หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 831 ออกจากเขตแดนคุนหลุน
บทที่ 831 ออกจากเขตแดนคุนหลุน
เมื่อเหล่าผู้อาวุโสได้ยินคำทักทายของโจวอี้ก็พากันยิ้มรับ ส่วนคนที่แพ้พนันโจวอี้เดิมทีนึกชื่นชมในตัวเขาและเฝ้ารอด้วยรอยยิ้ม
ทว่าเมื่อได้ยินคำว่า ‘น้องชาย’ จากปากโจวอี้ พวกเขาก็พากันปวดใจขึ้นมาทันที
“เหอะ!”
“น่าสนใจดีนี่!”
ผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์และผสานเต๋าต่างยิ้มแย้ม บรรดายอดฝีมือจากหลายกองกำลังมาที่แขตแดนคุนหลุนเพื่อเข้าร่วมการขึ้นสู่บันไดสวรรค์ จนถึงตอนนี้ก็พบว่ามีข่าวใหญ่สองเรื่อง
ข่าวแรกคือพวกเขาจากหลายสำนัก ตระกูล และองค์กรหลายสิบคนแพ้พนันให้โจวอี้
ข่าวต่อมาคือโจวอี้ขึ้นไปถึงบันไดสวรรค์ที่แปดได้สำเร็จ และกลายเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดในงานนี้
ไม่นานหลังจากนั้น โจวอี้ก็ถูกทุกคนรุมล้อม
หลังจากพูดคุยทำความรู้จักกันอยู่เกือบสองชั่วโมง จ้านหลิงอวิ๋นก็ช่วยโจวอี้สลัดเหล่าผู้อาวุโสและผู้แข็งแกร่งในโลกผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในอาการตื่นเต้นได้สำเร็จ ก่อนจะออกจากเขตแดนคุนหลุนมาพร้อมกับหลันเสวียนและจูเก่อฉิว
ณ เมืองเทียนเหอ
กว่าโจวอี้และพรรคพวกจะกลับมาถึง เวลาก็ล่วงเลยมาถึงเกือบเที่ยง
เดิมทีเขาอยากจะเปิดห้องเพื่อนอนพักในโรงแรมที่นี่ แต่กลับถูกจ้านหลิงอวิ๋นห้ามไว้ “ตอนที่เรากลับจากเขตแดนคุนหลุน คนจากกองกำลังต่าง ๆ ก็ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน พอพวกเขามาถึง นายก็จะต้องไปคุยไร้สาระกับพวกเขาอีก”
คุยไร้สาระอย่างนั้นหรือ?
โจวอี้หัวเราะแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
“จูเก่อฉิว นายจะไปไหนต่อ?” โจวอี้หันมาถาม
“ผมชินกับการรอนแรมไปทั่วโลกแล้ว จะไปที่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก!” จูเก่อฉิวเอ่ยขำ ๆ
“งั้นตามฉันกลับเมืองจินหลิงด้วยกันไหม?” โจวอี้ถามด้วยรอยยิ้ม
“ได้สิ! รบกวนเรื่องอาหารการกินด้วยได้หรือเปล่า?” จูเก่อฉิวถามพลางกะพริบตาปริบ ๆ
“ได้เลย!”
“โอ้ ถ้างั้นก็ไปกัน”
โจวอี้มองหลันเสวียนด้วยสีหน้าลังเล
“ฉันจะกลับเขาเมิ่งหลาน” เธอบอกเสียงเรียบ
“เราจะไปส่งเธอกลับก่อนแล้วค่อยไปจินหลิง” โจวอี้กล่าว
“ไม่ต้องหรอก ฉัน…”
“ต้องไปส่งสิ”
“ก็ได้!”
หลันเสวียนไม่ค่อยได้เห็นเขามีท่าทีหนักแน่นต่อหน้าเธอเช่นนี้จึงยอมทำตาม ลึก ๆ ในใจยังรู้สึกดี ถึงแม้เขาจะเก่งกาจล้ำหน้าไปแล้ว แต่ก็ยังปฏิบัติกับเธอไม่ต่างจากเดิม มันทำให้เธอมีความสุขและปลาบปลื้ม
เที่ยงคืน
โจวอี้กับพรรคพวกมาถึงหมู่บ้านโจวเมี่ยวบนเขาชางหลาง
เขาให้จ้านหลิงอวิ๋นและจูเก่อฉิวพักในบ้านที่เขากับอาจารย์ฉู่เทียนฮุ่ยเคยอยู่ ก่อนจะขับรถมุ่งหน้าไปยังเขาเมิ่งหลานพร้อมหลันเสวียน
รถขับข้ามลำธารบนเขา
หลันเสวียนไม่ได้กลับหมู่บ้านเฟิงหวงทันที แต่ลากโจวอี้มาที่รังรักของพวกเขาในถ้ำใต้หน้าผา
ชายหญิงรักมั่นต่อกันย่อมมีความต้องการเป็นธรรมดา
เที่ยงวันต่อมา
โจวอี้ออกมาจากถ้ำพร้อมสองขาที่ยังสั่นเทา ทำให้เขานึกบางอย่างขึ้นมาได้
ณ หมู่บ้านโจวเมี่ยว
บรรยากาศและผู้คนที่นี่ยังคงคุ้นเคย
หลังจากกลับมาถึงบ้านเดิมของตน โจวอี้ก็พบจ้านหลิงอวิ๋นยืนอยู่หน้าประตูห้องครัวพร้อมดาบยาวในมือ กลิ่นของเนื้อย่างหอมฟุ้งมาจากด้านใน
“โอ้ ทำได้ดีมาก เจ้าอ้วนน้อย!” ชายหนุ่มเดินเข้าไปในครัวขณะกล่าวชมพลางมองเนื้อแกะย่างที่เหลืองทองบนกองไฟ
“ฮ่า ๆ ผมชินกับการเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ อยู่ในป่าลึกบนเขาหลายวันก็หาอาหารกินได้ไม่ต่างจากอยู่ข้างนอก เคล็ดลับย่างเนื้อนี่ก็ได้มาจากการทดลองนับครั้งไม่ถ้วน” จูเก่อฉิวหัวเราะ
ฟิ้ว!
ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นหน้าประตูห้องครัว
“เคล็ดลับย่างเนื้อสุดยอดมาก ว่าแต่การที่ข้าเสียแกะไปตัวหนึ่งควรทำยังไงดีล่ะ” เสียงเศร้าสร้อยดังเข้ามาในห้องครัวลอยมาถึงหูจูเก่อฉิว
ทันใดนั้น เจ้าตัวก็เบิกตากว้าง
เขารับรู้ได้ถึงปราณอันน่าเกรงขามจากอีกฝ่าย มันน่ากลัวจนฉี่แทบราด
ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าหรือ?
จะมีผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
อีกฝ่ายแต่งกายในชุดซอมซ่อและดูเหมือนคนเลี้ยงแกะ คนคนนี้จะเป็นผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าไปได้อย่างไรกัน
“มาขโมยแกะไปแบบนี้จะไม่รับผิดชอบหน่อยเหรอ?” ชายแก่ที่ยืนยันไม้เท้ามองโจวอี้พลางยิ้มเย้ย “ออกไปเริงร่ากับแสงสีข้างนอกพอแล้วเหรอ? ถ้าพอแล้วก็รีบกลับมาทำงานในโลกตงเทียนได้แล้ว ที่นี่สถานการณ์ไม่ได้สงบนักหรอกนะ”
“ท่านปู่หยางกวน ตอนนี้ผมยังอ่อนแอ รออีกหน่อยแล้วกันนะครับ เอาไว้ผมแข็งแกร่งกว่านี้แล้วจะไม่ไว้หน้าใครในโลกตงเทียนเลยดีไหมครับ” โจวอี้หัวเราะก่อนจะพูดต่อ “อีกอย่างท่านปู่คงไม่อยากเห็นคนหนุ่มกว่าตายก่อนตัวเองใช่ไหมครับ?”
“เจ้าเด็กแสบ” ชายชราหัวเราะพลางต่อว่า ก่อนจะเหลือบมองจูเก่อฉิวอีกครั้ง
“พี่ใหญ่ ช่วยผมด้วย ผมไม่รู้จักคนเลี้ยงแกะเฒ่าระดับผสานเต๋าคนนี้! แล้วผมก็ไม่ได้ขโมยแกะมานะ ไม่สิ ขโมยมาแต่ก็ให้เงินไปสองพันหยวนที่คอกแล้วตอนที่ถูกจับได้น่ะ” จูเก่อฉิวบอกด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
“เจ้าอ้วนน้อย ฉันช่วยเรื่องนี้ไม่ได้หรอกนะ แกะของคนอื่นราคาแค่พันหรือแปดร้อยหยวน แต่แกะที่เขาเลี้ยงน่ะแปดพันยังซื้อไม่ได้เลย ถ้าให้เงินไปไม่พอก็ถือว่าขโมยมา!” โจวอี้หัวเราะ
“หือ? แต่แกะของเขาก็ไม่ได้มีสามหัวหกขานะ” อีกฝ่ายถามด้วยความงุนงง
“แกะที่บ้านเขากินโอสถวิเศษเป็นอาหารน่ะ”
“แล้ว… ที่บ้านไม่มีแกะเหลือแล้วเหรอครับ ผมไม่รู้จะชดใช้ยังไง” จูเก่อฉิวบอก
“วอนหาเรื่องหรือไง?”
“พี่ใหญ่ ช่วยผมด้วย”
โจวอี้มองเรื่องตลกตรงหน้าอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะโบกมือพลางหัวเราะ “เจ้าอ้วนน้อย แกะที่บ้านตาแก่น่ะแพงมาก นายออกไปซื้อข้าวของจำเป็นในชีวิตประจำวันกลับมาให้เขาสิ แค่นี้ก็จบแล้ว”
“ได้เลย เอาไว้ผมกินเสร็จแล้วจะไปซื้อมาให้ครับ” จูเก่อฉิวรีบพยักหน้ารับก่อนเลียปากและถามว่า “ผู้อาวุโสอยากจะลองทานด้วยกันไหมครับ ให้ฟรี ๆ เลย”
“ข้าไม่กินแกะ” ชายชราบอก แต่ในมือถือมีดหั่นขาแกะมาสองชิ้นและคว้าหยิบมาก่อนจะเดินจากไป
จูเก่อฉิวนั่งงง
แบบนี้เรียกว่าไม่กินเหรอ?
ถ้าไม่กินแล้วหั่นขาแกะไปทำไมกันล่ะ?
หลายวันผ่านไป
โจวอี้ยังไม่ได้รีบร้อนเดินทางกลับ เขาอยู่ที่หมู่บ้านโจวเมี่ยวกับชาวบ้านอยู่หลายวัน และถือโอกาสนี้ฟื้นฟูพลังวิญญาณและพลังดวงดาวที่สูญเสียไป
มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาแปลกใจ นั่นคือเรื่องที่เขาไม่ได้รางวัลสักอย่างหลังจากขึ้นบันไดสวรรค์ที่แปดบนเขามาได้
ทว่าหลังจากฝึกวิชาอยู่หลายวัน เขาก็รู้ว่าตนเองคิดผิด
พลังดวงดาวในร่างกายไม่เพียงแต่กลับมาสมบูรณ์เท่านั้น แต่ยังเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า ส่วนพลังปราณก็เพิ่มขึ้นมาถึงห้าเท่าเช่นเดียวกัน
ณ บริเวณลานบ้าน
โจวอี้เล่าเรื่องนี้ให้จ้านหลิงอวิ๋นฟังและได้คำตอบเป็นที่น่าพอใจ
“ขึ้นบันไดสวรรค์ที่แปดบนเขาสำเร็จก็อาจไม่ได้รางวัลอะไรตรง ๆ หรอก แต่การผ่านภาพลวงตามาได้ไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างกายอึดขึ้นเท่านั้น แต่ยังพัฒนาศักยภาพของนายด้วย ตอนนั้นนายยังไม่รู้สึก แต่อีกหน่อยก็จะรับรู้ได้เอง”
“ตอนนี้ผ่านมาแค่ไม่กี่วัน คงไม่เห็นผลชัดเท่าไหร่ รอดูไปก่อน!”
“รออีกสิบวันครึ่ง เดี๋ยวก็จะรู้ว่าตัวเองได้ประโยชน์จากการขึ้นบันไดสวรรค์ที่แปดบนเขาสำเร็จมามากแค่ไหน”