หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 846 เดินตามหนทางของตัวเองไปทีละก้าว
บทที่ 846 เดินตามหนทางของตัวเองไปทีละก้าว
ภายในห้องกว้างขวาง กู่เซี่ยวเซี่ยวและกู่เถียนเถียนนั่งขนาบสองข้างตัวถังหว่าน ท่าทีอ่อนโยนของเธอทำให้บรรยากาศตึงเครียดระหว่างสองพี่น้องจางลงไปมาก
ทว่า!
เมื่อพวกเธอเห็นโจวเหมียวเหมี่ยวเดินเข้ามาพร้อมโจวอี้ก็ถึงกับเกร็งขึ้นมาทันที ท่าทีดูหวาดหวั่น
“แม่คะ พวกเขาเป็นใครเหรอ?” โจวเหมียวเหมี่ยวเดินมาในห้องและถามด้วยความสงสัยขณะมองกู่เซี่ยวเซี่ยวและกู่เถียนเถียน
“เหมียวเหมี่ยว หนูสนิทกับพี่เสี่ยวรุ่ยไหม?” ถังหว่านถามพลางส่งยิ้ม
“แน่นอนค่ะ! เราสนิทกันมากเลย” เด็กหญิงพยักหน้า
“งั้นวันนี้พ่อแม่จะหาพี่สาวที่สนิทมาให้อีกดีไหม?” ถังหว่านถามต่อ
“พวกเธอเหรอคะ?” โจวเหมียวเหมี่ยวถาม
“ใช่แล้วลูก พวกพี่ ๆ เขานี่ไงคะ”
“เหมียวเหมี่ยว เดี๋ยวพ่อแนะนำให้รู้จักพวกเธอนะ นี่พี่กู่เซี่ยวเซี่ยว ส่วนนี่พี่กู่เถียนเถียน พี่เขาเป็นแฝดกันแต่ไม่มีญาติที่ไหน ต่อไปนี้ลูกจะให้พวกพี่ ๆ มาเป็นครอบครัวเดียวกับเราได้หรือเปล่า?” โจวอี้ถาม
“อื้ม!”
เด็กหญิงรับคำทันที
แม้ว่าเธอจะเป็นเด็กที่แปลกไปบ้างแต่ก็ใจดีมาก
เมื่อก่อนตอนที่เธอไม่มีพ่ออยู่ด้วยก็นับว่าเศร้ามากแล้ว แต่พี่สาวทั้งสองคนไม่มีแม้กระทั่งแม่ น่าสงสารมาก!
โจวเหมียวเหมี่ยวเข้าไปหากู่เซี่ยวเซี่ยวและกู่เถียนเถียนที่อยู่ในอาการประหม่า เธอจับมือทั้งคู่ไว้และเอ่ยถามด้วยท่าทีจริงจัง “หนูเรียกว่าพี่เซี่ยวเซี่ยวกับพี่เถียนเถียนได้ไหมคะ?”
“ได้สิ!” เด็กแฝดรีบพยักหน้าให้
“ดีเลย งั้นต่อไปเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้วนะคะ พี่ก็ควรเห็นหนูเป็นครอบครัวด้วยน้า” เธอพูดจบก็ดูเหมือนจะนึกบางอย่างได้ จึงเอ่ยสำทับพลางยืดอก “ไม่ต้องเป็นห่วงไปนะคะ หนูแข็งแกร่งมาก ต่อไปถ้ามีใครมารังแกพวกพี่ หนูจะปกป้องเอง”
ครอบครัวหรือ?
ปกป้องหรือ?
กู่เซี่ยวเซี่ยวและกู่เถียนเถียนนึกถึงความแข็งแกร่งของโจวเหมียวเหมี่ยวและเชื่อในคำสัญญาของเด็กน้อย
พวกเธอขาดความรัก
สิ่งที่เด็กที่ไม่ได้รับความรักต้องการมากที่สุดคือความรักจากครอบครัว
โจวอี้ยินดีรับอุปการะพวกเธอ ถังหว่านเองก็พร้อมจะเลี้ยงดูพวกเธอ โจวเหมียวเหมี่ยวเองยังปฏิบัติกับพวกเธอเหมือนเป็นพี่สาวและครอบครัวอย่างสมัครใจ ทำเอาตื้นตันใจจนถึงกับเผยแววตาหนักแน่นยิ่งขึ้น สายตานั้นบ่งบอกถึงความซาบซึ้งและยอมรับ
โจวอี้ช่างสังเกต เมื่อเห็นแววตาของสองพี่น้องก็โล่งใจ
“เหมียวเหมี่ยว วันนี้พาพี่เซี่ยวเซี่ยวกับพี่เถียนเถียนกลับบ้านกัน! แล้วพรุ่งนี้มาที่นี่กับพี่ ๆ ดีไหม?” โจวอี้ถามพลางส่งยิ้ม
“ค่ะ” เด็กน้อยรับคำทันที
ที่ผ่านมาเธอเบื่อเพราะไม่มีพี่เสี่ยวรุ่ยอยู่ด้วยกัน แต่ตอนนี้มีพี่สาวเพิ่มมาอีกสองคน ทำให้เธอมีความสุขอย่างมาก
“เสี่ยวหว่าน เดี๋ยวผมขอไปคุยกับพี่เหมิงก่อน รอแป๊บเดียวนะครับ” โจวอี้ยิ้ม
“ค่ะ ไปเถอะ!” เธอยิ้ม
หลังจากนั้นไม่นาน
โจวอี้และเหมิงเทียนอ้าวมายังห้องทำงานของผู้จัดการทั่วไป
“ให้เฉิงฮ่าวจัดการเรื่องหาเด็กจรจัดให้เรียบร้อย! ต่อไปที่บริษัทรักษาความปลอดภัยหลงหยวนจะมีเด็กมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาจะกลายเป็นลูกน้องที่ภักดีของเราในอนาคต ช่วยตั้งใจฝึกยุทธ์ให้เด็กที่นี่ด้วย” โจวอี้บอกพลางยื่นขวดโอสถสองขวดให้เหมิงเทียนอ้าว
“ไม่ต้องเป็นห่วงครับเจ้านาย ผมจะทำให้เต็มที่” เหมิงเทียนอ้าวพยักหน้าและถามขึ้นมาหลังจากรับขวดจากโจวอี้มา “ข้างในมีอะไรเหรอครับ?”
“โอสถระดับสวรรค์หนึ่งเม็ดกับระดับปฐพีอีกสองเม็ด ระดับยุทธ์ของนายต่ำเกินไป ระหว่างฝึกวิชาให้เด็ก ๆ ก็ต้องพยายามสำเร็จยุทธ์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ด้วย พอถึงตอนนั้นฉันจะให้ยาเม็ดสวรรค์เร้นลับเพื่อช่วยให้นายเป็นผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าให้ได้” โจวอี้บอกด้วยท่าทีจริงจัง
ระดับบรรพจารย์ยุทธ์อย่างนั้นหรือ?
ระดับผสานเต๋าอย่างนั้นหรือ?
เหมิงเทียนอ้าวตื่นเต้นขึ้นมาทันที
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าโจวอี้ยอมรับเขาเป็นพรรคพวกเดียวกันอย่างแท้จริงแล้ว
“ไม่ต้องห่วงครับเจ้านาย ผมจะไม่ทำให้ผิดหวัง” เขารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ
“อืม!”
โจวอี้ยิ้มพลางตบบ่าอีกฝ่าย ก่อนจะโบกมือเรียกเอากล่องไม้สองกล่องใหญ่มาปรากฏบนพื้นในห้อง
“อะไรกันครับเนี่ย?”
“แก่นวิญญาณ ทั้งหมดแปดพันแก่น” โจวอี้ตอบ
“เยอะขนาดนั้นเลยเหรอครับ!” อีกฝ่ายตกตะลึง
“แก่นวิญญาณพวกนี้ควรต้องเอามาให้พรรคพวกที่บริษัทรักษาความปลอดภัยเพื่อทำให้พวกเขาแข็งแกร่งให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นายไปบอกพวกเขาว่าคนที่ไปถึงขั้นปรมาจารย์จะถูกส่งไปฝึกในที่ที่ดีกว่านี้ด้วย”
“ส่งไปที่ไหนครับ?”
“เกาะซ่อนหมอก แต่ว่าอย่าเพิ่งบอกสถานที่ให้พวกเขารู้นะ แต่บอกว่าพอสำเร็จยุทธ์ขั้นปรมาจารย์แล้วจะไปที่นั่นได้ก็พอ แล้วก็จะได้ฝึกในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่านี้ มีทรัพยากรในการฝึกที่มากกว่านี้ แล้วก็จะมีผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าคอยฝึกวิชาให้…”
“รับทราบครับ” อีกฝ่ายพยักหน้า
“อีกสามเดือนข้างหน้าก็เริ่มสอนการฝึกยุทธ์ให้นักเรียนคลาสเอได้เลย!” เขาสั่งสำทับ
“ไม่มีปัญหาครับ”
โจวอี้กลับมาถึงบ้านในช่วงเย็น
กู่เซี่ยวเซี่ยวและกู่เถียนเถียนที่กลับมาด้วยกันยังคงประหม่าอยู่บ้าง พวกเธอคุ้นเคยกับการไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีเสื้อผ้าและอาหารให้ได้ใช้ได้กิน อีกทั้งยังต้องทุกข์ทรมานจากการเป็นที่สะดุดตาและถูกทำร้าย เมื่อมาเห็นบ้านหรูตอนที่มาถึงวิลล่าช็องเซลิเซ่ จึงไม่รู้ว่าจะนั่งหรือยืนที่ไหน ท่าทางดูเกร็งไม่น้อย
ในที่สุดโจวเหมียวเหมี่ยวเห็นว่าพวกเธอทำตัวไม่ถูกก็พาไปที่ห้องตนเอง ก่อนจะเอาของเล่นและขนมมากมายมาให้
การกระทำของเธอทำให้พี่สาวทั้งสองซาบซึ้งใจและผ่อนคลายขึ้นมาก
หลายวันต่อมา
โจวอี้ใช้เวลากว่าครึ่งไปที่บริษัทรักษาความปลอดภัยหลงหยวน และลอบสังเกตความเป็นอยู่ของลูกสาวที่นี่
เขาพึงพอใจที่แม้แต่ตอนที่ลูกสาวไม่มีเขากับถังหว่านอยู่ด้วยก็ยังไม่ร้องไห้หรือก่อเรื่องวุ่นวาย เธอเอาแต่เล่นและนอนกับสองพี่น้องฝาแฝดที่นอนห้องเดียวกัน
ท้ายที่สุด โจวอี้ก็ออกเดินทางจากเมืองจินหลิง
เมื่อมาถึงท่าอากาศยานเมืองเยี่ยเฉิง เขายังไม่ทันได้ขึ้นรถไปบ้านอู๋ซิยเยว่ก็ได้รับสายจากฉู่เทียนฮุ่ยผู้เป็นอาจารย์
“ตอนนี้โลกตงเทียนที่สำนักโอสถของเราดูแลอยู่ถูกพวกต่างดาวรุกราน เราต้องให้ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋ามาช่วยเสริมกำลัง จ้านหลิงอวิ๋นต้องกลับมาที่นี่ แล้วนายก็ติดต่อจีหงเสาด้วยว่าพอจะส่งผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าจากตระกูลจีมาช่วยเราได้หรือเปล่า บอกเธอว่าหลังจัดการพวกต่างดาวได้แล้ว สำนักโอสถของเราจะตบรางวัลให้อย่างงาม” ฉู่เทียนฮุ่ยบอกเสียงเข้ม
“อาจารย์ ทำไมอาจารย์ไม่ติดต่อคนตระกูลจีเองล่ะครับ?” โจวอี้ถามด้วยความสงสัย
“ถึงแม้สำนักโอสถของเราจะมีสัมพันธ์อันดีกับตระกูลจีในเสินหนง แต่ก็ไม่ได้ติดต่อกันมาเป็นสิบปีแล้ว ตอนนี้แทบไม่มีคนในเสินหนงที่ฉันติดต่อได้เลย จีหงเสาเป็นคนกลางที่เหมาะสมที่สุดแล้ว” ปลายสายอธิบาย
“โอเคครับ เดี๋ยวผมจะติดต่อเธอให้”
“เสี่ยวอี้ นายไม่มีผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าคอยคุ้มกัน ต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ ถ้าเจออันตรายก็ให้หนีเอาชีวิตรอดให้เร็วที่สุด ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น” ฉู่เทียนฮุ่ยเตือน
“ผมรู้แล้วน่าอาจารย์” โจวอี้ตอบรับแล้วจึงถามว่า “อาจารย์ ให้ผมไปโลกตงเทียนไหม? ผมพาผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์…”
“ไม่ต้อง วิกฤตคราวนี้ใหญ่มาก ถ้าไม่ถึงระดับผสานเต๋าแล้วเข้ามาคงช่วยอะไรไม่ได้มากหรอก อยู่คอยช่วยงานสำนักข้างนอกดีกว่า!”
“โอเคครับ!”
บทสนทนาระหว่างศิษย์และอาจารย์จบลงเพียงเท่านั้น
โจวอี้บอกเรื่องดังกล่าวกับจ้านหลิงอวิ๋น อีกฝ่ายไม่รอช้า ขอตัวเดินทางจากไปทันที
“ไปอย่างสง่าผ่าเผยแบบนี้เลยเรอะ ไม่สนใจโอสถสารีริกธาตุของผมเลยสินะ” โจวอี้กลอกตาไปทางที่จ้านหลิงอวิ๋นหายไป ก่อนจะหัวเราะออกมา
เมื่อไม่มีท่านลุงอยู่คุ้มกัน เขาก็นึกหวั่นใจขึ้นมา
ทว่า! เมื่อไม่มีผู้แข็งแกร่งอยู่ด้วยก็ดูเหมือนว่าเขาจะผ่อนคลายขึ้น
“ฉันเลือกเส้นทางของตัวเองได้”
“เดินตามหนทางของตัวเองไปทีละก้าว”
“การพึ่งพาการคุ้มกันของคนที่แข็งแกร่ง ไม่ต่างจากลูกอินทรีที่หลบอยู่ใต้ปีกของอินทรีและไม่เคยโผบินด้วยตัวเอง”
“ฉัน โจวอี้คนนี้ จะยืนด้วยลำแข้งของตัวเองให้ได้”
“ยังมีโอกาสแก้แค้น”