หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 851 ปะทะกันโดยไม่ทันตั้งตัว
บทที่ 851 ปะทะกันโดยไม่ทันตั้งตัว
โจวอี้ไม่ได้ติดต่อคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลง แต่ขึ้นเครื่องบินเดินทางไปหาเฉินซานในเมือง ตกดึกพวกเขาทั้งคู่ก็มาถึงเมืองกุ้ย
ด้านนอกท่าอากาศยาน
โจวอี้หยิบโทรศัพท์ต่อสายหาใครบางคน ไม่นานชายกำยำหนวดเฟิ้มคนหนึ่งก็มาปรากฏตัวต่อหน้าเขา
“รถล่ะ?”
“จอดอยู่ที่ลานจอดรถครับ! เป็นรถออฟโร้ดสำหรับขึ้นเขา น้ำมันเต็มถังอย่างที่สั่งมาเลย พอวิ่งได้สักห้าหกร้อยกิโลครับ” อีกฝ่ายบอก
“อืม” โจวอี้พยักหน้า
ไม่นานเขาก็เห็นรถออฟโร้ดสีดำคันหนึ่ง มันเป็นรถมือสองสภาพดีเกือบใหม่ โจวอี้ตรวจดูและโอนเงินให้อีกฝ่าย
“โอนเงินงวดสุดท้ายสี่แสนหยวนให้แล้วนะ ต่อไปนี้รถคันนี้เป็นของผม หวังว่าจะไม่หลอกกัน ไม่อย่างนั้นจะไม่ใช่แค่คุณ แต่บริษัทเช่ารถของคุณก็จะพังไปด้วย” โจวอี้เอ่ยเสียงเย็น
“ครับ ๆ ผมไม่กล้าหลอกคุณหรอก รถคันนี้พร้อมใช้แน่นอนครับ” ชายร่างกำยำบอกด้วยรอยยิ้ม
“ดีมาก!” โจวอี้พยักหน้าและขึ้นรถไปพร้อมกับเฉินซานก่อนจะขับออกไปทันที
เมืองกุ้ยอยู่ห่างจากเมืองเจียปี้เพียงสองชั่วโมง ระหว่างทาง โจวอี้ได้ติดต่อคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงและรู้พิกัดของสุสานมังกร
สองทุ่ม
รถออฟโร้ดจอดสนิทที่ตีนเขาใกล้เขตสุ่ยซิ่ว มณฑลเว่ย
พื้นดินที่นี่ค่อนข้างเรียบ รถหลายคันแวะจอดที่นี่ รวมถึงเฮลิคอปเตอร์หลายลำที่อยู่บนฟ้า พ้นทางแยกไปเป็นทางเดินขึ้นเขา มีทหารติดอาวุธประจำการอยู่หลายคน
“ในนั้นเกิดอะไรขึ้น?” โจวอี้ถามชายวัยกลางคนในเครื่องแบบทหาร
“ผมเองก็ไม่มั่นใจ” อีกฝ่ายตอบ “แสดงเอกสารระบุตัวตนหรือผู้ฝึกยุทธ์ของคุณด้วยครับ”
“นี่ครับ!” โจวอี้หยิบเอกสารที่ได้จากคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงออกมายื่นให้อีกฝ่ายดู
ทันใดนั้น ท่าทีเฉยชาก็หายไป อีกฝ่ายคำนับให้และเอ่ยอย่างนอบน้อม “มีกลุ่มจากคณะกรรมการเข้าไปในเขาสองกลุ่มแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์หลายคนก็เข้าไปแล้วด้วยครับ ส่วนเกิดอะไรขึ้นข้างในนั้น เราเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ”
“ไม่เป็นไรครับ เข้าไปดูข้างในกันเถอะ” โจวอี้ยิ้ม
ทันใดนั้น!
เขากับเฉินซานก็มุ่งหน้าขึ้นเขาไปตามเส้นทางขรุขระบนเขา
ภูเขาแถบนี้กว้างขวางมาก พื้นที่กว่าร้อยละ 95 เป็นเทือกเขาลาดชัน ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘แปดขุนเขา หนึ่งสายน้ำ หนึ่งผืนดิน’
ส่วนที่โจวอี้และเฉินซานขึ้นไปนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ภูเขา แต่เป็นเทือกเขาที่ทอดยาวสลับไปมา
หุบเขายิ่งลึกมากเท่าไหร่ คนก็ยิ่งน้อยลงเรื่อย ๆ
หลังจากเดินขึ้นเขามากว่าครึ่งชั่วโมง ทั้งสองก็รับรู้ได้ถึงพลังงานบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ห่างออกไปพันเมตรทางตะวันตกเฉียงใต้
“อาจารย์ลุงน้อย น่าจะมีคนสู้กันอยู่ อย่างน้อยน่าจะเจ็ดคน” เฉินซานพูดขึ้น
“อืม ผมเองก็รู้สึกเหมือนกัน เราไปแอบดูสถานการณ์เงียบ ๆ กันเถอะ” โจวอี้รวบรวมพลังวิญญาณแล้วพุ่งตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือทันที
เขาและเฉินซานทำตัวเหมือนลิงภูเขา เมื่อมาถึงในระยะไม่กี่ร้อยเมตรก็ปีนขึ้นต้นไม้และยืนบนกิ่งไม้ของต้นไม้ที่สูงมากกว่าสิบเมตร ขณะมองไปยังทิศทางที่เกิดการต่อสู้กัน
ต้นไม้ใหญ่สามต้นถูกโค่นลง ในขณะที่ส่วนใหญ่ถูกฟันจนเหลือเท่าระดับเท่าเอว
ผู้ฝึกยุทธ์เจ็ดแปดคนที่แบ่งเป็นสองฝ่ายกำลังต่อสู้กันชุลมุน บนพื้นมีศพมากกว่าสิบนอนจมกองเลือดอยู่
“อาจารย์ลุงน้อย พวกนั้นเป็นคนของนิกายอเวจีโลหิตกับนิกายเร้นลับ” เฉินซานกระซิบบอก
“แปลกจัง ทำไมพวกเขาถึงได้สู้กัน?” โจวอี้งุนงง
ทันใดนั้น ร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นเงียบ ๆ ก่อนจะกระซิบบอกเมื่อมาอยู่บนต้นไม้ด้านหลังโจวอี้และเฉินซาน “อาณาเขตของนิกายอเวจีโลหิตอยู่ต่างประเทศ คนของนิกายเร้นลับส่วนใหญ่ก็อยู่ต่างประเทศด้วย พวกเขาบาดหมางกันมาก่อนหน้านี้แล้ว เจอหน้ากันก็สู้กันเป็นธรรมดา”
โจวอี้และเฉินซานถึงกับหน้าเปลี่ยนสี
พวกเขาหันไปมองและเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นชายแก่ในชุดสีดำ ทว่าใบหน้าและสายตาดูใจดีราวกับเทวดา
ชายแก่ชุดดำคนนี้แข็งแกร่งมาก อย่างน้อยต้องเป็นผู้แข็งแกร่งในระดับผสานเต๋า ไม่อย่างนั้นคงไม่มาอยู่ข้างหลังได้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลยสักนิด
โจวอี้มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา เขาอยากถามว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่เพราะไม่รู้จะสื่อสารอย่างไรจึงได้แต่ยืนบนกิ่งไม้และประสานมือคำนับชายชรา
“แล้วอีกอย่างสุสานมังกรก็เปิดแล้วด้วย เลี่ยงการสู้กันไม่ได้หรอก ถ้าพวกเขาสู้กันที่นี่ก็จะมีคนเข้าไปถึงสุสานมังกรได้น้อยลง” ชายแก่พูดต่อ
โจวอี้และเฉินซานจึงเข้าใจ
พวกเขาหันไปมองการต่อสู้และพบว่าฝ่ายนิกายอเวจีโลหิตเสียเปรียบ ในขณะที่สมาชิกนิกายเร้นลับสามคนต่างเป็นผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ ซึ่งมีการโจมตีที่รุนแรงกว่าฝ่ายตรงข้ามมาก เพียงไม่นานชายสองคนจากนิกายอเวจีโลหิตก็ถูกฆ่าตาย
“แยกกันหนี!”
สมาชิกนิกายอเวจีโลหิตอีกสองคนรู้ตัวว่าต้องหนี คนหนึ่งเหาะไปทางเทือกเขา ในขณะที่อีกคนวิ่งมาทางที่โจวอี้กับเฉินซานยืนอยู่
ทันใดนั้น เขาก็เห็นโจวอี้และเฉินซาน รวมถึงชายชราชุดดำบนต้นไม้อีกต้น
“ทุกคน! ถ้าช่วยฉันฆ่าพวกมัน ฉันจะตบรางวัลให้อย่างงามเลย!” ผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์จากนิกายอเวจีโลหิตตะโกนบอก
โจวอี้กับเฉินซานไม่ได้ลงมือ
สมาชิกนิกายเร้นลับสองคนที่ไล่ตามมาฆ่าอีกฝ่ายต่างเป็นผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์เหมือนกัน และหนึ่งในนั้นยังอยู่ขั้นปลายแล้วด้วย แม้แต่โจวอี้ยังไม่มั่นใจว่าจะสู้ได้หรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น บุคคลปริศนาอีกคนยังอยู่ในระดับผสานเต๋า
“เหอะ!”
ชายแก่ในชุดดำพลันเคลื่อนไหวทันที
ร่างเขากลายเป็นลำแสง ถุงมือสีดำมันเลื่อมข้างขวากระซวกแทงอกของผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์คนนั้น ขณะที่หมัดอีกข้างกระแทกเข้ากับศีรษะคู่ต่อสู้จนตายคาที่
ผู้แข็งแกร่งสองคนจากนิกายเร้นลับที่ไล่ตามมาชะงักไปทันที
พวกเขามองชายชราในชุดดำที่เพิ่งฆ่าคนจากนิกายอเวจีโลหิตด้วยความทึ่งระคนสับสนและระแวดระวัง
“พอดีฉันไม่ค่อยถูกชะตากับพวกอเวจีโลหิตเท่าไหร่น่ะ” ชายชราในชุดดำบอกพลางคลี่ยิ้ม
“ขอบคุณมากครับที่ช่วย ขอถามได้ไหมว่าคุณมาจากสำนักไหน?” สมาชิกระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นปลายของนิกายเร้นลับถามขณะประสานมือทักทาย
“อยากรู้จริงเหรอ?” อีกฝ่ายถามกลับ
“ครับ”
“ฉันชื่อบรามี่ เป็นผู้ฝึกยุทธ์ไร้สังกัดที่ร่อนเร่เอาตัวรอดในโลกนี้ไปวัน ๆ” ชายชราหัวเราะ
บรามี่เหรอ?
ทำไมถึงไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนกันนะ?
ผู้แข็งแกร่งจากนิกายเร้นลับทั้งสองคนสบตากันและส่ายหน้า
ฟิ้ว!
ชั่วขณะนั้น ชายชราพลันกลายร่างเป็นศรคมกริบโฉบไปปรากฏตรงหน้าสมาชิกนิกายเร้นลับ ปราณดำมืดพวยพุ่งออกมาโอบล้อมทั้งสองเอาไว้ทันที
“สังเวยเรือนจำอสุรภูมิสัมบูรณ์!” ชายแก่ชุดดำตะโกนพลางปล่อยพลังปราณแก่นแท้ เส้นสีดำราวกับหมึกพันรอบกายทั้งสองคน ฝ่ามือในถุงมือสีดำตัดผ่านลำคอพวกเขาไปขณะทั้งคู่อยู่ในสภาพทุรนทุราย
สองศีรษะกระเด็นหลุดออกไป
เมื่อเลือดเจอกับไอสีดำก็ไม่ต่างน้ำมันเจอกับไฟ มันลุกไหม้ในทันที ภายในไม่กี่อึดใจทั้งร่างก็ถูกเผาเป็นธุลี
สายตาของโจวอี้วูบไหวและรีบคว้าไหล่เฉินซานพลางรีบถอย ในขณะนั้นก็หยิบโอสถล้างพิษเม็ดหนึ่งยัดใส่ปากเฉินซาน ส่วนตัวเขาเองก็กินอีกเม็ด
“เหอะ ๆ ไอ้เด็กสำนักโอสถหัวไวดีนี่ แต่ว่าพิษวูดูของฉันจะรักษาง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ” ชายแก่ชุดดำหันมามองโจวอี้และเฉินซานด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาด