หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 823 ชายคนแรกที่เรียกเขาว่าพี่ใหญ่
บทที่ 823 ชายคนแรกที่เรียกเขาว่าพี่ใหญ่
ณ บริเวณเชิงเขาลูกที่หก
โจวอี้มาถึงที่นี่และเห็นใครหลายคนที่คุ้นหน้า นอกจากนี้ เขาเห็นชายแปลกหน้าคนหนึ่ง อีกฝ่ายเป็นชายอายุประมาณสี่สิบปี รูปร่างผอมบาง ดูมีสง่าราศี
“เอ๊ะ? นายเป็นใคร?” ชายผู้สง่างามคนนั้นถามโจวอี้
“ผมชื่อโจวอี้จากสำนักโอสถ ขอทราบชื่อคุณได้ไหม?” โจวอี้ถามกลับ
“สำนักบู๊ตึ๊ง จางไห่โม่”
“คุณคือจางไห่โม่! ผมได้ยินเรื่องของคุณมามาก” โจวอี้ยิ้ม
“ฮ่า ๆๆ!”
จางไห่โม่ยิ้มอย่างขมขื่น เขาส่ายหัวและพูดว่า “ฉันอายที่จะบอกว่าฉันคงไม่สามารถแม้แต่จะผ่านบันไดของภูเขาที่หกไปได้แล้วล่ะ”
“มาถึงที่นี่ได้ก็น่าประทับใจมากแล้วครับ” โจวอี้หัวเราะ
“ชมตัวเองเหรอ?” จางไห่โม่ถามด้วยรอยยิ้ม
“จะพูดแบบนั้นก็ได้ ฮ่า ๆ…”
สิบนาทีต่อมา หวงจื้อหยวนและโม่หลี่โฉวก็มาถึงที่นี่เช่นกัน เมื่อพวกเขารู้ว่าจางไห่โม่ล้มเหลวที่จะปีนต่อไปยังบันไดของภูเขาที่หก พวกเขาก็ถึงกับกังวลขึ้นมา
พวกเขาทุกคนรู้จักจางไห่โม่
ชายคนนี้ทะลวงไปสู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ตั้งแต่อายุยี่สิบเจ็ด เข้าสู่ขั้นกลางเมื่ออายุสามสิบ และตอนนี้เมื่ออายุสี่สิบสอง อีกฝ่ายได้ทะลวงไปสู่ขั้นสุดท้ายแล้ว เขาเป็นอัจฉริยะที่เปล่งประกายเป็นพิเศษ ผู้อาวุโสหลายคนทำนายว่าจางไห่โม่จะสามารถทะลวงไปสู่ระดับผสานเต๋าได้ก่อนที่จะอายุครบร้อยปี
“มีคนขึ้นไปถึงจุดสูงสุดแล้ว” จู่ ๆ หวงจื้อหยวนก็พูดขึ้น
ทันใดนั้น สายตาของทุกคนก็จับจ้องไปยังยอดเขาลูกที่หก
พวกเขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในชุดสีขาวรูปร่างสะโอดสะอง
“หลี่ชิงเฉิง เธอทำสำเร็จแล้ว” โม่หลี่โฉวพึมพำ
ณ บริเวณเชิงเขาลูกแรก
หินเม็ดที่หกก็สว่างวาบขึ้นด้วยไข่มุกราตรี
สายตาของคนราว ๆ สี่ร้อยคนล้วนจับจ้องไปที่ไข่มุกราตรีนั้น ต้องการเห็นว่าอัจฉริยะคนใดที่สามารถขึ้นไปบนยอดเขาที่หกได้สำเร็จ
ครู่ต่อมา ท่ามกลางแสงของไข่มุกราตรี ใบหน้าที่งดงามจับใจก็ปรากฏขึ้น
“หลี่ชิงเฉิงเหรอ?”
“คนแรกที่ผ่านบันไดที่หกกลายเป็นหลี่ชิงเฉิง พระเจ้ากำลังเข้าข้างเธอจริง ๆ ใช่ไหม”
“ใช่ จริงด้วย! ไม่ใช่แค่สวยสุด ๆ เท่านั้น แต่พรสวรรค์ด้านการฝึกยุทธ์ของเธอยังแข็งแกร่งมากด้วย”
“อัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์รุ่นใหม่ ดูเหมือนว่าเธอคือคนคนนั้น”
“นี่มันเป็นเรื่องน่าอายสำหรับผู้ชายจริง ๆ!”
“ถ้าเธอไม่พลาดหลังจากนี้ ในอนาคต หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลหลี่จะมีผู้นำเป็นระดับผสานเต๋าแน่ ๆ”
“น่าสนใจจริง ๆ…”
สิบนาทีต่อมา
ขณะที่ทุกคนกำลังคุยกัน คนอื่น ๆ ก็เริ่มโผล่ออกมาจากภูเขา
คนเหล่านี้เป็นอัจฉริยะผู้ฝึกยุทธ์ที่ผ่านบันไดที่สี่ของภูเขาลูกที่สี่ แต่ยังไม่ผ่านบันไดที่ห้าของภูเขาลูกที่ห้า
ผู้อาวุโสของคนหนุ่มสาวเหล่านี้ เมื่อเห็นพวกเขาออกมาก็ถึงกับแสดงสีหน้าผิดหวัง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนหนุ่มสาวเหล่านี้ล้วนยอดเยี่ยม แต่ด้วยความสำเร็จของหลี่ชิงเฉิงในตอนนี้ คนหนุ่มสาวเหล่านี้ก็ยังไม่อาจสู้ได้
“เอ๊ะ?”
จ้านหลิงอวิ๋นที่อยู่ในฝูงชนเห็นหลันเสวียน เขาเดินไปหาเธอทันทีด้วยความประหลาดใจ เยว่หลี่เซินเหม่ยจึงเดินตามไปด้วย
“เกิดอะไรขึ้น? เธอไม่ผ่านการทดสอบบันไดที่ห้าของภูเขาที่ห้าเหรอ? ทำไมเธอถึงออกมา?” จ้านหลิงอวิ๋นถามพร้อมกับขมวดคิ้ว
“ผู้อาวุโสจ้าน ฉันผ่านไปแล้ว แต่ฉันไม่มีความมั่นใจที่จะไปถึงยอดเขาที่หก ฉันก็เลยยอมแพ้ดีกว่า” หลันเสวียนกล่าว
“เธอรู้ได้ยังไงในเมื่อยังไม่ได้ลอง” จ้านหลิงอวิ๋นกล่าวอย่างไม่พอใจ
“ฉันพยายามอย่างหนักที่จะผ่านบันไดของภูเขาที่ห้า แล้วก็ฉันเองเพิ่งทะลวงระดับก่อนที่จะมาถึงคุนหลุน พลังของฉันยังไม่เสถียร นอกจากนี้ ผลประโยชน์ที่ฉันได้จากบันไดทั้งสี่ก่อนหน้านี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ จ้านหลิงอวิ๋นก็เงียบไป
เขาเข้าใจว่าสิ่งที่หลันเสวียนพูดมานั้นมีเหตุผล โลภเกินไปไม่ดี และเป็นเรื่องดีที่หลันเสวียนไม่โลภมาก
คนสามสี่ร้อยคนเหล่านั้นก็ได้ยินคำพูดของหลันเสวียนเช่นกัน
แววตาของผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเก่าเต็มไปด้วยความชื่นชมเมื่อมองไปยังหลันเสวียน
ทางด้านผู้คนที่อยู่บริเวณเชิงเขาลูกที่หก
โจวอี้ไม่รีบเร่งที่จะปีนบันไดต่อไป แต่นั่งลงที่ด้านข้างและเริ่มทำสมาธิเงียบ ๆ
เขาใช้พลังงานไปมากจากการปีนบันไดผ่านเขาลูกที่ห้ามาได้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจฟื้นตัวสู่สภาวะสูงสุดก่อนที่จะปีนบันไดที่หกต่อไป
ในบรรดาคนอื่น ๆ ที่อยู่ที่นี่ นอกจากจางไห่โม่จากสำนักบู๊ตึ๊งแล้ว คนอื่น ๆ ก็นั่งขัดสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลังของตน
หกชั่วโมงต่อมา
อีกร่างหนึ่งก็พุ่งมาจากทิศทางของภูเขาลูกที่ห้าและมาอยู่ต่อหน้าทุกคน
บุคคลนี้เคยเซ็นสัญญาเดิมพันกับโจวอี้มาก่อน ดังนั้นเมื่อเห็นโจวอี้ตอนนี้ ใบหน้าของเขาจึงเปลี่ยนเป็นสีแดงเล็กน้อย
โจวอี้ลุกขึ้นและยิ้มให้กับชายคนนั้น จากนั้นจึงเดินไปที่ฐานของบันไดสวรรค์ที่หก
“โยมโจวกำลังเตรียมที่จะปีนบันไดต่อหรือ?” อู๋ซินที่นั่งฟื้นพลังอยู่ด้วยกันพลันลืมตาและถามขึ้นมา
“ผมฟื้นฟูพลังเสร็จแล้วครับ ก็เลยคิดว่าจะลองดู” โจวอี้พูดด้วยรอยยิ้ม
ชายหนุ่มเหลือบมองชายผู้มาใหม่คนนั้นอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปตั้งท่าจะปีนบันได
“พะ…พี่ใหญ่” ชายคนนั้นก้มหน้าลงด้วยความเขินอายและเอ่ยออกมาอย่างงุ่มง่าม
“อีกสองครั้ง” โจวอี้เตือนอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่!” ใบหน้าของชายคนนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงด้วยความลำบากใจ แต่เขาก็ยังตะโกนออกมาด้วยความรู้สึกทำอะไรไม่ถูก
“อืม น้องชายของฉันเป็นเด็กดีจริง ๆ เป็นใสซื่อที่รักษาคำพูด” โจวอี้ยกนิ้วให้ จากนั้นจึงหันกลับมาที่บันไดสวรรค์และก้าวขึ้นไปสู่ขั้นแรก
เมื่อเห็นร่างของโจวอี้หายลับไป อู๋ซินก็หันมาจ้องมองชายผู้มาใหม่คนนั้นก่อนจะยืนขึ้นแล้วถามว่า “โยมมู่ อาตมาเห็นว่าโยมอายุเกือบสี่สิบแล้วใช่ไหม ทำไมถึงเรียกโยวโจวว่าพี่ใหญ่ และยังเรียกถึงสามครั้งเลย?”
“โธ่ ท่านน่ะพูดมากเกินไปแล้ว” มู่เทียนเผิงกล่าวด้วยความลำบากใจ
“ฉันก็สงสัยเหมือนกัน โจวอี้เป็นคนแบบไหนถึงได้เรียกเขาว่าพี่ใหญ่?” หนิงอู๋เหินหันมาถาม
“เอ่อ… งั้นฉันจะเล่าให้ฟัง…”
มู่เทียนเผิงจึงเล่าเรื่องข้อตกลงการเดิมพันกับโจวอี้ และในที่สุดก็พูดด้วยรอยยิ้มขมขื่นว่า “อย่างน้อยสามสิบถึงสี่สิบคนในทำเนียบวีรบุรุษ รวมถึงฉันก็แพ้เขามาแล้ว เกรงว่าเราจะต้องเรียกเขาว่า ‘พี่ใหญ่’ สามครั้งตลอดถ้าเจอหน้าเขา”
“…”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะมองหน้ากัน
พวกเขาคิดว่ามันช่างไร้สาระ
แต่มู่เทียนเผิงคงจะไม่ใช้ชื่อเสียงของตัวเองเพื่อประจบเอาใจโจวอี้แน่นอน
นี่เป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ?
โจวอี้… มีความสามารถจริง ๆ!?
“น่าสนใจ น่าสนใจจริง ๆ” จางไห่โม่หัวเราะอย่างร่าเริง
คนอื่น ๆ ก็เผยรอยยิ้มออกมา
ณ บันไดสวรรค์ที่หก
เมื่อโจวอี้เพิ่งก้าวขึ้นไปขั้นแรก เขาก็รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล แรงกดดันจากทุกทิศทางทำให้เขารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
เขารู้สึกว่าแรงโน้มถ่วงของที่นี่นั้นเพิ่มขึ้นอย่างน้อยยี่สิบเท่า
หากผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ต่ำกว่าระดับบรรพจารย์ยุทธ์เข้ามาที่นี่ พวกเขาอาจจะถูกกดดันอย่างน่าสะพรึง
“ลุยต่อเถอะ!”
“ความกดดันเนี่ยแหละที่ทำให้มันน่าสนใจ”
“ถ้าหลี่ชิงเฉิงสามารถผ่านไปได้สำเร็จ โจวอี้คนนี้ก็ทำได้”
สายตาของโจวอี้มุ่งมั่นเป็นพิเศษ เขาขับพลังแห่งดวงดาวในร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่งเพื่อกระตุ้นเส้นลมปราณ
พลังที่พลุ่งพล่านกระจายไปทั่วร่างกายของเขาทันที และเขายังคงปีนบันไดสวรรค์ที่หกต่อไปท่ามกลางแรงกดดันมหาศาล