หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 810 หลันเสวียนกลายเป็นผู้แข็งแกร่ง
บทที่ 810 หลันเสวียนกลายเป็นผู้แข็งแกร่ง
ห้องมีจำนวนจำกัด
โจวอี้ขอให้จ้านหลิงอวิ๋นยอมให้จูเก่อฉิวนอนในห้องรับแขก ในขณะที่ตัวเขาระเห็จไปห้องรับแขกที่ห้องของหลันเสวียน
ตอนนี้หลันเสวียนยืนงงพร้อมดาบยาวในมือ เมื่อเห็นโจวอี้ไม่มีห้องนอน เธอก็เปิดประตูให้เข้ามาเงียบ ๆ ท่าทีแข็งกร้าวค่อย ๆ อ่อนโยนลง
“ผู้หญิงจากตระกูลจีคนนั้นแข็งแกร่งมากสินะ” หลันเสวียนกล่าว
“เดาถูกแล้ว เธอน่าจะอยู่ระดับผสานเต๋า” โจวอี้ยิ้มพลางเดินเข้าไปหาหญิงสาว ขวดโอสถปรากฏอยู่ในมือก่อนจะถูกยื่นให้เธอขณะส่งยิ้ม “เพิ่งได้มาจากผู้อาวุโสจี มีเวลาก็กินซะนะ”
“อะไร?”
“โอสถสารีริกธาตุ” โจวอี้ยิ้ม
“อืม”
เธอไม่รู้จักโอสถสารีริกธาตุ ทว่ามันเป็นสิ่งที่โจวอี้ให้มา เธอเชื่อในตัวเขาพอ ๆ กับที่เชื่อมั่นในตัวเอง ด้วยเหตุนี้จึงเปิดฝาและกลืนยาในขวดลงไปทันที
โอสถสารีริกธาตุละลายเมื่อเธอกลืนเข้าไป ก่อนเธอจะรับรู้ได้ถึงพลังน่าเกรงขามที่ปะทุอยู่ในท้อง ใบหน้าขาวเนียนไร้ที่ติกลับกลายเป็นแดงก่ำภายในไม่กี่อึดใจ
เม็ดเหงื่อไหลลงมาตามใบหน้า
เส้นเลือดสีน้ำเงินบนหน้าผากปรากฏให้เห็น เธอสั่นไปทั้งตัว
โอสถนี้ทรงพลังเกินไป เธอเพิ่งสำเร็จระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นกลางมาได้ไม่นาน พลังของโอสถนี้ทำให้ความกลัวตีตื้นในใจ เธอรู้ว่าร่างกายกำลังถูกฤทธิ์ยาควบคุม
“ตั้งสมาธิแล้วใจเย็น ซึมซับพลังของมันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” โจวอี้บอกเสียงเข้ม
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอก็ตัดสินใจปล่อยตัวปล่อยใจ เธอไม่พยายามข่มพลังของมัน แต่กลับใช้ทักษะ ‘ดาราสถิต’ แทนเพื่อขัดเกลาและซึบซับฤทธิ์ยา
เวลาล่วงเลยผ่านไป กลิ่นยาฉุนโชยมาจากร่างกายของเธอ รังสีส่องสว่างจากด้านหลังศีรษะของเธออย่างฉับพลัน
ท่ามกลางความมืด หลันเสวียนคล้ายจะได้ยินเสียงแผ่วเบาจากพระ ราวกับว่ามีพระท่องคัมภีร์ในใจ
โจวอี้ยืนอยู่ห่างจากเธอห้าหกเมตร มองแสงทองที่ส่องมาจากตัวเธอ ในใจแอบทึ่งกับความลึกลับของโอสถสารีริธาตุ
ทันใดนั้น เขาก็หยิบโอสถอีกขวดจากเรือเงาออกมาเทผสมกับพลังดาราเหลว ทันใดนั้นพลังดวงดาวก็ระเหยลอยโชยไปทั่วห้อง เปลี่ยนให้บรรยากาศรุนแรงขึ้นเป็นสิบเท่า
โจวอี้เห็นว่าแม้พลังดวงดาวในห้องจะเล็ดลอดออกไปข้างนอก แต่ก็ออกไปได้ไม่เร็วนัก อีกทั้งพลังส่วนใหญ่ยังพุ่งเข้าไปในตัวหลันเสวียน
ภายในห้องรับแขกอีกห้อง
จีหงเส้าที่กำลังเล่นโทรศัพท์พลันรับรู้ได้ถึงพลังวิญญาณที่เอ่อล้นจากห้องข้าง ๆ แล้วอดส่ายหน้าไม่ได้
เธอคิดว่าโจวอี้กินโอสถสารีริกธาตุเพื่อฝึกยุทธ์
ตอนนี้เหลือเพียงสองวันครึ่งก็จะถึงงานเปิดเขาคุนหลุนแล้ว
เธอคิดว่าเขาคงกินยาเพื่อการนี้
สรรพคุณของโอสถสารีริกธาตุทรงพลังมาก แม้แต่เธอที่เป็นผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าขั้นกลางยังต้องใช้เวลาสามถึงห้าวันในการขัดเกลาและซึมซับพลัง
“ยังไงเขาก็ยังเด็กและไม่รู้ประสา!”
จีหงเส้าส่ายหน้าขณะที่ป้ายหยกปรากฏขึ้นในมือ เธอส่งธาตุแก่นแท้กระตุ้นอาคมบนป้าย ทันใดนั้นขอบข่ายอาคมก็ขยายจากห้องเธอไปในรัศมีหลายสิบเมตร
มันสามารถควบคุมการพลุ่งพล่านของพลังวิญญาณได้
เรียกได้ว่ามีแค่แขกไม่กี่ห้องในแถบนี้ที่รับรู้ได้ถึงพลังวิญญาณในห้องข้าง ๆ คนนอกเขตอาคมนั้นต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ก็ไม่สามารถรับรู้ถึงมันได้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาก็ล่วงเลยไปแล้วสองวัน
ตอนนี้จอมยุทธ์เกือบทั้งหมดในโรงแรมออกเดินทางขึ้นเขาคุนหลุนกันแล้ว ทว่ายังมีบางคนที่ยังไม่ไปไหน
หลันเสวียนยังคงฝึกวิชา โจวอี้อยู่คุ้มกันให้เธอ จ้านหลิงอวิ๋นย้ายมาอยู่ห้องตรงข้าม จีหงเส้ายังไม่ไปไหน ในขณะที่ลูกหลานในตระกูลออกเดินทางขึ้นเขาคุนหลุนไปตามลำพัง
ณ โถงทางเดินนอกห้อง
โจวอี้ยกอาหารเที่ยงมาด้วยสีหน้าอารมณ์ดี
ประตูห้องตรงข้ามเปิดออก จ้านหลิงอวิ๋นเล่นขวดโอสถในมืออยู่ด้านใน เขารู้ว่าด้านในเป็นโอสถสารีริกธาตุ สายตาจึงฉายแววคิดไม่ตก
ในตอนนี้เอง ประตูห้องข้าง ๆ พลันเปิดออก
จีหงเส้าชะงักไปเมื่อเห็นโจวอี้นั่งกินข้าวกล่องอยู่ด้านนอก
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมมากินข้าวที่นี่ ไม่ได้กินโอสถเข้าไปตั้งแต่อยู่ในห้องหรอกเหรอ?” เธอถามด้วยความงุนงง
“ไม่ใช่ผมครับ เป็นหลันเสวียนน่ะ” เขายิ้ม
“ให้โอสถกับเธอไปเหรอ?” เธอถามอย่างแปลกใจ
“ใช่ครับ!”
สายตาที่เธอมองเขาฉายแววประหลาดวูบไหว เธอนึกไม่ถึงว่าโจวอี้จะยอมยกโอสถสารีริกธาตุให้หญิงสาวคนนั้น ต่อให้เจ้าหล่อนจะสวยมาก แต่ราคาของมันก็ตั้งหมื่นแก่นวิญญาณ!
ทว่าเธอไม่ได้ถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหลันเสวียน แต่กลับนิ่งเงียบไปชั่วขณะพลางเหลือบมองจ้านหลิงอวิ๋นและหันมาบอก “ฉันว่าจะกลับเสินหนง น่าจะภายในสิบวันนี้ ถ้าแม่หนูคนนั้นอยากจะซึมซับพลังทั้งหมดจากมันก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยมากกว่าสิบวัน แต่งานขึ้นบันไดสวรรค์ไม่ได้มีมานานมาก หลังเสร็จแล้วก็รีบไปที่นั่นดีกว่า”
“ครับ ผมรู้” โจวอี้พยักหน้า
เข้าสู่วันที่แปด
หลันเสวียนได้สติจากการฝึกยุทธ์ เมื่อลุกขึ้นก็พบว่าคราบสกปรกถูกขับออกจากร่างกาย เธอจึงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดลำลองสีขาวที่โจวอี้เตรียมไว้ให้ล่วงหน้า
“ซึมซับพลังเป็นยังไงบ้าง?”
โจวอี้ในชุดสูทลำลองสีดำมองเธอเดินออกมาจากห้องน้ำและถามขึ้นพลางยกยิ้ม
“ทูตดวงดาวขั้นกลางแล้ว” เธอตอบ
ชายหนุ่มดูแปลกใจ แม้จะรู้ว่าโอสถสารีริกธาตุเป็นโอสถที่ทรงพลัง แต่นึกไม่ถึงว่าหลันเสวียนจะก้าวหน้าขนาดนี้
ทูตดวงดาวขั้นกลางเทียบได้กับระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นปลาย
“ฉันยังซึมซับผลของยาไม่เต็มที่ หลังจากได้สติ ฉันก็ปิดผนึกเอาไว้ด้วยเคล็ดวิชาลับก่อน เอาไว้คราวหน้าได้ฝึกเดี๋ยวก็ค่อย ๆ ขัดเกลาและซึมซับได้เอง” หลันเสวียนส่งยิ้มที่นานทีจะได้เห็น
“ไม่เลว ๆ ต่อไปต้องตั้งใจเข้านะ ตามฉันให้ทันให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้” โจวอี้ยิ้ม
“นายเนี่ยนะ” เธอแสยะยิ้ม
“ทำไม คิดว่าฉันยังเป็นคนอ่อนแอระดับปรมาจารย์อยู่เหรอ? จะบอกให้นะ ตอนนี้ฉันเป็นผู้แข็งแกร่งแล้ว อีกนิดเดียวก็จะสำเร็จขั้นบรรพจารย์ยุทธ์แล้ว” โจวอี้บอกอย่างภาคภูมิใจ
“เหอะ!”
เธอรู้สึกว่าเขาขี้โม้
คราวก่อนที่เจอกัน เขายังอยู่ในระดับทูตดวงดาวขั้นกลาง เป็นไปไม่ได้ที่จะก้าวหน้ารวดเร็วมาเป็นผู้แข็งแกร่งระดับทูตดวงดาวขั้นปลายในเวลาอันสั้น
“เราออกเดินทางไปคุนหลุนกันเลยดีไหม?” เธอถาม
“เขาคุนหลุนเปิดมาได้สี่ห้าวันแล้ว เราต้องรีบไป ไม่รู้ว่าจะทันหรือเปล่า” เขาบอกพลางยิ้มเจื่อน
“งั้นก็รีบไปกันเลยสิ!”
สีหน้าเธออาจดูสงบนิ่ง ทว่าในใจกลับตื้นตัน แววตาที่มองโจวอี้พลันอ่อนโยนลง