หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 819 เขาหลอกคนอีกแล้ว
บทที่ 819 เขาหลอกคนอีกแล้ว
เดิมพันเหรอ?
ช่วงนี้โจวอี้อารมณ์ดีเมื่อได้ยินคำนี้
บนบันไดที่ทอดยาวบนภูเขาเบื้องหน้า มีคนที่เขาเอาชนะมาได้มากมาย เขายังไม่ทันได้เพลิดเพลินกับการทำตัวเป็น ‘พี่’ แต่ทำไมต้องมีคนโผล่มาอีกแล้ว?
อีกทั้งคนที่ท้าพนันยังเป็นหลิวกวนเฟิง ดูท่าว่าหมอนี่คงจะยังหงุดหงิดกับเรื่องที่เกิดในโรงแรมก่อนหน้านี้ใช่ไหม?
ชายคนนี้ช่างใจแคบและเจ้าคิดเจ้าแค้นจริง ๆ
โจวอี้พยักหน้าและตอบรับด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อเป็นคนเปิดมาแบบนี้ ก็ขอฉันตัดสินใจว่าจะเอาอะไรมาเป็นเพิมพันหน่อยแล้วกัน ตกลงไหม?”
“ได้” หลิวกวนเฟิงตอบ
“งั้นก็เดิมพันแบบเดิมแล้วกัน ถ้าชนะฉันจะได้โอสถทลายขอบเขต แต่ถ้าแพ้ต้องเรียกว่า ‘พี่’ สามครั้ง”
โอสถทลายขอบเขตงั้นเหรอ?
หลิวกวนเฟิงตาเป็นประกายและพลันรู้สึกตื่นเต้น
“ตกลง” เขาตอบรับเสียงเข้ม
หลายคนรอบข้างมองมาทางโจวอี้ด้วยสายตาเหลือเชื่อ
ถ้าชนะได้โอสถทลายขอบเขต แต่ถ้าแพ้ต้องเรียกว่าพี่ใหญ่สามครั้ง
เป็นการเดิมพันที่คุ้มค่ามาก!
พวกเขามองโจวอี้ด้วยสายตาร้อนแรง ครุ่นคิดว่าจะพูดอย่างไรเพื่อขอร่วมวงเดิมพันนี้ด้วย
“สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลาย ทุกคนเข้าร่วมเดิมพันครั้งนี้ได้เหมือนกัน ถ้าใครสนใจก็ลงชื่อเอาไว้ได้เลย” โจวอี้มองสีหน้าของทุกคนแล้วก็เข้าใจทันที
“ฉันขอลงชื่อด้วย”
“ฉันเอาด้วย”
“ฉันเองก็เอาด้วย”
นอกจากจูเก่อฉิว อู๋ซานซิ่ง และเสี่ยวไป๋ ทุกคนต่างยินยอมพร้อมใจ
ถังหลินเฟิงและหลิวสุยเฟิงเพิ่งกลับมา แต่ก็ทันได้ยินเรื่องการเดิมพันระหว่างโจวอี้กับหลิวกวนเฟิง
“สองคนนี้ไม่เล่นด้วยกันเหรอ?” โจวอี้ถามพลางยกยิ้ม
“ไม่ล่ะ ผมยังไม่ฟื้นพลังธาตุแก่นแท้ที่ใช้ไปจากการปีนบันไดที่สี่เลย ว่าจะแวะพักที่นี่สักครึ่งวัน คงไม่ได้ร่วมสนุกด้วยหรอก” ถังหลินเฟิงเอ่ยขณะยิ้มเจื่อนและโบกมือพัลวัน
“ผมเองก็ขอไม่เอาด้วย” แม้หลิวสุยเฟิงจะสนใจมาก แต่ก็คงต้องปฏิเสธ
เขาไม่ได้โง่เง่า เพราะรู้ว่าถังหลินเฟิงกับฉู่มู่เฟิงร่วมมือกันแล้วก็ยังแพ้โจวอี้ราบคาบ เขาจะกล้าไปแข่งกับโจวอี้ได้อย่างไร
โจวอี้นึกเสียดาย แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่เล่นด้วยเขาก็ช่วยไม่ได้
ทันใดนั้น เขาก็หยิบกระดาษและปากกาออกมายื่นให้หลิวกวนเฟิง “ข้อตกลงการเดิมพันนี้ต้องเขียนให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่อย่างนั้นคนแพ้จะเบี้ยวเอาได้ เนื้อหาเงื่อนไขในการเดิมพันเขียนเอาไว้แล้ว นายแค่ต้องลงชื่อเฉย ๆ”
ลงชื่อหรือ?
หลิวกวนเฟิงขมวดคิ้วและรับกระดาษมา ไม่ได้เห็นเพียงเงื่อนไขของการท้าเดิมพัน แต่ยังมีลายเซ็นของคนอีกหลายสิบคน
“นี่มัน…”
“มันอะไรเหรอ?”
“มีคนท้าแข่งกับโจวอี้ที่เขาลูกที่สี่มาก่อนเหรอ?”
“แต่ไม่มีใครในรายชื่อพวกนี้ผ่านมาถึงนี่เลยนะ หมายความว่าแพ้ไปหมดแล้วเหรอ? ไม่ใช่แค่ไม่ได้โอสถทลายขอบเขต แต่ต่อไปยังต้องเรียกโจวอี้ว่าพี่ใหญ่สามครั้งทุกครั้งที่เจอหน้ากันด้วย”
“โจวอี้คนนี้…”
หลิวกวนเฟิงพลันไม่สบายใจขึ้นมาทันที
เขาถึงขั้นอยากถอย
ทว่าพูดออกไปแล้วก็เหมือนเทน้ำออกไป เขารู้ดีแก่ใจว่าหากล้มเลิกและไม่ยอมลงชื่อ เขาอาจได้เป็นตัวตลกในสายตาทุกคน
ต้องลงชื่อเท่านั้น!
ผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นกลางสามารถผ่านบันไดสวรรค์ที่ห้าของเขาลูกที่ห้าได้อยู่แล้ว หากทุ่มพลังทั้งหมดก็ต้องเร็วกว่าโจวอี้แน่นอน
หลิวกวนเฟิงสูดหายใจเข้าลึกและจรดปลายปากกาลงชื่อใต้รายชื่อเหล่านั้น
“เร่เข้ามา คนที่อยากจะร่วมแข่งก็ลงชื่อได้เลย” โจวอี้บอกด้วยรอยยิ้ม
“ฉันขอก่อน” ใครคนหนึ่งบอกขณะหยิบกระดาษและปากกาไป
ไม่นานนัก ชายหญิงทั้งหมดเก้าคน รวมถึงหลิวกวนเฟิงก็ลงชื่อกันเสร็จสิ้น
โจวอี้เอากระดาษและปากกากลับคืนมา รอยยิ้มค่อย ๆ หุบลง เขามองบันไดด้านหน้าและเอ่ยเสียงเข้ม “ในเมื่อทุกคนลงชื่อแล้ว สัญญาก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว งั้นก็มาเริ่มกันเลย!”
“พี่โจว คุณไม่ต้องฟื้นพลังที่เสียไปจากการขึ้นบันไดที่สี่ก่อนหรอกเหรอ?” จูเก่อฉิวรีบท้วง
“ไม่ต้องหรอก”
โจวอี้ส่ายหน้าและทำท่าที ‘ขอร้อง’ กับทุกคน ทันใดนั้นทุกคนก็มุ่งหน้าขึ้นบันได้สวรรค์ทันที
ไม่สิ มีสองคนที่ยังไม่ได้ไป
ถังหลินเฟิงกับหลิวสุยเฟิงนั่นเอง
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
“โจวอี้หลอกคนอีกแล้ว” ถังหลินเฟิงบอกพร้อมรอยยิ้มจนปัญญา
“ถ้าเขาเอาชนะนายกับฉู่มู่เฟิงได้ง่ายดายอย่างที่เล่ามา คนพวกนั้นก็คงถูกหลอกจริง ๆ มีชื่ออย่างน้อยเป็นสิบคนในสัญญาที่เขาเพิ่งยื่นมาให้ด้วยนี่” หลิวสุยเฟิงกล่าว
“มันก็เป็นหลักฐานพิสูจน์แล้วว่าคนพวกนั้นแพ้เขาน่ะ” ถังหลินเฟิงหันไปมองทางเขาลูกที่สี่
“คนสกุลโจวคนนี้ใจเหี้ยมมาก”
“ไม่หรอกน่า ไม่คิดว่าใจเหี้ยมแล้วล่ะ แต่ใจทรามเลยต่างหาก”
“ใจทรามเหรอ?”
“อื้ม!”
“ทำไมถึงพูดอย่างนั้นล่ะ?”
“ก็รังแกไม่เว้นหญิงชายยังไงล่ะ!”
ณ เชิงเขาลูกที่สี่
ถงหู่กุมแขนพร้อมกับจมูกช้ำ ๆ และใบหน้าบวม ๆ เขาสังเกตการขึ้นบันไดสวรรค์อยู่อย่างเงียบ ๆ
เขาไม่เห็นคนที่ปีนขึ้นไปได้ จึงได้แต่รอดูคนที่ล้มเหลวและกลิ้งตกลงมาทีละคน
ตอนนี้เองที่มีคนอีกนับสิบที่คว้าน้ำเหลวและกลิ้งตกลงมา
คนพวกนี้แต่ละคนมีสีหน้าบึ้งตึง ปากก็บ่นเรื่องที่ทำโอสถทลายขอบเขตหลุดมือ และเป็นคนที่ต้องเรียกอีกฝ่ายว่า… พี่ใหญ่
ตุบ!
ใครอีกคนกลิ้งลงมาจากบันได
หลังจากเห็นหน้าคนผู้นั้น ถงหู่ก็อดที่จะระเบิดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ศิษย์พี่เหลียง แพ้แล้วเหรอ?” ถงหู่หัวเราะ
“น่าขายหน้า ถ้าไม่ถึงระดับบรรพจารย์ยุทธ์ก็ขึ้นบันไดที่สี่บนเขานั้นยากมาก” เหลียงติ้งเหว่ยลุกขึ้นมาพลางยิ้มเจื่อน
“พี่ใหญ่ของผมผ่านเขาลูกที่สี่ไปเมื่อชั่วโมงก่อน” ถงหู่บอก
“ว่าไงนะ?” อีกฝ่ายชะงักไป
“ได้ยินถูกแล้วครับ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้หลันเสวียนผ่านไปเมื่อชั่วโมงก่อน ตอนนี้พวกเขาน่าจะถึงเชิงเขาลูกที่ห้าแล้วล่ะ”
“นี่มัน…”
เหลียงติ้งเหว่ยรู้สึกอับอายเล็กน้อย ทว่าเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา เขาก็ถอนหายใจโล่งอก
ดีแล้ว ดีแล้ว ดีแล้ว!
ขอแค่โจวอี้ไม่เสียโอสถทลายขอบเขตไปมากมาย เขาก็ไม่ต้องกังวลว่าตนเองจะถูกลงโทษเมื่อกลับไปที่สำนัก
ระหว่างที่พวกเขาคุยกันก็เห็นใครอีกคนกลิ้งร่วงลงมาจากบันได
เป็นหยางเยว่ตง
อัจฉริยะตระกูลหยางจากเมืองหลวง
“เหอะ พี่ใหญ่ของผมมีน้องชายเพิ่มอีกคนแล้วสิ” ถงหู่หัวเราะเยาะ
หยางเยว่ตงลุกขึ้นด้วยความกระอักกระอ่วน เมื่อฟังคำพูดของถงหู่แล้วก็รู้สึกสะเทือนใจขึ้นมา
“ไอ้คนสกุลถง อย่าเพิ่งได้ใจไป ฉันปีนบันไดที่สี่บนเขาไม่ผ่าน พี่ใหญ่ของนายก็อาจจะไม่ผ่านเหมือนกันนั่นแหละ” หยางเยว่ตงบอกด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
“โทษทีนะครับ เกรงว่าจะทำให้คุณผิดหวัง พอดีพี่ใหญ่ของผมผ่านเขาลูกที่สี่ไปได้เมื่อชั่วโมงก่อนแล้ว ถ้าไม่เชื่อก็ไปที่ป้ายหินด้านนอกที่เขาลูกแรกและถามคนที่คอยมองอยู่ได้เลย” ถงหู่ยิ้ม
หยางเยว่ตงตกตะลึงไปเล็กน้อย
โจวอี้ผ่านไปแล้วหรือ?
ไม่ใช่เพียงแค่ผ่าน แต่ยังผ่านไปเมื่อชั่วโมงก่อนด้วย
เรื่องจริงหรือเปล่า?
หรือถงหู่จะหลอกเขาอยู่
หยางเยว่ตงลังเลไปชั่วขณะและหันไปมองคนอื่น ๆ แถวนั้น
“ฉันเห็นว่าโจวอี้ข้ามเขาไปได้เรียบร้อยแล้วเมื่อชั่วโมงก่อน” หญิงสาวคนหนึ่งบอกพร้อมรอยยิ้มเจื่อน
ลมหายใจของหยางเยว่ตงพลันติดขัดและไม่รู้สึกดีขึ้นแต่อย่างใด
หากมีแค่ถงหู่ที่บอกมา เขาก็ยังไม่เชื่ออยู่บ้าง
ทว่าคนอื่นที่ร่วมการแข่งขันก็พูดแบบนั้น ทำให้อดจะเชื่อในสิ่งที่พวกเขาบอกไม่ได้
แต่…
ไม่ใช่แค่เขาจะไม่ได้โอสถทลายวิญญาณเท่านั้น แต่ยังต้องเรียกฝ่ายนั้นว่า… พี่ใหญ่?