หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 806 ไสหัวไปซะ อย่าให้ต้องพูดเป็นครั้งที่สาม
บทที่ 806 ไสหัวไปซะ อย่าให้ต้องพูดเป็นครั้งที่สาม
แสงอาทิตย์แผดเผาราวกองไฟ คลื่นความร้อนทวีความรุนแรง
ณ เมืองเยี่ยเฉิง
โจวอี้ในชุดลำลองสีขาวพร้อมไม้เท้าหัวมังกรมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์บนยอดเขาพร้อมกับจ้านหลิงอวิ๋น หน่วยลาดตระเวนหันมาเห็นพวกเขาทั้งคู่พอดี
ในขณะที่อู๋ซินเยว่ยืนอยู่ริมหน้าต่างชั้นสอง ทอดสายตามองโจวอี้ด้วยแววตายิ้มแย้ม พลางยกมือขวาลูบหน้าท้องที่นูนขึ้นมาของตนเอง
เธอเพิ่งได้พบหญิงสาวคนหนึ่ง เด็กในท้องของเธอต้องเรียกอีกฝ่ายว่าคุณย่า
ใช่แล้ว คนผู้นั้นคือโจงหงเย่
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังได้รู้เรื่องหนึ่งมาจากโจวหงเย่ นั่นก็คือถังหว่านท้องแล้วแต่ตั้งท้องลูกสาว อันที่จริงเธอไม่ได้สบายใจกับเรื่องนี้ หากเป็นไปได้ เธอก็อยากมีลูกสาว และให้ถังหว่านมีลูกชายแทน เนื่องจากเธอไม่ต้องการแข่งกันแย่งความรัก และไม่คิดมาแทนที่ตำแหน่งภรรยาของอีกฝ่าย เธอแค่อยากอยู่อย่างสงบกับลูกตนเองเท่านั้น
“ทำไมอยู่ ๆ ถึงมาคะ?” เธอถามเมื่อโจวอี้เดินเข้ามาในห้อง
“มีธุระต้องทำครับ ก็เลยแวะมาหาคุณก่อน” โจวอี้ยิ้ม
“จะไปคุนหลุนเหรอคะ?” เธอถาม
“อืม” เขาตอบขณะยกมือลูบหน้าท้องของเธอที่ยื่นออกมา รับรู้ได้ถึงเด็กที่เคลื่อนไหวอยู่ในท้องมารดา ราวกับกำลังสื่อสารกับพ่อผ่านท้องของแม่
“เจ็บไหมครับ?” โจวอี้เงยหน้าถาม
“โชคดีที่เขาแค่ซนไปหน่อยค่ะ” อู๋ซินเยว่เอ่ยพลางยิ้มเจื่อน
“กำหนดคลอดเมื่อไหร่ครับ?”
“อีกสองเดือนค่ะ!”
“อื้ม”
โจวอี้ตัดสินใจแล้วว่าจะมาคอยดูแลเธอหลังคลอด
สามวันต่อมา
โจวอี้ได้รับสายหนึ่งซึ่งเป็นสายจากหลันเสวียน
เขาจึงขอตัวหลังจากทำอาหารเที่ยงให้อู๋ซินเยว่ และอยู่เป็นเพื่อนเธอกินข้าวจนเสร็จ
“คุณต้องไปแล้วเหรอคะ?”
“ครับ ได้เวลาต้องไปแล้ว อีกสองวันเขาคุนหลุนจะเปิด ตอนนี้ต้องเร่งมือครับ” โจวอี้บอก
“ฉันรู้เรื่องตระกูลโบราณมาบ้าง พยายามอย่าไปมีเรื่องกับพวกเขาเลยค่ะ สำคัญที่สุดคือการป้องกันจนกว่าจะก่อตั้งกองกำลังได้ก่อน” เธอบอก
“ไม่ต้องห่วง! ผมไม่หาเรื่องใครก่อนหรอก นอกจากฝ่ายนั้นจะมาหาเรื่องก่อน” โจวอี้ยิ้ม
“จะกลับมาช่วงเดือนกันยาไหมคะ?”
“ครับ”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ บริเวณข้างหน้าต่างห้องนอน
อู๋ซินเยว่ที่ควรจะหลับแล้วกลับปรากฏตัวข้างหน้าต่าง
ใบหน้าสวยเรียบนิ่งดังเดิม ทว่าในใจกลับกระอักกระอ่วน เธอลูบหน้าท้องตนเองขณะมองโจวอี้จากไป
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาไม่ได้ร้อนแรงดั่งไฟหรือหวานชื่นดุจน้ำตาล ทว่าเพียงแค่ความอบอุ่นก็ทำให้เธอสบายใจมาก ยิ่งอยู่ด้วยกันเขาก็ยิ่งมีน้ำหนักในใจเธอมากขึ้น
“เขาไปแล้วเหรอ?” ผู้อาวุโสอู๋โผล่มาอยู่ข้างเธออย่างเงียบเชียบ
“ค่ะ เขามีธุระต้องไปทำน่ะ”
“มีอะไรสำคัญไปกว่าการอยู่กับผู้หญิงท้องอย่างเธออีก” ผู้อาวุโสอู๋ท้วง
“เขาคุนหลุนจะเปิดแล้ว เขาจะไปเข้าร่วมการทดสอบ ‘ขึ้นบันไดสวรรค์’ ค่ะ”
ผู้อาวุโสอู๋ชะงักก่อนจะเงียบไป แม้เธอจะไม่พอใจโจวอี้ ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความก้าวหน้าในการฝึกยุทธ์ของเจ้าตัวน่าทึ่งมาก
การไปเข้าร่วมการทดสอบดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นประโยชน์มาก และการฝึกยุทธ์ของเขาอาจยิ่งก้าวหน้าขึ้นไปอีก
“ดูจากความเร็วในการฝึกยุทธ์ของเขา บางทีอีกไม่กี่ปีเขาอาจจะสำเร็จระดับผสานเต๋าด้วยการใช้พลังจากทักษะดาราสถิตด้วยก็ได้” หญิงชราบอก
“ก็ยากอยู่นะคะ” อู๋ซินเยว่กล่าว
“อาจจะยากสำหรับคนอื่น แต่เด็กคนนี้ร้ายกาจมาก ไม่น่าเป็นปัญหาหรอก”
“ฮ่า ๆ…”
ณ ซินเฉิง เมืองเทียนเหอ
ที่นี่เป็นเมืองที่ใกล้เขาคุนหลุนมากที่สุด ถือได้ว่าเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ มีสภาพภูมิศาสตร์เป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งยังอุดมสมบูรณ์มาก
ที่นี่เคยเป็นเมืองสำคัญตามเส้นทางลงใต้ของเส้นทางสายไหมและเป็นแหล่งหยกเหอเทียน รู้จักกันในชื่อ ‘ดินแดนแห่งพรม’ และ ‘ดินแดนแห่งหยก’
ในอนาคตอันใกล้นี้เมืองเทียนเหอจะได้ต้อนรับแขกผู้มาเยือนมากมาย คนเหล่านี้มีท่าทีเย็นชา ทว่าถึงอย่างนั้นก็ยังแฝงความเย่อหยิ่ง ซึ่งผิดวิสัยของคนในเมืองนี้
ณ โรงแรมอิ่งปิน
โรงแรมหรูที่สุดในเทียนเหอมีการจองห้องพักจนเต็ม
ณ ห้องนั่งเล่นชั้นล่าง
จูเก่อฉิวนอนคุดคู้อยู่ที่โซฟาในห้องโถงอย่างเกียจคร้าน ดวงตาเรียวเล็กหรี่มองและสอดส่ายไปยังแขกที่เดินเข้าออก
เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ไร้สังกัดที่เติบโตมากับอาจารย์และรอนแรมมาแล้วทั่วจีน ตอนนี้เขามาถึงที่นี่ด้วยจุดประสงค์อันเรียบง่าย หลังจากแวะพักผ่อนที่นี่ เขาก็จะออกเดินทางไปยังพิธีการทดสอบขึ้นบันไดสวรรค์
ทันใดนั้น แววตาเขาก็เป็นประกาย ท่าทีเฉื่อยชาพลันเปลี่ยนไป
เขาเห็นสาวสวยคนหนึ่ง
อีกฝ่ายมีรูปร่างเพรียวบาง สวมชุดกระโปรงยาวสีแดง ใบหน้าจิ้มลิ้มงดงาม ผมยาวปล่อยสยายเป็นธรรมชาติ ทว่ากลับแผ่รังสีเย็นชาและหยิ่งผยอง
เธอสะพายดาบยาวไว้บนหลัง
“นี่แหละ สเปกฉันเลย!” เขาบอกด้วยสีหน้าเปี่ยมตัณหาและรู้สึกน้ำลายสอขึ้นมาทันที
ทันใดนั้น เขาก็เห็นชายหนุ่มหล่อเหลาคนหนึ่งเดินไปหาสาวสวยพร้อมพัดในมือ
“เหอะ มีคนชิงจีบก่อนเหรอเนี่ย ดูท่าว่าจะไม่ได้เรื่อง ถึงจะหล่อแต่ก็ไม่เอาไหนแน่นอน” เขาแอบปรามาสและข่มใจที่เต้นระรัวของตน
“ผมหลิวกวนเฟิงจากตระกูลหลิวทางจีนตะวันออกเฉียงเหนือ คุณชื่ออะไรเหรอครับ?”
“ไปให้พ้น”
หลิวกวนเฟิงหน้าเสียก่อนจะยิ้มกว้างกว่าเดิม
ทั้งเย็นชาและเย่อหยิ่ง เป็นแบบที่เขาชอบเลย
“ผมเข้าหาคุณอย่างไม่สุภาพไปหน่อย แต่ก็เพราะเคยเห็นสาวสวยมานับไม่ถ้วน แล้วไม่มีใครทำให้ผมเสียอาการได้ขนาดนี้เลย คุณเป็นคนแรก ผมก็เลย…”
“ไสหัวไปซะ อย่าให้ฉันพูดเป็นครั้งที่สาม”
“คุณ…”
หลิวกวนเฟิงไม่สบอารมณ์ เขาตั้งใจจะเข้ามาจีบสาวสวย นึกไม่ถึงว่าจะถูกฉีกหน้าขนาดนี้
“คุณครับ ทุกคนเป็นผู้ฝึกยุทธ์กันหมด ทำไมถึงปฏิเสธ…”
ตู้ม!
หลันเสวียนไม่ได้ชักดาบออกมา แต่ไปปรากฏตัวตรงหน้าอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด ก่อนจะเงื้อมือต่อยเต็มแรง ทำเอาอีกฝ่ายกระเด็นถอยไปไกลกว่าเจ็ดแปดเมตรจนหลังกระแทกกำแพง
หลิวกวนเฟิงหน้าขึ้นสี รู้สึกเจ็บแขนราวกับโดนเข็มทิ่มแทงและชาหนึบที่ช่วงอก ทำให้เขานึกตกตะลึง
แข็งแกร่งมาก!
ระดับการฝึกของเธอ อย่างน้อยก็อยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นกลาง
เขาเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในสมาชิกสี่ตระกูลใหญ่ของโลกผู้ฝึกยุทธ์ และยังเป็นอัจฉริยะของตระกูลอีกด้วย ตอนอายุยี่สิบหกก็ขึ้นมาถึงระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นต้นได้แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาภาคภูมิใจมาโดยตลอด แต่ตอนนี้กลับพ่ายแพ้ให้กับหลันเสวียน
ถึงอย่างไรการที่เทพธิดาคนนี้แข็งแกร่งกว่าเขาก็ทำให้ยากที่จะยอมรับ
ณ บริเวณห้องนั่งเล่น
จูเก่อฉิวเบิกตากว้างและอ้าปากค้างจนกลืนไข่ห่านลงไปได้
เธอช่างน่าทึ่งอะไรขนาดนี้
ไม่ทันได้ชักดาบก็พอจะทำให้เป็นฝีมือได้แล้ว เขารู้สึกว่าหากอีกฝ่ายชักดาบออกมา ตัวเขาที่ออกผจญภัยมาอย่างโชกโชนก็ยังอาจพ่ายแพ้ก็เป็นได้
“เกือบซวยแล้ว”
“เกือบซวยไปแล้วจริง ๆ”
“ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลใหญ่ในโลกผู้ฝึกยุทธ์แค่เข้าไปจีบยังถอยทัพกลับมาด้วยสภาพนั้น”
“ทั้งที่เจ้าโง่จากตระกูลหลิวคนนั้นก็เก่งมากแล้ว!”
“ถ้าหมอนั่นไม่ได้เข้าไปจีบก่อน คนที่ถูกต่อยก็คงจะเป็นฉัน”
“เกือบไปแล้วไง”
“ว่าแต่… เธอเป็นใครกันนะ?”
“ทั้งสาวทั้งสวยขนาดนั้นแต่ไม่ได้อยู่ในทำเนียบยอดยุทธ์”
“ระดับการฝึกขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้อยู่ในทำเนียบวีรบุรุษ”
“เทพธิดาผู้เย่อหยิ่งและเย็นชาคนนั้นมาจากไหนกัน?”