หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 830 สู้ทน
บทที่ 830 สู้ทน
“เปิดใช้อักขระแห่งสวรรค์”
ทันใดนั้น แรงกดดันมหาศาลก็พลันจางหายไปเมื่อโจวอี้ใช้งานพลังอักขระแห่งสวรรค์
พลังจากทั่วสารทิศถาโถมเข้าสู่ร่างของชายหนุ่ม แม้ว่าจะมีแรงต้านจากแรงดันและใช้พลังดวงดาวไปมาก แต่ก็ยังมีอักขระแห่งสวรรค์คอยช่วยเอาไว้
เขาก้าวขึ้นไปทีละขั้น
100 ขั้น
200 ขั้น
300 ขั้น
และเมื่อเหยียบลงบนขั้นที่ 400 แรงกดดันก็เพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ต่อให้เขาใช้พลังจากอักขระ ทว่ามันก็ยังทำให้เขาแทบหายใจไม่ออกและสั่นเทาไปทั่วร่าง สองขาหนักอึ้งราวกับเหล็ก
ตึง!
ตึง ๆ!
ตึง ๆๆ!…
เสียงลั่นกลองดังขึ้นห่างออกไป
เสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละขั้นที่โจวอี้ก้าวขึ้นบันได จนกระทั่งมาถึงขั้นที่ 650 เสียงนี้ก็ดังราวกับเสียงสายฟ้าฟาดท่ามกลางพายุฝนกระโชกโหมกระหน่ำในใจ
โจวอี้แทบไม่มีสติจากเสียงกลองที่ดังขึ้นหลายครั้ง
“อดทนต่อไป”
“ต้องอดทนต่อไปให้ได้”
“ฉันมาถึงขนาดนี้แล้ว ต้องอดทนเอาไว้ให้ได้”
โจวอี้กัดฟันกรอดขณะก้าวขึ้นบันไดต่อไปโดยไม่ปาดเหงื่อบนหน้าผากแม้แต่น้อย ทว่าเขาก็ช้าลงเรื่อย ๆ ในแต่ละก้าว
เมื่อมาถึงขั้นที่ 700 ก็พบว่าไม่ปรากฏภาพลวงตาอย่างที่คาดเอาไว้ว่าจะต้องมี หากแต่เสียงกลองกลับยิ่งดังระรัวจนแทบหูดับ
และเมื่อขึ้นมาถึงขั้นที่ 701 ทันทีที่เหยียบลงบนบันได แรงกดดันก็ทวีคูณจนดูดเลือดออกจากรูขุมขน
ขั้นที่ 750 โจวอี้เลือดอาบไปทั้งตัว
ขั้นที่ 780 โจวอี้มีสภาพสะบักสะบอมขณะดันทุรังต้านทานเสียงกลองที่ดังก้องในใจ ทั้งมือและเท้าถูกใช้เพื่อปีนขึ้นไปอย่างยากลำบาก
ขั้นที่ 799 ผิวโจวอี้ปริแตกออกราวกับถูกมีดนับพันเฉือน เลือดอาบไปทั้งตัวราวกับคนที่เพิ่งขึ้นมาจากบ่อเลือด
ตอนนี้ความมุ่งมั่นของเขาใกล้จะถึงขีดสุดแล้ว
ส่วนเสียงกลองนั้น…
ไม่มีอีกแล้ว!
ตอนนี้มันไม่ได้นับว่าเป็นเสียงกลองอีกต่อไป เสียงฟ้าร้องคำรามดังมาไม่ขาดสาย แต่ละครั้งพุ่งเป้ามายังวิญญาณและกำลังใจของเขา
“ลูกพ่อ พ่อของลูกเป็นยอดมนุษย์”
“ลูกพ่อ พ่ออยากให้ลูกรู้ว่าพ่อเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด”
“ลูกพ่อ พ่อของลูกยังไม่ยอมแพ้”
“ลูกพ่อ…”
ภาพรอยยิ้มอันงดงามและความน่ารักของลูกสาวปรากฏขึ้นในใจของโจวอี้ รวมถึงท่าทีที่ลูกสาวชื่นชมในตัวเขา
ความมุ่งมั่นมหาศาลก่อตัวขึ้นในใจ ราวกับกำแพงเหล็กที่สูงชันขึ้นมาได้ในท้ายที่สุด
จากนั้นเขาจึงเดินหน้าต่อ
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที แต่เขากลับรู้สึกว่ายาวนานเหมือนผ่านมาแล้วหลายสิบปี
ยามนี้โจวอี้รับรู้ได้ว่าแรงกดดันเหล่านั้นพลันหายไป และเสียงฟ้าร้องคำรามก็เงียบลงเช่นกัน
เขามองไปข้างหน้าด้วยสายตาแดงก่ำ ก่อนจะเห็นต้นไม้ใหญ่บนยอดเขาและใครบางคนที่ยืนตระหง่านอยู่บนก้อนหินที่ตั้งกระจายตัวกันอยู่
ทันใดนั้น จิตใจเขาก็ผ่อนคลายลง ก่อนที่สติจะจมลงสู่ห้วงความมืดมิด ร่างกายที่ตอนนี้ไม่ได้มีบาดแผลหรือเลือดทรุดลงทันที
เขาคิดว่ามันไม่ได้เป็นภาพลวงตาเหมือนก่อนหน้านี้
ทว่าอันที่จริง!
มันยังคงเป็นภาพลวงตาอยู่
ณ เชิงเขาลูกแรก
ไข่มุกราตรีบนป้ายหินที่แปดสว่างวาบขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว
“พระเจ้า!”
เสียงร้องด้วยความตกตะลึงดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน
ทุกสายตาจ้องไปทางคนพูด ผู้คนราว ๆ แปดร้อยคนมองไปยังตำแหน่งเดียวกัน
บนป้ายหินนั้นปรากฏบางอย่าง
ไข่มุกราตรีส่องสว่างบนป้ายหิน
ทันใดนั้นทุกคนก็ตะลึงงันจนพูดไม่ออก
อีกแล้ว!
ใช่ มันเกิดขึ้นอีกแล้ว!
อะไรน่ะหรือ?
หน้าของโจวอี้ปรากฏขึ้นอีกแล้ว
ทุกคนมองไข่มุกด้วยสายตาอึ้งงัน
โจวอี้ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง ภาพของเขาปรากฏขึ้นมาท่ามกลางแสงสว่างของไข่มุก
ในขณะนี้ไม่มีใครกล้าพูดหรือส่งเสียงแม้แต่น้อย มีเพียงความเงียบงันในหมู่ผู้คนหลายร้อยคน ราวกับว่าหากมีเข็มร่วงตกลงพื้นก็สามารถได้ยินเสียงนั้นได้
หลังจากนั้นไม่นาน ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าขั้นปลายคนหนึ่งพลันกระแอมขึ้นสองครั้งเพื่อเรียกสติทุกคน
“นี่คือ ‘มังกร’ จากสำนักโอสถ” เขาพึมพำขึ้นมา
เสียงนี้ไม่ได้ดังมาก ทว่าทุกคน ณ ที่แห่งนี้ได้ยินอย่างชัดเจน
ใช่แล้ว!
ชายหนุ่มคนนี้คือมังกรจากสำนักโอสถ
แม้โจวอี้จะอยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ แต่ก็ยังขึ้นบันไดสวรรค์ที่แปดซึ่งมีเพียงคนที่อยู่ในระดับผสานเต๋าเท่านั้นที่เคยทำได้สำเร็จ อาจกล่าวได้ว่าโจวอี้เทียบได้กับผู้แข็งแกร่งในระดับผสานเต๋าด้วยวัยเพียงยี่สิบห้าเท่านั้น
อายุยี่สิบห้า!
มันไม่ได้เป็นแค่พรสวรรค์ ไม่ใช่พรสวรรค์ที่ทำให้สวรรค์ริษยา แต่ไม่ต่างจากโอรสของเทพยดา!
ณ ยอดเขาลูกที่แปด
โจวอี้หมดสติไปมากกว่าสิบชั่วโมง
กว่าจะฟื้นขึ้นมาก็เป็นเวลารุ่งเช้าท่ามกลางอากาศอันแสนสดชื่น
เขาลุกขึ้นนั่งและตรวจดูร่างกายตนเอง ก่อนจะพบว่าพลังวิญญาและพลังดวงดาวที่ใช้ไปก่อนหน้านี้เพิ่มขึ้นมาแล้ว
ทว่า!
แล้วรางวัลล่ะ?
ทุกครั้งที่ขึ้นบันไดสวรรค์มาได้ก็มักจะได้ผลประโยชน์บางอย่างมาเสมอ
คราวนี้ของรางวัลคืออะไรกัน?
โจวอี้นั่งงงอยู่นานแต่ก็ยังไม่รู้ว่าตนเองได้อะไรมา
‘พยายามโดยเปล่าประโยชน์หรอกเหรอเนี่ย’
‘ถ้ารู้อย่างนี้คงไม่โง่ทนลำบากปีนขึ้นมาถึงบันไดที่แปดหรอก!’
โจวอี้โวยวายในใจ
เมื่อลุกขึ้นได้ก็จ้องไปยังเขาลูกที่เก้า
ผ่านไปเพียงสามวินาทีก็ตัดสินใจยอมแพ้
ขึ้นเขาลูกที่แปดมาได้แต่ก็ยังไม่ได้รับผลประโยชน์เลยสักอย่าง มีแค่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะยอมขึ้นเขาลูกที่เก้าต่อ
แน่นอนว่า…ตัวเขาเองก็ไม่คิดจะไป ต่อให้มีอักขระแห่งสวรรค์คอยช่วยเหลือก็ตาม
โจวอี้หยิบโอสถเข้าปาก ระหว่างหลอมและซึมซับมัน เขาก็เดินลงมาตามทางบนเขาที่ทอดยาวออกไปหลายสิบเมตร
พระอาทิตย์โผล่พ้นจากทางตะวันออก
เมฆสีแดงลอยละล่องย้อมสีท้องฟ้ายามเช้าให้เป็นสีแดงตามไปด้วย
ณ เชิงเขาลูกแรก
ผู้คนหลายร้อยคนนั่งขัดสมาธิฝึกวิชาระหว่างรอข่าวคราวจากโจวอี้
อันที่จริงพวกเขาลุ้นกันมากทีเดียว เนื่องจากรอกันมามากกว่าสิบชั่วโมงแล้ว โจวอี้ก็ยังไม่ออกมาเสียที หลายคนจึงสงสัยว่าโจวอี้อาจขึ้นบันไดสวรรค์ที่เก้าบนเขาต่อ
ทันใดนั้น ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าหลายคนก็รับรู้ได้ถึงบางอย่าง พวกเขาลืมตาขึ้นและมองไปทางด้านซ้าย
พวกเขาลุกขึ้นมาตาม ๆ กันทันที
“เขาออกมาโดยที่ไม่ได้ขึ้นบันไดที่เก้าต่อ” ชายชราคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเสียงเข้ม
เสียงของเขาเรียกความสนใจจากทุกคน
ทุกสายตาจับจ้องไปยังโจวอี้ขณะยืนกันอย่างพร้อมหน้า
โจวอี้เดินมาไม่เร็วนัก ตอนนี้ร่างกายอ่อนกำลังและเหลือเพียงพลังดวงดาว สภาพเขาดูอิดโรยและไร้เรี่ยวแรง
ทว่าเมื่อเห็นผู้ฝึกยุทธ์หลายร้อยคนมองมาที่ตน เขาก็ยกยิ้มพลางประสานมือและยิ้มขณะส่งเสียงกล่าวมาแต่ไกล “สวัสดีครับผู้อาวุโสทุกท่าน ศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกคน แล้วก็… น้องชายทั้งหลายด้วย”