หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 821 กล้าดียังไงไปแข่งกับเขา
บทที่ 821 กล้าดียังไงไปแข่งกับเขา
ภายในภาพลวงตา ความทรงจำที่ปิดผนึกเอาไว้ถูกปลดปล่อยออกมา
เขาเห็นภาพตระกูลโจวถูกกวาดล้าง
ความโหดเหี้ยมและบ้าคลั่งกัดกินหัวใจเขาราวกับอสรพิษร้าย ทำให้ความอยากแก้แค้นในใจยิ่งรุนแรงและหนักแน่น
หนิงอู๋เหินผู้นี้เป็นคนจากนิกายเร้นลับ
ทุกคนจากนิกายเร้นลับล้วนสมควรตาย
‘ตอนนี้ยังฆ่าไม่ได้’
‘เราต้องรอจนกว่าจะสบโอกาสฆ่าได้’
‘หนิงอู๋เหินคงจะเป็นยอดอัจฉริยะในหมู่ศิษย์นิกายเร้นลับรุ่นใหม่ ๆ หรือเปล่านะ?’
“เหอะ…”
โจวอี้นั่งลงขัดสมาธิลงอีกครั้งก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง
เวลาล่วงเลยไปมากกว่าครึ่งชั่วโมง ชายหญิงอีกสองคนก็มาถึงยอดเขา
“สวัสดี ผมหวงจื้อหยวนจากคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลง”
“ฉันโมหลี่โฉว จากอเวจีโลหิต”
หญิงหนึ่งชายหนึ่งเอ่ยขึ้น
“หึ ๆ” หนิงอู๋เหินเพียงลืมตาขึ้นมองพวกเขาก่อนจะพุ่งตัวไปทางเขาลูกที่หก
“อมิตาพุทธ โยมทั้งสอง อาตมาขอล่วงหน้าไปรอทุกคนที่เชิงเขาลูกที่หกก่อนนะ” อู๋ซินกล่าวจบแล้วก็พนมมือและรีบตามหนิงอู๋เหินไป
โจวอี้ลุกขึ้นพลางยิ้งบาง ๆ และพูดว่า “ผมชื่อโจวอี้ มาจากสำนักโอสถครับ”
โมหลี่โฉวเหลือบมองชายหนุ่มและพยักหน้าด้วยท่าทีเฉยชา
ในขณะที่หวงจื้อหยวนกลับมีสีหน้าแปลกใจ เจ้าตัวปาดเหงื่อบนหน้าผากและประสานมือกล่าวว่า “คารวะคุณชายโจว”
คุณชายโจวหรือ?
ทำไมถึงได้เรียกอย่างนั้น?
โมหลี่โฉวที่ยืนอยู่ทำหน้าฉงนและตั้งท่าจะถาม ทันใดนั้นก็รีบหลับตาลงเมื่อสัมผัสได้ถึงบางอย่าง
หวงจื้อหยวนเองก็หลับตาลงเช่นกัน
โจวอี้มองทั้งสองและก้มมองไปด้านล่าง
หลันเสวียนกับเสี่ยวไป๋มาถึงยอดเขาในตอนนั้นเอง
ทั้งสองทุ่มเทสุดกำลังและในที่สุดก็ตามโจวอี้มาได้ทัน
“ศิษย์น้องโจวเก่งมาก” เสี่ยวไป๋ว่าพลางยกนิ้วให้
“แค่โชคดีครับ” โจวอี้หยิบโอสถสองเม็ดยื่นให้เสี่ยวไป๋และหลันเสวียน “กินยาเพื่อเร่งฟื้นฟูพลังที่เสียไปสิครับ”
“ขอบคุณมาก!” อีกฝ่ายไม่ได้ปฏิเสธและรับมากลืนลงคอทันที ก่อนจะเดินไปนั่งขัดสมาธิลงข้าง ๆ
“มาถึงนานหรือยัง?” หลันเสวียนถาม
“สองชั่วโมงได้แล้ว” โจวอี้ยิ้ม
หลันเสวียนแปลกใจ เธอนึกไม่ถึงว่าเขาจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
“รีบรับยาไปเร็วเข้า” โจวอี้แนะนำ
“อื้ม!”
เธอรับยาไปและเดินไปนั่งขัดสมาธิเพื่อฝึกยุทธ์
ตอนนี้มีคนเหลืออยู่บนบันไดสรวงสวรรค์เพียงสี่ห้าคน ในขณะที่คนอื่น ๆ ล้มเหลวและกลิ้งตกลงไปแล้ว
โจวอี้เห็นหลิวกวนเฟิง ตอนนี้อีกฝ่ายยืนอยู่ที่เชิงเขาด้วยท่าทีเหลือเชื่อ
ณ เขาลูกแรก ด้านหน้าป้ายหินบริเวณเชิงเขา
ตอนนี้มีคนมารวมตัวกันที่นี่ได้สามร้อยเกือบสี่ร้อยคนแล้ว มีทั้งนักสู้จากข้างนอก สมาชิกบางคนของตระกูลเยว่หลี่ รวมถึงอัจฉริยะด้านการฝึกยุทธ์ที่คว้าน้ำเหลวในการขึ้นบันไดสวรรค์และกลับมาที่นี่
“ว่าไงนะ? พวกเจ้าหลายสิบคนแพ้โจวอี้อย่างนั้นเหรอ ให้ตายเถอะ ใครใช้ให้ไปท้าแข่งกับเขา คิดว่าจะได้โอสถทลายขอบเขตมาง่าย ๆ ได้ยังไง”
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากฝูงชน
ชายชราผมยุ่งเหยิงในชุดสีฟ้าตวัดสายตามองศิษย์ในสำนักที่อยู่ตรงหน้าด้วยความไม่สบอารมณ์ ขณะต่อว่าอย่างเกรี้ยวกราด
“ผู้อาวุโส… ผม… ผมผิดไปแล้ว” ชายหนุ่มตัวสั่นเทาพลางก้มหน้ายอมรับความผิด
“ฮึ่ย เจ้ามันโง่ โจวอี้ขึ้นบันไดที่ห้าบนเขาสำเร็จไปแล้ว กล้าดียังไงไปท้าแข่งกับเขา บอกข้ามาว่าแพ้พนันอะไรเขา?” ชายชราถามเสียงแข็ง
“ผม…” อีกฝ่ายอับอายและไม่กล้าตอบสักคำ
ตอนนี้สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่พวกเขาสองคน
ทุกคนมองมาด้วยแววตาสงสัยและอยากฟังว่าเขาแพ้เดิมพันอะไร!
“เราลงชื่อในข้อตกลงกับเขาครับ ถ้าเราชนะ เขาจะให้โอสถทลายขอบเขตกับเรา แต่ถ้าเราแพ้ต่อไปเราต้องเรียกเขาว่าพี่ใหญ่สามครั้งทุกครั้งที่เจอกัน” ชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ห่างออกไปเป็นสิบเมตรบอกอย่างละอายใจ
“โห…”
ทันใดนั้นหลายร้อยคนก็ส่งเสียงฮือฮา
พวกเขามองมาที่เหล่าหญิงชายด้วยสีหน้าเย้ยหยันพลางหัวเราะเยาะไม่หยุดอยู่นาน
“จะบอกว่าพวกเจ้าที่ท้าแข่งกับเขาแพ้มางั้นเหรอ?” ชายแก่ในชุดสีฟ้าถามด้วยความงุนงง
“ครับ!” ชายหนุ่มคนหนึ่งตอบด้วยสีหน้าหดหู่
“โง่สิ้นดี!” ชายแก่ก่นด่า
“โง่จริง ๆ นั่นแหละ โจวอี้ขึ้นบันไดสวรรค์บนเขาลูกที่ห้าไปได้สำเร็จด้วยซ้ำ กล้าดียังไงไปแข่งกับเขา เอาความกล้ามาจากไหนกัน” ชายชราอีกคนต่อว่าด้วยความโมโหระคนอับอาย
ยอดฝีมืออย่างน้อยหลายสิบคนตำหนิศิษย์ตนเอง และต่อให้พยายามอดกลั้นไว้ก็ยังปิดบังแววตาเอาไว้ไม่มิด
อัจฉริยะของสำนักต่าง ๆ ถูกโจวอี้จากสำนักโอสถเอาชนะไปได้ ทำให้พวกเขาไม่สบายใจ อีกทั้งเจ้าพวกไม่รู้ความยังดันเอาการเรียกว่าพี่ใหญ่สามครั้งไปเป็นของเดิมพันอีกด้วย
แล้วจะทำอย่างไร?
การเดิมพันเสร็จสิ้นไปแล้ว ต่อจากนี้ศิษย์ในสำนักตนเองกลับต้องคำนับและเรียกโจวอี้ว่าพี่ใหญ่ทุกครั้งที่เจอกัน!
“โชคดีที่ข้าไม่ได้เป็นโรคหัวใจ ไม่อย่างนั้นคงได้โกรธพวกเจ้าจนตายไปแล้ว” ชายแก่ในชุดสีฟ้ายกมือขึ้นลูบอกด้วยความไม่สบายใจ
คำพูดของเขาดังเข้าหูผู้ฝึกยุทธ์หลายคน
เยว่หลี่เซินเหม่ยที่ยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขาหัวเราะและมองบรรดาหนุ่มสาวที่ถูกดุ
“พี่หลิงอวิ๋น สำนักของพี่มียอดอัจฉริยะแล้ว!” เธอถอนหายใจ
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดจากปากเธอ แววตาอิจฉารอบข้างก็จับจ้องมาเป็นตาเดียว
ใช่แล้ว!
สำนักโอสถมียอดอัจฉริยะอีกคนแล้ว
โจวอี้อายุเพียงราว ๆ ยี่สิบห้าก็ขึ้นบันไดสวรรค์บนเขาลูกที่ห้าได้สำเร็จ ด้านการฝึกโดดเด่นเกือบจะเทียบเท่าคนที่สามารถขึ้นบันไดสวรรค์บนเขาลูกที่หกได้
จ้านหลิงอวิ๋นยิ้มรับ
เป็นรอยยิ้มที่นาน ๆ ทีจะได้พบเห็น
หากคนอื่นชมเขาเองคงไม่ได้รู้สึกอะไร
ทว่าถ้าชมโจวอี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะภูมิใจและพึงพอใจ
ณ ยอดเขาลูกที่ห้า
โจวอี้ยิ้มและถามขึ้นระหว่างรอหลันเสวียนฟื้นพลัง “ขึ้นบันไดที่ห้ายากเหมือนกันนะ”
“อืม ยากมาก ถ้าฉันไม่ฝึกให้ก้าวหน้าก่อนมาที่คุนหลุนนี่ก็คงมาไม่ถึงตรงนี้” เธอตอบพลางยิ้มบาง ๆ
“แล้วเขาลูกที่หกล่ะ มั่นใจว่าจะผ่านไปได้ไหม?” เขาถาม
“ฉันถอดใจแล้วล่ะ” เธอส่ายหน้า
“ถอดใจเหรอ?” โจวอี้แปลกใจเล็กน้อย เพราะรู้สึกว่าเธอทำตัวไม่สมกับเป็นหลันเสวียน
“ฉันดันทุรังขึ้นบันไดสวรรค์บนเขาลูกที่ห้ามาได้ แต่คงไม่มีปัญญาปีนขึ้นบันไดสวรรค์บนเขาลูกที่หกแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นฉันยังเพิ่งเลื่อนระดับมาได้ไม่นาน พลังยังไม่เสถียร บันไดห้าที่ผ่านมาก็ต้องใช้เวลาเตรียมตัวและตั้งสติตั้งเยอะ ฉันเลยยอมแพ้แล้วล่ะ” เธอบอก
โจวอี้เข้าใจดี
คนเราอย่าทำอะไรเกินตัว
แม้ว่าเธอจะเป็นคนทะเยอทะยานแต่ก็ไม่ได้โลภมาก
“แล้วจะกลับเลยเหรอ?” โจวอี้ถาม
“ฉันจะไปรอนายที่เชิงเขาลูกแรกนะ”
“ได้สิ”