หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 869 สถานการณ์กดดัน
ในโลกผู้ฝึกยุทธ์มีวิธีวางค่ายกลสามวิธี
วิธีแรกคือการใช้วัตถุตั้งต้นเป็นตัวกลางในการวาดลายค่ายกล
วิธีที่สองคือการทำให้เกิดแผงค่ายกลและกระตุ้นมันระหว่างใช้งาน
วิธีที่สามคือการปักธงค่ายกลที่เตรียมไว้ระหว่างตำแหน่งที่จะสร้างค่ายกล
ผู้อาวุโสเฮยเฉอเลือกใช้วิธีที่สาม
ในขณะที่ผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ของพันธมิตรสวรรค์หลบไปอยู่แถวพุ่มไม้ห่างออกมา ผู้อาวุโสเฮยเฉอได้วางตำแหน่งและปักธงค่ายกลโลหิตพิษระหว่างสองบริเวณ
“ใกล้สำเร็จแล้ว” ผู้อาวุโสเฮยเฉอเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้า
ทว่าเพื่อล่อให้ผู้หญิงบ้าจากตระกูลลั่วมาที่นี่ เขาจึงยังไม่ปักธงค่ายกลโลหิตพิษ แต่กลับโยนซากสัตว์ต่างดาวตัวใหญ่ไว้กลางวงค่ายกล จากนั้นจึงถอดเสื้อคลุมเลอะเลือดขาดวิ่นของตัวเองไปอยู่ข้าง ๆ ซากสัตว์ต่างดาว
เขารีบมายังตำแหน่งที่อยู่ห่างออกมา 200 เมตรก่อนจะปักธงค่ายกลโลหิตพิษที่สาม
“เรียบร้อย!”
ผู้อาวุโสเฮยเฉอตบมือด้วยความพึงพอใจ ในจังหวะที่เขาจะหนีมาหลบในพุ่มไม้แถวนั้นก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
หากค่ายกลถูกวางไว้สำเร็จจะมีพลังเล็ดลอดออกมา แม้ว่าจะเป็นเวลาสั้นแค่ไหนก็ไม่มีข้อยกเว้น
ทว่าเขาพบว่าหลังจากที่ปักธงค่ายกลโลหิตพิษที่สามไปกลับไม่มีพลังทะลักออกมาเลย ซึ่งหมายความว่าวางค่ายกลไม่สำเร็จ
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยใช้ธงค่ายกลโลหิตพิษไปหลายครั้งแล้ว มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้นี่นา”
“หรือว่าจะผิดพลาดที่ค่ายกลที่ฉันเลือกใช้?”
“หรือว่าพื้นดินที่นี่จะมีผลกับค่ายกลที่เกิดจากธงค่ายกลโลหิตพิษ?”
เขาขมวดคิ้วและกลับไปตรวจดูธงค่ายกลโลหิตพิษที่สามอีกครั้งแต่ก็ไม่พบปัญหาแต่อย่างใด จึงรีบไปยังตำแหน่งที่ปักธงค่ายกลโลหิตพิษที่สอง หลังจากตรวจดูแล้วก็มั่นใจว่ามันไม่ได้มีข้อผิดพลาด
ทันใดนั้น เขาก็รีบมาที่ตำแหน่งปักธงค่ายกลโลหิตพิษที่แรก
ธงค่ายกลโลหิตพิษแรกหายไปไหนกัน?
เขาปักธงค่ายกลโลหิตพิษที่แรกไว้ที่นี่ไม่ใช่หรือ?
เขามีท่าทีงุนงง
ผู้อาวุโสเฮยเฉอรู้สึกว่าตนเองไม่ได้จำผิด เขาเพิ่งปักธงเอาไว้ที่นี่เมื่อครึ่งนาทีก่อนนี้ แล้วมันหายไปไหนกัน?
ดาบเรียวบางราวปีกแมลงจ่อเข้าที่หลังของเขาในจังหวะที่เขาเผลอ ห้วงอากาศที่เคยสงบนิ่งพลันวูบไหว ทันใดนั้นดาบยาวก็ปาดผ่านผิวเนื้อข้างลำคอของเขาจนเลือดไหลซิบออกมา
อันตราย!
ผู้อาวุโสเฮยเฉอเบิกตากว้าง ด้วยประสบการณ์การต่อสู้มากกว่าร้อยปี เขารีบถอยไปอีกฟากขณะหลบดาบที่หมายจะคร่าชีวิตเขาได้อย่างหวุดหวิด
ทว่าเขาไม่ทันได้เบาใจ ดาบเรียวบางนั้นก็แทงเข้ามาใต้แขนเขาอีกครั้ง
ฉึก!
แขนขวาของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อดาบนั้นถูกบิด เลือดก็ไหลทะลักออกมาจากบาดแผลนั้น
“เวรเอ๊ย!” ผู้อาวุโสเฮยเฉอตะโกนลั่นด้วยความเกรี้ยวกราดและโกรธแค้น
ดาบของเขาถูกชักออกจากฝักและพุ่งไปหาหญิงสาวในชุดดำที่ปรากฏตัวขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
เคร้ง!
เธอสะบัดมือเหวี่ยงดาบป้องกันดาบอันแสนดุร้ายและหยิ่งผยองของเขา พลังจากดาบทำให้เธอถอยห่างออกไป เพียงไม่กี่อึดใจเธอก็มาปรากฏตัวห่างออกไปหลายร้อยเมตร
และที่นี่เป็นที่ที่ปักธงค่ายกลโลหิตพิษที่สามเอาไว้
“นังผู้หญิงบ้า! กล้าดียังไงมาขวางทางฉัน” เขาตวาดลั่นและพุ่งไปยังหญิงสาวชุดดำด้วยความโมโหโดยไม่สนใจแขนที่บาดเจ็บของตน
“ฉันบอกแล้วไงว่าถ้าแกฆ่าคู่หมั้นของฉัน แกจะต้องชดใช้อย่างสาสม” เธอเย้ยหยันและรีบดึงธงค่ายกลโลหิตพิษออกมา ก่อนพุ่งตัวไปยังพุ่มไม้ที่อยู่ห่างออกไป
ผู้อาวุโสเฮยเฉอเห็นธงถูกแย่งไปแล้วก็แทบปวดใจเจียนตาย ทว่าเมื่อไล่ตามมาหลายหลายร้อยเมตร เขาก็ชะงักฝีเท้า
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากไล่ตาม ทว่าไม่กล้าทำต่างหาก
ตอนนี้เขามั่นใจเต็มที่แล้วว่าหญิงคนนั้นมีสมบัติซ่อนเอาไว้ แม้แต่ดาบของเธอก็ยังเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ลำแสงของคนมากกว่ายี่สิบพุ่งออกมาจากพุ่มไม้ที่อยู่ห่างออกไป
พวกเขาไม่ชายตามองผู้อาวุโสเฮยเฉอด้วยซ้ำ แต่กลับตามไปทางที่หญิงชุดดำหายตัวไป
ทว่าน่าเสียดาย
พวกเขาซึ่งเป็นกลุ่มผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ไล่ตามเธอมาหลายกิโลเมตร แต่ก็ยังไม่พบหญิงสาวชุดดำ
“กลับ!” ต้วนลี่หรงหยุดเดินและตะโกนสั่งเสียงดังลั่น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็หยุดชะงักและหันหลังกลับทันที
ผู้อาวุโสเฮยเฉอชะงักเมื่อเห็นธงค่ายกลโลหิตพิษผืนสุดท้าย
ตอนนี้เขารู้สึกอยากจะร้องไห้ทั้งที่ไม่มีน้ำตา
ธงค่ายกลโลหิตพิษที่เขาเฝ้าขัดเกลามามากกว่าแปดสิบปี ทุ่มเทความพยายามไปมากมาย ฆ่าคนไปนับไม่ถ้วน ลำบากมานักต่อนัก ทว่าภายในเวลาสั้น ๆ เขากลับสูญเสียธงค่ายกลโลหิตพิษไปถึงสองผืน มันไม่ต่างกับการควักหัวใจของเขาออกมา
ทุกคนกลับไปหาเขา เมื่อเห็นท่าทีชอกช้ำเช่นนั้นก็พากันพูดไม่ออก
แม้แต่ไป้เทียนอิงที่ไม่ถูกชะตากับอีกฝ่ายยังไม่พูดจาเหน็บแนม แต่กลับวิตกกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
หญิงสาวสกุลลั่วฝีมือเก่งกาจ อีกทั้งยังแข็งแกร่งกว่าเขา ระดับของเธอเลยระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นกลางไปแล้ว พวกเขาไม่มีทางเอาชนะเธอได้
“เรากลับไปที่สุสานมังกรดีไหม?” ชายผมแดงกระซิบบอก
“ผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์จากพันธมิตรสวรรค์หลายคนไปที่สุสานมังกรแต่กลับไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลย แถมยังสูญเสียกำลังคนไปเยอะ พวกเขาก็เลยออกมาในสภาพน่าสมเพชแบบนั้น นายยอมเสียกำลังคนไปได้แต่ฉันไม่ยอมหรอกนะ” ผู้อาวุโสอีกคนเอ่ยขึ้น
“แต่ว่ามันก็ดีกว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่ใช่เหรอ? ผู้หญิงสกุลลั่วคนนั้นที่มีสมบัติลี้ลับติดตัวโผล่มาแล้วก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แถมยังเชี่ยวชาญทักษะการลอบฆ่าด้วย นอกเสียจากเราจะร่วมมือกันถึงจะเอาชนะเธอได้ ไม่อย่างนั้นก็คงตายด้วยน้ำมือเธอ”
“งั้นเราก็อยู่ด้วยกันไว้ดีกว่า” ต้วนลี่หรงบอก
“แล้วถ้าเจอพวกสัตว์ต่างดาวเข้าล่ะ เจอกลุ่มเล็ก ๆ ก็ยังพอสู้ได้ แต่ถ้าเจอฝูงใหญ่คงรับมือไม่ไหวหรอก ถึงตอนนั้นยัยผู้หญิงบ้าคนนั้นคงได้ฉวยโอกาสโจมจีเราแน่” ชายผมแดงพูด
คำพูดของเขาทำให้ต้วนลี่หรงและทุกคนนิ่งเงียบและมีสีหน้าเป็นกังวล
ผู้อาวุโสเฮยเฉอข่มความโกรธและกุมแขนที่บาดเจ็บของตนเอง เขาถามเสียงเข้มว่า “ใครพอจะช่วยฉันรักษาแขนได้บ้าง?”
“ฉันทำได้!” ชายชราในชุดมอซอหยิบขวดยา โหล และเข็มออกมาจากกระเป๋าก่อนเอ่ยสำทับ “เฮยเฉอ แต่นายต้องรู้เอาไว้ว่าฉันไม่ได้เชี่ยวชาญเท่านักหลอมโอสถของสำนักโอสถ ต่อให้แขนนายจะหายดีแต่ต่อไปก็คงใช้งานได้ในระดับธรรมดา ใช้งานหนักเกินไปไม่ได้ และคงใช้แขนขวาจับอาวุธสู้กับศัตรูต่อไปไม่ได้แล้ว”
“ฉันเข้าใจแล้ว ลงมือเลย!” ผู้อาวุโสเฮยเฉอตอบอย่างจนปัญญา
ไม่กี่กิโลเมตรห่างออกมา
โจวอี้ หลินหมิงถัง จ้านเฟิง และพรรคพวกกำลังซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้และใช้เศษหินเป็นที่กำบัง ขณะคอยสังเกตการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในหุบเขา
“ผู้หญิงสกุลลั่วจากทะเลจีนใต้มีสมบัติลี้ลับที่สามารถทำให้มองไม่เห็นตัวเธอ และยับยั้งปราณที่ปลดปล่อยออกมาได้ แถมยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีทักษะลอบฆ่าด้วย เป็นคนฝีมือดีที่เป็นที่ต้องการตัว” หลินหมิงถังกระซิบบอก
“นี่มันไม่ต่างกับการล่องหนเลยนี่!” โจวอี้พูดขึ้น
“การล่องหนเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ แต่มันหายไปนานมากแล้ว ไม่มีใครในโลกผู้ฝึกยุทธ์รู้จักมัน แล้วก็ยังมีข้อแตกต่างบางอย่างระหว่างสมบัติลี้ลับกับพลังศักดิ์สิทธิ์” อีกฝ่ายบอก
“ต่างตรงไหนครับ?”
“สมบัติลี้ลับน่ะทำให้ผู้ครอบครองซ่อนตัวได้ชั่วคราวแค่หนึ่งหรือสองนาทีเท่านั้น แต่ว่าการล่องหนนั้นไม่ใช่ ขอแค่มีพลังในตัวอยู่ก็จะล่องหนได้นาน”
โจวอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังชอบสมบัติลี้ลับอยู่ดี
“ที่ตำหนักหมื่นประดิษฐ์มีสมบัติลี้ลับขายไหมครับ?” โจวอี้ถาม
“มีสิ แต่ว่าราคาแพงระยับเลยล่ะ” หลินหมิงถังบอกพลางยิ้มเจื่อน
โจวอี้ยิ้ม
ถ้าติดแค่เรื่องราคาก็ไม่เป็นไร
แม้เขาจะไม่ได้มีสมบัติอย่างอื่นมาก แต่ก็มีเงินทองมากมายมหาศาล