หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 836 ความตกตะลึงของโจวหงเย่
บทที่ 836 ความตกตะลึงของโจวหงเย่
โจวอี้กำลังรับบท ‘พ่อสื่อ’ ทั้งที่ไม่ได้ค่าตอบแทนแต่อย่างใด
ทว่าการได้เห็นสีหน้าผิดปกติของจ้านหลิงอวิ๋นและใบหน้าแดงเรื่อของจีหงเสา เขาก็รู้สึกว่าทั้งสองคนคล้อยตามอยู่บ้าง
เขาอยากยุให้เกิดเรื่องมงคลขึ้น แต่ตอนนี้ทำได้เพียงเพาะเมล็ดพันธุ์ในใจพวกเขา ต่อไปหากคอยรดน้ำอยู่เรื่อย ๆ เชื่อว่าไม่นานคงงอกเงยและพร้อมเก็บเกี่ยว
ตกดึก
โจวอี้ออกจากบ้าน และจ้านหลิงอวิ๋นยังคงคอยติดตามไป
ณ อาคารเถิงเหมา
โจวหงเย่ยืนกอดอกอยู่ที่หน้าต่างห้องบนชั้น 52 สายตาทอดมองไปยังทิวทัศน์ยามค่ำคืน แสงไฟจากเมืองนี้ดูมีชีวิตชีวายิ่งกว่าเดิม
เธออารมณ์ดี เรียกได้ว่าดีมากด้วยซ้ำ
ช่วงนี้เกิดเรื่องน่ายินดีสองอย่าง
อย่างแรกคือ หากฝึกยุทธ์อีกเพียงเล็กน้อย เธอก็จะได้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าแล้ว
อย่างที่สองคือ เธอเพิ่งได้ข่าวว่าโจวอี้ผู้เป็นหลานชายผ่านบททดสอบการขึ้นบันไดสวรรค์ที่แปดบนเขาในคุนหลุน และเป็นที่ชื่นชมในฐานะอัจฉริยะหัวกะทิในโลกผู้ฝึกยุทธ์
สำหรับเธอแล้ว ข่าวที่สองนั้นน่ายินดีกว่าการสำเร็จยุทธ์ของเธอ เพราะยิ่งหลานชายแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ตระกูลโจวก็จะยิ่งแข็งแกร่งตาม
ความหวังในการ ‘แก้แค้น’ ชัดเจนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว
“ยังไม่พักผ่อนอีกเหรอ?” หวังจ้านฉีถามเบา ๆ ขณะเดินเข้ามาหาเธอ
“ฉันนอนไม่หลับนิดหน่อย” เธอบอก
“คุยด้วยได้ไหม?” เขาถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจนัก
“มีอะไรงั้นเหรอ?”
“ผม… ผมอยากฝึกยุทธ์” หวังจ้านฉีรวบรวมความกล้าบอกออกไป
“คุณน่ะเหรอ?”
โจวหงเย่หันไปมองสามีตัวเอง
จริงอยู่ที่เธอยอมรับหวังจ้านฉีแล้ว ระหว่างพวกเขาเกิดความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาจริง ๆ ทว่าเธอนึกไม่ถึงว่าเขาจะอยากเป็นผู้ฝึกยุทธ์
“ทำไมล่ะ?”
“ผมอยากช่วยคุณ” เขาบอกด้วยท่าทีจริงจัง
“คุณช่วยฉันไม่ได้หรอก ต่อให้ฉันฝึกวิชาให้ คุณก็คงก้าวหน้าได้ไม่มากเพราะอายุมากแล้ว” เธอบอกก่อนจะเห็นสีหน้าผิดหวังของสามี จากนั้นจึงถอนหายใจ “แต่ว่าฉันยังสอนให้ได้นะ ต่อให้ต่อไปคุณก้าวหน้าไม่มาก อย่างน้อยก็ทำให้ร่างกายแข็งแรงและสุขภาพดีขึ้นได้”
“อืม!” หวังจ้านฉีพยักหน้าแต่สีหน้ายังไร้แววยินดี
เขาอยากฝึกยุทธ์และแข็งแกร่งมากกว่านี้ จุดประสงค์หลักคือเพื่อช่วยเหลือโจวหงเย่ ทว่าตอนนี้เธอกลับบอกเขาว่าไม่สามารถทำได้ ไม่มีปัญญาแม้แต่จะช่วยเหลือเธอด้วยซ้ำ ทำให้เขานึกเสียใจไม่น้อย
ครืด ๆ…
เสียงสั่นของโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงเขาดังขึ้น เขาหยิบโทรศัพท์ออกมามองหน้าจอ ก่อนจะเดินแยกไปรับสาย “ว่าไง?”
กล้องวงจรปิดที่อาคารมีปัญหาครับ น่าจะมีใครบางคนพยายามบุกรุกเข้ามาครับ” เสียงหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยรายงานมาให้ได้ยิน
“ให้คนออกตามหาเดี๋ยวนี้ ห้ามให้ใครหน้าไหนบุกรุกเข้าไปเด็ดขาด…” เขายังไม่ทันได้พูดจบก็เห็นโจงหงเย่โบกมือให้
หมายความว่าอะไรกัน?
ไม่ต้องทำอย่างนั้นหรอกหรือ?
เขาลังเลครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ช่างเถอะ ไม่ต้องไปตามหาตัวแล้ว รีบตรวจดูกล้องวงจรปิดแต่ละตัว อย่าให้พลาด”
เขาวางสายและตั้งท่าจะถามเหตุผลกับภรรยา ทันใดนั้นก็เห็นใครบางคนก้าวมาจากด้านหลัง
เมื่อหันไปเห็นชายสองคนที่อยู่ห่างออกไปก็ถึงกับตกใจ ทว่าเมื่อเห็นหน้าตาชัดเจนก็ใจเย็นลงทันที
“โจวอี้ ทำไมถึงได้มาที่นี่ได้ล่ะ?” หวังจ้านฉีถาม
“อาเขย ผมมีธุระก็เลยมาหาอาหญิงครับ” โจวอี้ยิ้ม
“อืม งั้นก็คุยกันไปนะ เดี๋ยวฉันชงชามาให้” เขายิ้ม
“ไม่ต้องลำบากหรอก” โจงหงเย่รู้ว่าโจวอี้มีธุระสำคัญจึงมาหาในเวลาดึกดื่นเช่นนี้ “คุณไปพักผ่อนก่อนเถอะ! ฉันจะอยู่คุยกับโจวอี้ก่อน”
“อืม!” เขาผายมือให้โจวอี้ก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง
“นั่งลงสิ!” เธอยิ้มบาง ๆ และนั่งลงโดยหันหน้าหาโจวอี้ “ฉันได้ยินเรื่องทุกอย่างที่คุนหลุนแล้ว น่าประทับใจมากเลยนะ ตอนนี้ก็คงแข็งแกร่งพอ ๆ กับฉันแล้วใช่ไหม?”
“ไม่หรอกครับ อาก็ยังแข็งแกร่งที่สุดในใจผมอยู่ดี” โจวอี้หัวเราะ
“ฮ่า ๆ อย่ามาปากหวาน ตอนนี้นายเป็นผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าแล้วนี่ แม้แต่หลี่ชิงเฉิงก็ยังแพ้นายเลย” เธอหัวเราะพลางเอ่ยแซว
ก่อนหน้านี้เธอตื่นเต้นที่ได้รู้ว่าหลานชายยังมีชีวิตอยู่ แต่เมื่อรู้ว่าเขามีแค่ลูกสาวก็ผิดหวังอยู่บ้าง
ทว่าตอนนี้ไม่รู้สึกอย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว เพราะอย่างไรเสียอู๋ซินเยว่ก็ตั้งท้องลูกชาย ตอนนี้สายเลือดตระกูลโจวมีทายาทสืบทอดแล้ว
“อะแฮ่ม อาครับ เข้าเรื่องเลยแล้วกันครับ” โจวอี้ยิ้มและหยิบขวดโอสถยื่นให้เธอด้วยรอยยิ้ม “นี่เป็นของขวัญที่อาต้องถูกใจแน่ ๆ ครับ”
“อะไรเหรอ?” เธอถามด้วยความสงสัย
“โอสถสารีริกธาตุครับ” เขายิ้ม
“ว่าไงนะ!”
โจวหงเย่ลุกพรวดขึ้นขณะมองขวดโอสถในมือ ก่อนจะหันมองโจวอี้ด้วยแววตาเหลือเชื่อ
โอสถสารีริกธาตุ!
มันเป็นโอสถวิเศษในตำนาน
เธอไม่เชื่อว่าหลานชายจะโกหก ว่าแต่โจวอี้ไปได้โอสถสารีริกธาตุมาจากไหนกัน?
“อาครับ ไม่ต้องตกใจไป ถึงแม้โอสถสารีริกธาตุจะล้ำค่าแต่ผมก็มีเยอะครับ!” โจวอี้ยิ้ม
“มีเยอะเหรอ?” เธอมีท่าทีงุนงง
“ใช่แล้ว ผมเพิ่งใช้แก่นวิญญาณแสนแก่นซื้อมันมาจากผู้อาวุโสคนหนึ่งของตระกูลจีแห่งดินแดนเสินหนง คุ้มค่ามากครับ” โจวอี้ยิ้ม
คุ้มค่าหรือ?
แก่นวิญญาณแสนแก่นเชียวนะ!
แม้เธอจะร่ำรวย แต่ก็ยังซื้อสมบัติล้ำค่าอย่างน้ำลายมังกรมาในราคาหมื่นแก่นวิญญาณไม่ลงด้วยซ้ำ!
ไม่มีทาง!
อย่าว่าแต่หมื่นแก่นวิญญาณเลย ต่อให้แค่หลักพันก็ยังต้องกลั้นใจซื้อมา ทว่าหลานชายกลับซื้อโอสถสารีริกธาตุมาด้วยราคาแสนแก่นวิญญาณน่ะหรือ
“เสี่ยวอี้ ไปเอาแก่นวิญญาณมาจากไหนเยอะแยะ?” เธอถาม
“พอดีไปถล่มค่ายลับของนิกายอสูรดำแล้วได้แก่นวิญญาณมาเยอะครับ นอกจากนี้ยังได้มาจากที่อื่นด้วย ตอนนี้มีใช้เหลือเฟือเลยล่ะ” จากนั้นโจวอี้ก็ดูเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ “อาครับ มีแก่นวิญญาณใช้พอไหมครับ?”
“อาไม่ได้ขัดสนนักหรอก” เธอบอกพลางยิ้มเจื่อน
ไม่ได้ขัดสนนักหรอก?
แปลว่ายังขัดสนสินะ!
โจวอี้จึงนำกล่องไม้จากเรือเงาออกมาห้ากล่อง เขายิ้มและพูดว่า “แต่ละกล่องมีแก่นวิญญาณสี่พันแก่นครับ รวมแล้วสองหมื่นแก่น เอาไปใช้ก่อนนะครับ ต่อไปถ้าหมดแล้วก็บอกผมได้เลย”
“สมบัติมิติเหรอ?”
เธอพลันเบิกตากว้างและใจเต้นระรัวขึ้นมา
โจวอี้ให้แก่นวิญญาณสองหมื่นแก่นกับเธอง่าย ๆ ก็น่าตกใจมากแล้ว แต่การที่เขามีสมบัติมิติในครอบครองยิ่งทำให้เธอรู้สึกตะลึงงัน
“อาครับ พอดีผมได้มาโดยบังเอิญน่ะ” เขาหัวเราะอย่างไม่ยี่หระ
บังเอิญหรือ?
เป็นความบังเอิญที่ดวงดีมากถึงได้สมบัติมิติมาแบบนี้!
โจวหงเย่ถึงกับพูดไม่ออก
“อาครับ ถ้ากินโอสถสารีริกธาตุไปเม็ดหนึ่งจะถึงระดับผสานเต๋าได้ในเวลาอันสั้นไหมครับ?” โจวอี้ถามด้วยความสงสัย
“ฉันเองก็ไม่แน่ใจ แต่มันน่าจะเป็นไปได้ยากนะ”
“งั้นถ้าสองเม็ดล่ะครับ?”
“เสี่ยวอี้ มันไม่ได้สำคัญที่ปริมาณหรอกนะ เมื่อไม่นานมานี้ฉันเพิ่งเลื่อนระดับ ตอนนี้พลังก็เลยยังไม่เสถียร ต่อให้ได้โอสถสารีริกธาตุมาช่วงนี้ก็ยังกินไม่ได้หรอก” เธออธิบาย