หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 811 แดนลับคุนหลุน
บทที่ 811 แดนลับคุนหลุน
เทือกเขาคุนหลุนหรือที่รู้จักกันในชื่อช่องว่างคุนหลุน และยังถือได้ว่าเป็นขุนเขาอันศักดิ์สิทธิ์ในจีน
หลังจากขึ้นเขามา โจวอี้และหลันเสวียนปีนป่ายไปมาในป่าที่มีอายุยาวนาน พวกเขาได้พบกับทิวทัศน์งดงามมากมาย ทั้งยังถูกงูพิษและสัตว์ป่าหลายตัวจู่โจม
ระหว่างนี้ทั้งสองพบยาสมุนไพรล้ำค่าและผลไม้วิญญาณจากนอกโลก
แปดชั่วโมงให้หลัง
พวกเขาที่เพิ่งข้ามเขามาได้ก็ถูกผู้อาวุโสผมขาวสองคนในชุดเทาขวางทางเอาไว้
“ชื่ออะไร?” ชายชราบอกเสียงเย็น
“โจวอี้จากสำนักโอสถครับ”
“หลันเสวียนจากเทือกเขาเมิ่งหลานค่ะ”
โจวอี้และหลันเสวียนคารวะผู้อาวุโสทั้งสองขณะตอบ
พวกเขามองมาที่หญิงชายทั้งคู่ สีหน้าดูผ่อนคลายลง ทว่าสายตาหันมองไปไกลก่อนจะบอกเสียงแผ่ว “ในเมื่ออยู่ที่นี่แล้วก็โผล่มาสักหน่อยจะเป็นไรไป”
ฟิ้ว!
แสงจากร่างหนึ่งโฉบมาจากระยะไกล พริบตาเดียวก็มายืนข้างโจวอี้
“จ้านหลิงอวิ๋น สำนักโอสถ”
“เจ้าเองเหรอ?” อีกฝ่ายมีสีหน้าเปลี่ยนไป ลมหายใจกระฟัดกระเฟียดขึ้นมาทันที
ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ระหว่างที่เกิดเรื่องวุ่นวายที่ค่ายทะเลสาบเซียนหนู่ มีหลายคนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง หนึ่งในนั้นคือจ้านหลิงอวิ๋น
เขาเอาชนะสมาชิกตระกูลเยว่หลี่โดยไม่ให้อีกฝ่ายได้แก้มือ โดยเอาชนะอีกฝ่ายได้สามยกติดและลงเอยด้วยการชนะซ้ำในยกที่สี่
“เรื่องที่ทะเลสาบเซียนหนู่จบไปแล้ว ยังจะขุดคุ้ยเรื่องเก่าขึ้นมาอีกเหรอ?” จ้านหลิงอวิ๋นถามอย่างไม่ยี่หระ
“ฮึ่ย…”
ชายชราสะบัดแขนเสื้อและเอ่ยเสียงแข็ง “ตามมา!”
สองนาทีต่อมา ทั้งสามคนเดินตามชายชราเข้าไปในหุบเขา
มีทางเข้าอยู่บริเวณหน้าผา
หลังจากเดินเข้ามาก็มาพบทางเดินลึกไปในภูเขาสูงราวสี่เมตรและกว้างราวสามเมตร เดินไปกว่าสิบกิโลเมตรก็มาถึงลานโล่งแจ้ง
และในที่แห่งนี้เผยให้เห็นผู้อาวุโสทั้งแปดนั่งขัดสมาธิอยู่คนละมุม โดยมีผู้อาวุโสอีกคนนั่งอยู่ตรงกลาง
“อาวุโสเจ็ด พาคนเข้ามาอีกทำไม บันไดสวรรค์ด้านในเปิดออกครึ่งหนึ่งแล้ว” ชายแก่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ค่อย ๆ ลุกขึ้น น้ำเสียงดูไม่ค่อยพอใจนัก
“ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่พามาหรอก” ชายแก่ที่นำทางพวกเขามาชี้ไปทางจ้านหลิงอวิ๋นก่อนจะกล่าวว่า “เขาเป็นคนที่ทำให้ตระกูลเยว่หลี่ของเราดูแย่ที่ทะเลสาบเซียนหนู่ จ้านหลิงอวิ๋นจากสำนักโอสถ”
“หืม?”
เยว่หลี่เกาซานมีท่าทีตกใจ
เขาจ้องพิจารณาจ้านหลิงอวิ๋น ก่อนจะพยักหน้าและบอกพลางยกยิ้ม “ดาบวิญญาณกลับกลายแข็งแกร่ง ดาบหาญกล้าหล่อหลอมด้วยเหล็ก ดาบวิญญาณจึงเกิดขึ้นได้ เก่งเหลือเกินนะ เจ้าอายุแค่นี้แต่ฝีมือดีขนาดนี้ เก่งกว่าลูกหลานส่วนใหญ่ในตระกูลเยว่หลี่ของเราซะอีก มีศิษย์สำนักโอสถเก่ง ๆ โผล่มาอีกแล้ว”
“คุณเป็นใคร?” จ้านหลิงอวิ๋นถามขณะง้างหมัด
“ข้า เยว่หลี่เกาซาน ถึงจะยังไม่สำเร็จระดับเทพแปลง แต่ก็ควรถูกเรียกว่าผู้อาวุโส” เยว่หลี่เกาซานสะบัดเคราพลางยกยิ้ม
“ผู้อาวุโสอายุเท่าไหร่?”
“ร้อยเจ็ดสิบเก้า” เยว่หลี่เกาซานตอบ
ร้อยเจ็ดสิบเก้าเหรอ?
ปีนี้เยว่หลี่เกาซานอายุร้อยเจ็ดสิบเก้าแล้วเหรอ?
โจวอี้มองอีกฝ่าย และเห็นว่ายังดูกระฉับกระเฉงและร่างกายกำยำ ทำเอาอดที่จะแปลกใจไม่ได้
เขาเคยเห็นผู้อาวุโสอายุมากกว่าร้อยมาหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเหลียงเหล่ยหรือเวิงหลิวกุ้ย แม้จะอายุเกินร้อยกันแต่ก็ไม่มีใครอายุถึงร้อยห้าสิบ
“ผมโจวอี้ ขอคารวะผู้อาวุโส เราขึ้นเขาคุนหลุนมาเพื่อร่วมงานขึ้นบันไดสวรรค์ เราขอร่วมด้วยได้ไหมครับ?” โจวอี้บอกขณะประสานมือคำนับ
เยว่หลี่เกาซานชี้ไปทางโต๊ะข้าง ๆ ก่อนบอกเสียงเรียบ “ไปกรอกข้อมูลลงทะเบียนตรงโน้น ขอแค่อายุต่ำกว่าห้าสิบก็เข้าร่วมงานได้ นอกจากนี้ยังต้องจ่ายแก่นวิญญาณสองพันแก่นด้วย”
“ครับ!”
โจวอี้และหลันเสวียนมาที่โต๊ะและรีบกรอกประวัติเพื่อลงทะเบียน ก่อนที่เขาจะจ่ายแก่นวิญญาณที่เตรียมไว้แล้วให้อีกฝ่ายนับ
เยว่หลี่เกาซานปล่อยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกมา ไม่นานก็นับแก่นวิญญาณจนครบ
“ครบถ้วน เข้าไปได้”
“จำเอาไว้ว่าถ้าตระกูลเยว่หลี่ไม่ได้เชิญ ห้ามเข้าไปในพื้นที่พำนักของตระกูลเราเด็ดขาด”
“แล้วก็อย่าฆ่าคนที่คุนหลุนด้วย”
อีกฝ่ายเอ่ยจบก็โบกมือไล่ก่อนจะกลับไปนั่งเก้าอี้
โจวอี้ หลันเสวียน และจ้านหลิงอวิ๋นรีบเดินเข้าไปด้านใน ทว่าชายแก่ที่นำทางมาก่อนหน้านี้กลับไม่ตามมาด้วย
เดินไปเกือบหนึ่งกิโล พวกเขาก็พลันเบิกตากว้าง
จ้านหลิงอวิ๋นยังคงสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะที่หลันเสวียนมีท่าทีตกใจ ส่วนโจวอี้ขมวดคิ้ว เมื่อครู่เขารู้สึกเหมือนสัมผัสบางอย่าง แม้ว่าจะรับรู้เพียงบางเบาแต่หลังจากนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจ ทว่าบอกไม่ถูกว่าเป็นเพราะเหตุใด
“รู้สึกเหมือนกันใช่ไหม?” จ้านหลิงอวิ๋นถาม
“รู้สึกแปลก ๆ นิดหน่อยครับ” โจวอี้ตอบ
“แดนลับคุนหลุนเป็นแดนลับที่แยกตัวเป็นอิสระคล้ายกับโลกตงเทียน แต่มีบางอย่างที่ต่างออกไป ทั้งกว้างขวาง และช่องว่างก็มีไม่มาก แถมยังไม่ได้เชื่อมต่อกับโลกไหนด้วย ว่ากันให้ถูกมันก็คือวิมานตงเทียนที่แท้จริงยังไงล่ะ” จ้านหลิงอวิ๋นอธิบาย
โจวอี้และหลันเสวียนเข้าใจทันที
ตอนนี้พวกเขายืนอยู่ในพื้นที่ที่ถูกใครบางคนทำให้เรียบบนหน้าผาสูงร้อยเมตร
สิ่งที่เห็นตรงหน้าในระยะสายตามีขุนเขาและสายน้ำ บ้านเรือนและไร่นา สมาชิกตระกูลเยว่หลี่แต่งกายในชุดโบราณและทำปศุสัตว์ เช่น ไก่ เป็ด วัว และแกะ
ควันจากห้องครัวลอยฟุ้งขึ้นมา เสียงสายน้ำไหลเอื่อยดังให้ได้ยิน
ราวกับภาพขุนเขาเคียงสายน้ำในชนบทอันงดงาม
โจวอี้เคยอ่านเรื่อง ‘ตำนานดินแดนดอกท้อ’ ซึ่งเป็นพรรณนาความงดงามของวิมานเอาไว้ มันห่างชั้นกับทิวทัศน์งามของคุนหลุนตรงหน้า
“โจวอี้ ที่นี่สวยจังเลย” หลันเสวียนพูดขึ้น
“อืม” เขาเพียงแค่ขานรับ ทว่าในใจเกิดความคิดว่าในเมื่อเธอชอบ ต่อไปเขาจะสร้างแดนลับให้เธอ
ทว่าผ่านไปเพียงไม่นาน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
เขาพลันนึกได้ว่าเกิดเรื่องผิดปกติกับอารมณ์ของตน ความคุ้มดีคุ้มร้ายเข้าครอบงำเขาเสียแล้ว ทั้งโหดร้ายบ้าเลือด แถมช่วงนี้ดูเหมือนเขาจะอารมณ์ร้ายขึ้น
“น่าสนใจดีจัง” หลันเสวียนหัวเราะ
“อะไรเหรอ?” เขาถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
“ดูสิ มีคนขี่เสือด้วย แล้วก็มีคนขี่หมาป่า และที่น่าสนใจที่สุดคือเด็กผู้หญิงที่ขี่คอหมีสีน้ำตาลตัวโตอยู่” เธอยิ้ม
เขามองตามและเห็นว่าคนเหล่านั้นสวมชุดฉางเผาขี่เสือ หมาป่า และหมีอยู่จริง ๆ
“น่าจะเป็นคนตระกูลเยว่หลี่ที่รู้วิชาควบคุมสัตว์ พวกเขาอยู่ในแดนลับมาหลายพันปี คงจะฝึกสัตว์ป่าจนเชื่องแล้วล่ะ” จ้านหลิงอวิ๋นบอกเสียงเรียบ
วิชาควบคุมสัตว์หรือ?
โจวอี้นึกสนใจขึ้นมา
เขาเองก็ควบคุมสัตว์ได้บ้างด้วยวิธีใช้หมัดกำราบพวกมันและทำให้เชื่อง
“ไปพักผ่อนที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ด้านหน้าก่อนสิ ที่นั่นเป็นที่พักสำหรับคนนอก แล้วผู้ฝึกยุทธ์ที่อายุมากกว่าห้าสิบก็เข้าไปได้ด้วย” ชายวัยกลางคนในชุดฉางเผาที่ยืนถือดาบอยู่ริมระเบียงพูดกับพวกโจวอี้
“ไปกัน!”
โจวอี้ หลันเสวียน และจ้านหลิงอวิ๋นจึงเหาะไปยังใต้หน้าผา