หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 824 มาถึงยอดเขาอีกครั้ง
บทที่ 824 มาถึงยอดเขาอีกครั้ง
แรงบีบอัดทรงพลังราวกับจักรพรรดิสวรรค์พิโรธ เสียงฟ้าคำรามดังสนั่น ความร้อนระอุที่ถาโถมทำให้โจวอี้เหงื่อท่วมตัว
เขาก้าวขึ้นไปทีละขั้น
ยิ่งสูงเท่าไหร่ แรงกดดันก็ยิ่งมากขึ้น
เมื่อมาถึงขั้นที่ 300 ก็พบว่าตนเองตกอยู่ในภาพลวงตาอีกครั้ง
บันไดสวรรค์ยังคงอยู่ที่เดิม ทว่าทิวทัศน์สองข้างบันไดเปลี่ยนไปสิ้นเชิง
เขาเห็นลาวาไหลลงมาราวกับน้ำตกจากสองข้างทาง นกฟีนิกส์ฝูงใหญ่สยายปีกกว้างหลายร้อยเมตรและโฉบมาทางเขา
“ไสหัวไปซะ!”
เขาสะบัดไม้เท้าหัวมังกรเต็มแรง นกฟีนิกส์ระเบิดไปทีละตัว เปลวไฟปลิวว่อนไปทั่วทุกที่ ทว่ากลับมีนกอีกหลายตัวโผขึ้นมาจากน้ำตกลาวาสองข้างทางและโฉบมาหาเขา
แรงกดดันสูงขึ้นในขณะที่ยังถูกนกฟีนิกส์โจมตี
ระหว่างถูกจู่โจมทั้งสองข้างทาง ความเร็วฝีเท้าโจวอี้ในการขึ้นบันไดก็เชื่องช้าลงและหนักอึ้งยิ่งขึ้น
เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปเหงื่อ พลังดวงดาวในตัวถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว
โจวอี้ค่อย ๆ ลืมเลือนวันเวลาและทุกอย่างด้านนอก ได้แต่คิดว่าต้องฆ่าพวกมันและปีนไปให้สูงยิ่งขึ้น
ทว่าด้วยสภาพแวดล้อมเลวร้ายนี้ ต่อให้มีระดับการฝึกที่สูงและแข็งแกร่ง เขาก็ยังเลี่ยงที่จะถูกนกฟีนิกส์โจมตีไม่ได้ในบางครั้ง
ใช่แล้ว!
เขาได้รับบาดเจ็บ!
ความแข็งแกร่งของพวกมันแต่ละตัวไม่ได้สูงนัก อย่างมากก็เทียบได้แค่ระดับเกือบถึงปรมาจารย์เท่านั้น ทว่าพวกมันมีกันหลายตัวราวกับไม่มีทางถูกฆ่าตายจนหมดสิ้น
เวลาล่วงเลยผ่านไป โจวอี้ก็สามารถปีนขึ้นบันไดสวรรค์ที่หกได้สำเร็จ เขาใช้เวลาไปห้าชั่วโมงครึ่ง
ระหว่างห้าชั่วโมงครึ่งนี้เขาจำไม่ได้ว่าฆ่านกไปกี่ตัวหรือก้าวขึ้นบันไดมาแล้วกี่ขั้น ทว่าแรงกดดันทรงพลังและนกฟีนิกส์ฝูงใหญ่ยังทำให้เข็ดขยาด
พลังดวงดาวภายในตัวเขาถูกใช้ไปมาก
ทว่าเขาไม่ได้เป็นกังวล แม้กว่าจะปีนขึ้นมาถึงจะใช้พลังไปมากกว่าครึ่ง แต่เขายังมีโอสถ เขาเทพลังดาราเหลวและกลืนลงไป ก่อนที่ร่างกายจะค่อย ๆ ซึมซับพลังเพื่อชดเชยส่วนที่เสียไป
ทันใดนั้น นกฟินิกส์ตัวใหญ่ที่สูงมากกว่าสิบเมตรก็โผล่ขึ้นมาจากน้ำตกลาวาข้างบันได มันร้องเสียงดังและพุ่งเข้ามาหาเขาพร้อมด้วยไอร้อนที่ทำเอาโจวอี้มีสีหน้าเปลี่ยนไป
เขารู้สึกว่าความแข็งแกร่งของนกฟินิกส์ยักษ์ตัวนี้เทียบได้กับระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นต้น
“ตายซะ!”
เขาก้าวไปข้างหน้า ไม้เท้ากลายร่างเป็นมังกรที่มีเขี้ยวเล็บบินโฉบและโยนระเบิดใส่นกยักษ์กลางอากาศ
หลังจากนั้น โจวอี้รู้สึกว่าตนเองก้าวเข้ามาในสถานที่ปริศนา ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะเปลี่ยนไป
น้ำตกลาวาทั้งสองข้างบันไดหายไป นกฟีนิกส์โฉบขึ้นฟ้าและจางหายไป อุณหภูมิลดลงถนัดตา”
ถึงแล้วหรือ?
โจวอี้อ้าปากค้างและก้มมองตนเอง
เขาพบว่าบาดแผลตามร่างกายทั้งหมดยังไม่หายไปเสียทีเดียว
“มันไม่ใช่ง่าย ๆ เลย”
โจวอี้เช็ดเหงื่อและหันไปมองเบื้องล่าง
หลายคนยังขึ้นบันไดมาได้ ทั้งอู๋ซินจากวัดจินชาน หนิงอู๋เหินจากนิกายเร้นลับ หวงจื้อหยวนจากคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลง โมหลี่โฉวจากนิกายอเวจีโลหิต และมู่เทียนเผิงที่เพิ่งเรียกเขาว่าพี่ใหญ่
ทว่า!
แม้จะขึ้นมาได้ทว่าความเร็วกลับเชื่องช้ามาก อู๋ซินที่ขึ้นนำมาเป็นที่หนึ่งมาถึงบันไดเพียงขั้นที่สองร้อยเท่านั้น
ทันใดนั้นเขาก็ตกอยู่ในห้วงความคิดและค่อย ๆ หลับตาลง
พระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันออก แสงเรืองรองสาดส่องทั่วท้องฟ้า
ณ ภูเขาลูกแรก บริเวณหน้าป้ายหินที่เชิงเขา หลายร้อยคนมารวมตัวกันที่นี่ แทบทั้งหมดนั้นนั่งลงกับพื้น บ้างหลับตาฝึกวิชา บ้างจับกลุ่มพูดคุยกัน บ้างจ้องป้ายหินด้วยสายตางุนงง
ทันใดนั้น ไข่มุกราตรีของเขาลูกที่หกก็สว่างวาบ
“มีคนขึ้นบันไดสวรรค์ที่หกบนเขาสำเร็จแล้ว!” เสียงตะโกนดังขึ้นเรียกให้ทุกคนหันไปมองป้ายหิน
พวกเขาเห็นภาพหนุ่มหล่อบนไข่มุกราตรี
“บ้าไปแล้ว เป็นเขาไปได้ยังไง!”
“เหอะ เป็นเขาไปได้ยังไงกัน โลกผู้ฝึกยุทธ์มียอดฝีมือเยอะแยะ จนถึงทุกวันนี้มีแค่หลี่ชิงเฉิงกับเยว่หลี่จงเซียงที่ผ่านบันไดที่หกไปได้ โจวอี้ไม่เคยอยู่ในทำเนียบวีรบุรุษมาก่อนด้วยซ้ำ เขาจะทำได้ยังไง”
“โจวอี้คนนี้เองก็แปลกคนนี่นา! ก่อนหน้านี้ก็มีคนท้าพนันกับเขา ลุกขึ้นเปิดเผยตัวหน่อยเถอะ ขอฉันดูว่าใครที่กล้าทำแบบนั้น”
“ระดับการฝึกที่สามารถผ่านบันไดสวรรค์ที่หกไปได้ อย่างน้อยต้องระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นปลาย ไม่สิ แม้แต่คนที่อยู่ระดับนั้นยังอาจไปไม่ถึงยอดเขาด้วยซ้ำ”
“โจวอี้กินโอสถวิเศษของสำนักโอสถมากี่ครั้งแล้วเนี่ย”
“น่าทึ่งมาก!”
แทบทุกคนพูดถึงเรื่องนี้ด้วยท่าทีตกตะลึง
ท่ามกลางฝูงชนเหล่านั้น หลันเสวียนกำหมัดด้วยความภูมิใจ ทว่าอีกใจหนึ่งก็นึกกดดันไม่น้อย
เมื่อก่อนเป็นเธอที่ต้องปกป้องเขา ถ้าใครกล้ามารังแกเขา เธอจะรีบออกโรงจัดการเล่นงานคนคนนั้นให้
แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเขาแข็งแกร่งเกินหน้าเธอไปแล้ว ทำให้ความอยากเอาชนะในใจก่อตัวขึ้นมา
ในขณะที่สายตาจ้านหลิงอวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างหลันเสวียนฉายแววแปลกใจอยู่บ้าง เขารู้ว่าโจวอี้สามารถขึ้นบันไดสวรรค์ที่หกได้ และคิดว่าอาจจะยากเย็นเป็นอย่างยิ่ง แต่ใครจะคิดว่าเจ้าตัวจะทำสำเร็จจนได้
“เด็กคนนี้ทำฉันอึ้งไปเลย!” เขายิ้ม
โชคเข้าข้างหรือ?
เยว่หลี่เซินเหม่ยซึ่งอยู่อีกข้างถึงกับงุนงงเช่นกัน เธอรู้ว่าโจวอี้มีศักยภาพ แต่นึกไม่ถึงว่าจะก้าวหน้ามาถึงขั้นนี้
มีลูกหลานตระกูลเยว่หลี่มากมายที่เก่งกาจ รวมถึงคนที่เป็นอัจฉริยะระดับหัวกะทิ แต่ในรอบหลายพันปีมีคนวัยยี่สิบห้าเพียงสามคนที่ขึ้นบันไดสวรรค์ที่หกได้สำเร็จ
อีกทั้งสามคนนั้นก็สำเร็จเป็นผู้แข็งแกร่งระดับเทพแปลงแล้ว
“เหลียงติ้งเหว่ย ก่อนหน้านี้ไปท้าแข่งกับโจวอี้นี่นา ตอนนี้เป็นไงล่ะ ยังจะไปท้าทายเขาอยู่ไหม?” จ้านหลิงอวิ๋นหันไปถามเหลียงติ้งเหว่ย
เจ้าตัวได้สติและหน้าแดงซ่านด้วยความอับอาย ก่อนจะก้มหน้าลงพร้อมรอยยิ้มขมขื่น “ผมผิดไปแล้ว ผมจะไม่ทำแล้วครับ”
“เหอะ” จ้านหลิงอวิ๋นยิ้มพึงพอใจ
เหลียงติ้งเหว่ยหันกลับไปมองป้ายหินที่หก เขาเห็นแสงที่ค่อย ๆ หรี่ลงไปพร้อมภาพโจวอี้ที่จางหายไป
เขารู้ดีแก่ใจว่าโจวอี้ใช้พลังเพื่อพิสูจน์ตำแหน่งของตนเอง และเขาก็รู้ดีว่าต่อไปจะไม่มียอดฝีมือรุ่นราวคราวเดียวกันคนไหนในสำนักที่สามารถสั่นคลอนตำแหน่งของโจวอี้ได้ ในภายภาคหน้าอีกฝ่ายต้องได้เป็นเจ้าสำนักอย่างแน่นอน
“ถ้าต่อไปเขาสำเร็จยุทธ์ระดับเทพแปลงจริง ๆ อาจทำให้สำนักโอสถแข็งแกร่งขึ้นก็ได้”
“พวกคนในโลกตงเทียนที่เอาแต่เห่าหอนและไม่เชื่อในตัวโจวอี้ ถ้ามารู้เข้าว่าเขาทำสำเร็จได้ถึงขนาดนี้คงได้พากันพูดไม่ออก”
“ฉันละอยากรีบกลับไปเห็นนักว่าพวกเขาจะมีร้อนรนยังไงถ้ารู้ถึงความแข็งแกร่งของโจวอี้จริง ๆ”
เหลียงติ้งเหว่ยยกยิ้มมุมปากและหัวเราะเจ้าเล่ห์ขึ้นมาเบา ๆ
ยามนี้อัจฉริยะที่เคยท้าแข่งกับโจวอี้หน้าเสียและแทบร้องออกมาด้วยความขายหน้า
หากรู้ว่าโจวอี้เก่งขนาดนี้ ต่อให้มีมีดมาจ่อคอพวกเขาก็ไม่กล้าแข่งด้วยหรอก!