยุทธ์ เมื่อเข้าไปสู้กับมนุษย์ต่างดาวในโลกตงเทียนก็คงมีแต่จะตายเปล่า
ทันใดนั้นเขาก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้
คณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงสนับสนุนการฝึกยุทธ์ของประชาชนเพื่อประเทศชาติ หรือว่า… จะเป็นการเตรียมการเพื่อรับมือการรุกรานของมนุษย์ต่างดาว
โจวอี้นิ่งเงียบไปนาน เขาดูดบุหรี่อยู่หลายครั้งขณะสลัดความคิดเหล่านั้นทิ้ง
“ผู้อาวุโสทั้งสอง นิกายอสูรดำกับอเวจีโลหิตสู้กันเองขนาดนั้น แล้วยอมร่วมมือกันได้ง่าย ๆ ได้ยังไงครับ?” โจวอี้ถามพลางมองทั้งสองคน
“ก็จริงอย่างที่คุณว่า เราสองคนก็เลยไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวด้วย พวกเขาถูกบังคับให้ร่วมมือกับนิกายอเวจีโลหิต เหลือคนอย่างพวกเราไม่เท่าไหร่หรอก ตอนนี้เราก็เตรียมหนีจากเกาะที่เคยอยู่และหาหลักแหล่งใหม่แล้ว” จินตูกล่าวด้วยความขมขื่น
“แล้วหาที่อยู่ใหม่ดี ๆ ได้แล้วหรือยังครับ?” โจวอี้ถาม
“ยังหรอก แล้วเราก็ไม่ได้รีบด้วย เรายังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้เท่าไหร่ คิดว่าจะรอดูไปก่อน” จินตูตอบ
“อืม ถ้าต่อไปผู้อาวุโสเดือดร้อนก็มาขอความช่วยเหลือจากผมได้นะครับ ผมไม่ได้มีทักษะอะไร แต่ก็ยังช่วยหาที่ที่จะตั้งรกรากได้นะครับ” โจวอี้ยิ้ม
‘ให้ไปขอความช่วยเหลืออย่างนั้นหรือ?’
‘แค่ช่วยฆ่าคนต้องช่วยเหลือตอบแทนขนาดนี้เลย?’
‘ถึงเราจะเป็นคนไม่ดี แต่ถ้าเทียบกับคุณแล้ว เราก็ไม่ต่างจากเด็กไร้เดียงสา! ส่วนคุณน่ะใจเหี้ยมแทบถึงที่สุด’
จินตูและเถี่ยหลงแอบคิดต่อว่าอีกฝ่ายในใจ ในขณะที่ยังปั้นหน้ายิ้มแย้มด้วยท่าทีสุภาพ