หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 841 เหมียวเหมี่ยวอยากลาออกจากโรงเรียน
บทที่ 841 เหมียวเหมี่ยวอยากลาออกจากโรงเรียน
เฉิงฮ่าวไม่สามารถโน้มน้าวโจวอี้ได้ จึงทำได้แค่คอยช่วยเหลือให้เต็มที่
หนึ่งอาทิตย์ต่อมา เขากับโจวอี้ซื้อที่ดินแถวนั้นไปมากกว่าหกพันหมู่โดยอาศัยเส้นสายมากมาย
ก่อนหน้านี้โจวอี้ซื้อที่ดินพันหมู่มาจากหยางเซี่ยวหาง โดยใช้เงินไปทั้งหมดสี่ร้อยล้านหยวน
คราวนี้ราคายิ่งพุ่งสูงไปถึงห้าร้อยล้านหยวนต่อพันหมู่ เขาจึงใช้เงินไปทั้งหมดสามพันล้านหยวนในการซื้อที่ดินครั้งนี้
เมื่อทำเอกสารเสร็จสิ้น เงินทุนของเขาก็ร่อยหรอลงไปมาก
ทว่าเขาคิดว่ามันคุ้มค่า
ที่ดินหกพันหมู่นี้อยู่ติดกับที่ดินพันหมู่ที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ หากต่อไปวางแผนให้ดี เขารู้สึกว่าตนเองสามารถเปลี่ยนที่นี่เป็นอาณาเขตของตนเองได้
แต่เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้คือการสร้างวิลล่าให้แล้วเสร็จเสียก่อน
“ห้าร้อยหมู่เหรอ? นายอยากสร้างวิลล่าบนเขาบนพื้นที่ห้าร้อยหมูเลยเหรอ นอกจากคฤหาสน์สี่ชั้นที่ใหญ่อย่างกับวัง ยังจะสร้างวิลล่าสามชั้นสิบหลังอีก ที่ตั้งของบ้านบนพิมพ์เขียว… ทำไมถึงเหมือนจิ่วกงปากว้าเจิ้น[1]เลยล่ะ” หวงไห่เทางุนงงเมื่อเห็นพิมพ์เขียวที่โจวอี้วาดขึ้น
“ผิดแล้ว” โจวอี้ชี้คฤหาสน์บนพิมพ์เขียว “อาคารหลักหลังนี้มีสี่ชั้นบนดิน อีกสองชั้นอยู่ใต้ดิน วิลล่าสิบหลังนี้ก็มีสามชั้นบนดิน อีกสองชั้นอยู่ใต้ดินเหมือนกัน”
“โจวอี้ นายจะพาครอบครัวมาอยู่เหรอ?” หวงไห่เทาถามพลางยิ้มเจื่อน
“ครอบครัวผมมีญาติมิตรเยอะน่ะ” โจวอี้ยิ้ม
“เอาเถอะ ในเมื่ออยากสร้างแบบนี้ก็ตามใจ เงินที่เสียไปก็ของนายทั้งนั้น” หวงไห่เทาตัดบท
“โครงการที่นี่คงต้องฝากฝังให้คุณดูแล ไม่ว่าจะใช้บริษัทรับเหมาก่อสร้างของตระกูลหวงหรือว่าบุคคลภายนอก ก็ต้องสร้างและตกแต่งให้เสร็จภายในสี่เดือนให้ได้” โจวอี้เอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง
“บ้าไปแล้วเหรอ? จะสร้างเสร็จภายในสี่เดือนได้ยังไงกัน” อีกฝ่ายท้วงอย่างไม่พอใจนัก
“ผมไม่ได้บ้า ต่อให้ทำงานล่วงเวลาก็ต้องทำให้เสร็จภายในสี่เดือน ถ้าใช้ช่างทีมเดียวไม่พอก็หามาเสริม ต้องเร่งมือให้ทัน ไม่ต้องกลัวว่าจะใช้เงินไปเท่าไหร่ แต่งานทุกอย่างต้องเรียบร้อยเป็นอย่างดี” โจวอี้เอ่ยเสียงเข้ม
“เข้าใจแล้ว ว่าแต่มีงบเท่าไหร่เหรอ?” เฉิงฮ่าวถามขึ้นพลางยิ้มลำบากใจ
“สองพันล้านหยวนพอไหม?” โจวอี้ถาม
“พอครับพอ” อีกฝ่ายรีบพยักหน้าให้
“จะเอามากกว่านี้ก็ได้นะ! เดี๋ยวเสร็จงานแล้วผมจะยกโอสถให้ด้วย” โจวอี้ยิ้ม
“ฉันไม่โลภหรอกน่า” หวงไห่เทาเอ่ยอย่างกระตือรือร้น “แค่โอสถระดับธรรมดาร้อยเม็ด ถ้าเป็นโอสถระดับทองคำ… อะแฮ่ม ก็สักแปดสักสิบเม็ดก็พอ”
“ไม่มีปัญหา” โจวอี้รับปากทันที
หวงไห่เทามองโจวอี้ด้วยสายตาฉายแววลิงโลด เขาเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ทำไมถึงไม่จ่ายด้วยโอสถแทนเงินไปเลยล่ะ?”
“จ่ายด้วยโอสถเหรอ?”
“ใช่”
“ได้ ในเมื่อคุณเสนอมาแบบนั้น ถ้าสร้างเสร็จภายในสี่เดือนด้วยคุณภาพที่ดีเยี่ยม ผมจะยกโอสถระดับธรรมดาให้ร้อยเม็ด โอสถระดับทองคำให้ยี่สิบเม็ด และโอสถระดับปฐพีให้อีกสิบเม็ด”
โอสถระดับปฐพีหรือ?
หวงไห่เทาตาเป็นประกายทันที เจ้าตัวถูมืออย่างตื่นเต้นขณะเอ่ยรับรองว่าจะสร้างบ้านที่มีคุณภาพภายในเวลาที่กำหนดให้เสร็จสิ้น
เขารู้ดีแก่ใจว่าของที่โจวอี้จะมอบให้นั้นมีมูลค่ามากกว่านั้น
มันมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ
หากนำโอสถพวกนี้ไปขายในราคาตลาดมืด อย่าว่าแต่วิลล่าในเขตคฤหาสน์เลย สร้างคฤหาสน์อีกสามสี่หลังยังไม่ใช่ปัญหา
เที่ยงวันรุ่งขึ้น
ระหว่างที่โจวอี้เล่นหมากรุกกับถังหว่านอยู่ที่บ้าน เขาก็เห็นโจวเหมียวเหมี่ยวผู้เป็นลูกสาวกลับมาพร้อมกับอิงหง
“เกิดอะไรขึ้น ลูกไม่ได้ไปโรงเรียนใหม่เหรอ ทำไมถึงกลับมาตอนเที่ยงได้ล่ะ?” โจวอี้มองหน้าลูกสาวและถามด้วยความงุนงง
“หนูไม่ชอบโรงเรียนนั้นค่ะ ไม่อยากเรียนที่นั่น” โจวเหมียวเหมี่ยวบอกพลางทำหน้างอ
“เกิดอะไรขึ้น?” โจวอี้ถามขณะมองไปทางอิงหง
“เหมียวเหมี่ยวโทรให้ฉันแอบไปรับที่โรงเรียนค่ะ” อิงหงบอกพลางยิ้มเจื่อน สายตาเหลือบมองเด็กน้อยก่อนจะลดเสียงลง “เธอถูกเด็กคนอื่นรังแกก็เลยสู้กลับ คุณครูเข้ามาดุเธอ เธอก็เลยบอกคุณครูไปว่าจะลาออกค่ะ”
โจวอี้งุนงง
ลาออกเหรอ?
ลูกสาวเขาอายุเท่าไหร่กันเชียว ยังไม่ควรถึงวัยต่อต้านไม่ใช่เหรอ?
“เหมียวเหมี่ยว ไหนบอกพ่อมาซิว่าเกิดอะไรขึ้น?” โจวอี้ถามด้วยท่าทีจริงจัง
“มีเด็กอ้วนน่ารำคาญในชั้นเรียนที่เอาแต่บอกว่าบ้านเขารวยและอยากเป็นเพื่อนกับหนูค่ะ เขาทำตัวไร้สาระ แล้วหนูก็ไม่อยากเป็นเพื่อนกับเขา เขาก็เลยบอกเพื่อนคนอื่นว่าถ้าใครแกล้งหนูจนร้องไห้ได้ จะให้หุ่นยนต์ทรานส์ฟอร์เมอร์สค่ะ หลังจากนั้นก็มีหลายคนมารังแกหนู”
“แล้วลูกก็เลยสู้กลับเหรอ?” โจวอี้ถามทั้งที่ยังไม่หายงุนงงดีนัก
“ใช่ค่ะ! พ่อคะ พ่อบอกหนูว่าไม่ให้หาเรื่องใครก่อน แต่ถ้าคนอื่นมารังแกหนูก็ห้ามยอมเด็ดขาด หนูทำตามที่พ่อบอกแล้วก็เล่นงานพวกเขาจนร้องไม่ออกเลยค่ะ” เธอบอกขณะขมวดคิ้วมุ่น
โจวอี้เข้าใจสถานการณ์แล้ว ลูกสาวสุดที่รักของเขาถูกคนอื่นรังแกเพื่อให้ร้องไห้ เธอจึงสู้กลับจนอีกฝ่ายร้องไม่ออก
ไม่แปลกใจ!
มิน่าล่ะ คุณครูคนนั้นถึงได้ดุลูกสาวเขา
“เหมียวเหมี่ยว หนูยังเด็กและยังต้องไปโรงเรียนนะ ถึงคุณครูจะดุลูกก็ตาม…”
“พ่อขา คุณครูไม่ได้เรื่องเลยนี่คะ หนูได้ยินคุณครูประจำชั้นห้องข้าง ๆ แอบคุยกับครูคนอื่นมา” โจวเหมียวเหมี่ยวเบ้ปากพลางอ้อนวอน “ให้หนูไปอยู่ไซบีเรียกับพี่เสี่ยวรุ่ยไม่ได้เหรอคะ? หนูเองก็เรียนและฝึกวิชาที่นั่นได้นี่คะ”
“ไม่ได้ ที่นั่นอันตรายมาก ลูกยังเด็ก เอาไว้คุยเรื่องนี้กันทีหลัง” โจวอี้ปฏิเสธทันที
“แต่ว่าหนูไม่อยากไปโรงเรียนนี่คะ! เด็กที่นั่นนิสัยไม่ดีเลย” เธอท้วงด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
“คือว่า…” โจวอี้มีท่าทีลำบากใจ ในขณะที่ถังหว่านซึ่งเงียบมาตลอดก็ขมวดคิ้วเช่นกัน
ถังหว่านรับรู้บางอย่างได้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ลูกสาวของเธอโตเกินวัยไปมาก ก่อนหน้านี้แม้จะได้ยินลูกสาวบอกว่าเด็กรุ่นเดียวกันทำตัวไร้สาระ แต่ก็ไม่ได้เก็บมาคิดมาก ทว่าตอนนี้กลับนึกใคร่ครวญเรื่องนี้อย่างหนัก
เราจะทำอย่างไรดี?
ถังหว่านมองหน้าโจวอี้และเห็นว่าเขาเองก็จนปัญญาเช่นกัน
“เหมียวเหมี่ยว ลูกเป็นเด็กที่ยังต้องไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน สั่งสมความรู้เอาไว้เถอะ แล้วก็ทำความรู้จักกับเพื่อน ๆ ด้วย ดูอย่างพ่อแม่สิ พวกเราเองก็มีเพื่อนเยอะแยะเลยไม่ใช่เหรอ” ถังหว่านบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แต่ว่าเพื่อนของพ่อแม่ไม่ทำตัวงี่เง่าแบบนี้นี่คะ แต่ว่าเพื่อนร่วมชั้นของหนูเป็นอย่างนั้น” โจวเหมียวเหมี่ยวเถียง
ถังหว่านพูดไม่ออก
ลูกสาวอายุเพียงห้าขวบ จะให้เธอข้ามชั้นเรียนไปได้หรือ?
หากเธอข้ามชั้นไปเรียนชั้นประถมสามหรือสี่ คงได้เป็นคนประหลาดในสายตาเพื่อน ๆ!
ถังหว่านมองหน้าสามีอย่างขอความช่วยเหลือ
“อันที่จริงเรื่องนี้ไม่มีทางเลือกอื่นหรอกนะ” โจวอี้ครุ่นคิดอย่างรอบคอบ
“แล้วจะทำยังไงกันดีคะ?” เธอรีบถาม
“ให้เธอไปที่บริษัทรักษาความปลอดภัยหลงหยวนก็แล้วกัน”
“บริษัทรักษาความปลอดภัยเหรอคะ ให้ไปทำอะไรที่นั่นคะ?” เธอนิ่วหน้าเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“เสี่ยวหว่าน ผมไม่เคยบอกเหรอว่าผมรวบรวมนักเรียนจากโรงเรียนฝึกยุทธ์โกวต้าเอาไว้ด้วย พวกเขาก็อยู่กันที่นั่นชั่วคราว ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่ได้สอนแค่การฝึกยุทธ์ แต่สอนเรื่องวิชาการกับวิชาอื่น ๆ ด้วย น่าจะเหมาะให้ลูกไปอยู่และเรียนที่นั่น”
“เรื่องนี้มันก็…”
[1] จิ่วกงปากว้าเจิ้น คือบันทึกที่ว่าด้วยการฝึกทหารกองทัพกู้ชาติหมิง พยายามทำตนไม่ให้เป็นจุดเด่นเพื่อทำการใหญ่ในภายภาคหน้า