หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 870 พิษวูดู
“งั้นรออยู่ที่นี่จะไม่เสียเวลาเปล่าเหรอ? ถ้าผู้หญิงสกุลลั่วคนนั้นหนีไปแล้วเราก็ไม่ได้อะไรน่ะสิ” จ้านเฟิงถามเบา ๆ
“รออีกหน่อยเถอะ ก่อนหน้านี้ตอนที่เธอไปก็บอกแล้วนี่! เธอจะทำให้คนจากพันธมิตรสวรรค์ชดใช้ให้สาสมน่ะ ผมว่าอีกเดี๋ยวต้องมีการแสดงเด็ดแน่” โจวอี้กระซิบบอก
“ว่าแต่ชะตากรรมของพวกพันธมิตรสวรรค์กับคนพวกนั้นมันเกี่ยวกับพวกเรายังไงล่ะ? ต่อให้พวกเขาตาย เราก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรอยู่ดีไม่ใช่เหรอ?” จ้านเฟิงถาม
“ได้ประโยชน์สิครับ” สายตาโจวอี้เผยแววเหี้ยมเกรียม
“ได้ประโยชน์ยังไงล่ะ?”
“ถ้าเธอฆ่าคนพวกนั้นได้ ต่อไปก็จะไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ชั่วร้ายในโลกผู้ฝึกยุทธ์ พอไม่มีพวกเขา เราก็จะได้ซ้ำเติมไงครับ”
“ซ้ำเติมเหรอ?”
“ใช่ครับ ซ้ำเติม”
“ยังไงล่ะ?”
“องค์กรพันธมิตรสวรรค์เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ชั่วร้ายชั้นรองในโลกผู้ฝึกยุทธ์ ผมเองก็เคยมีเรื่องบาดหมางกับพวกเขา พูดง่าย ๆ ก็คือ เรื่องที่ผมฆ่าพวกเขาก่อนหน้านี้แล้วเรื่องไปถึงหูพวกเขา ร้อยทั้งร้อยคงต้องมาหาเรื่องผมอีก ถือโอกาสนี้ปล่อยให้พวกเขาตายดีกว่าครับ” โจวอี้อธิบาย
เมื่อได้ยินแบบนั้น ทุกคนก็เงียบไป
พวกเขาไม่รู้เรื่องราวในอดีตของโจวอี้ แต่เมื่อเห็นประสบการณ์การต่อสู้อันโชกโชนก็รู้ว่าคงผ่านการสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งมามาก
เวลาล่วงเลยผ่านไป
ห้าชั่วโมงต่อมา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพันธมิตรสวรรค์หรือพวกโจวอี้ก็ประจำการในตำแหน่งของตนเอง
ด้านหญิงสาวสกุลลั่วในชุดดำที่เคยปรากฏตัวก็ไม่โผล่มาอีกเลย
พูดง่าย ๆ ก็คือไม่มีโอกาสเหมาะในการลอบโจมตี
“เดี๋ยวนะครับ” โจวอี้เอ่ยขึ้นขณะที่ละสายตาจากกล้องส่องทางไกลที่มองมาจากยอดเขาลาดชัน
“ไปตามพิกัดของสุสานมังกรโบราณที่ผู้หญิงคนนั้นบอกเลยไหม?” หลินหมิงถังถาม
“ยังครับ ฆ่าพวกพันธมิตรสวรรค์กันก่อน”
“บ้าไปแล้วเหรอ? ต่อให้นายแข็งแกร่งและเราก็ไม่ได้อ่อนแอ แต่ฝ่ายพันธมิตรสวรรค์ก็มีคนมากกว่ายี่สิบ ต่อให้เราฆ่าพวกเขาหมดก็คงจะเจ็บหนักเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?” หลินหมิงถังปรามพลางขมวดคิ้ว
“ผมมีวิธีครับ” โจวอี้แววตาวาววับ
“วิธีไหนล่ะ?”
“วางยาพิษไงครับ!” โจหยิบขวดยาสีสดหลายขวดขึ้นมา
“โจวอี้ ใช้ยาพิษไม่ได้หรอก… คนพวกนั้นเป็นผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ พิษทั่วไปทำอะไรพวกเขาไม่ได้หรอก” หลินหมิงถังกล่าว
“ใช่แล้ว พวกเขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ชั่วร้าย และหลายคนก็เชี่ยวชาญเรื่องการใช้ยาพิษ มันใช้ฆ่าพวกเขาไม่ได้หรอก แต่เราต่างหากที่จะโดนน่ะ” จ้านเฟิงเอ่ยเสริม
“ผมเชื่อว่ายาพิษนี้ฆ่าพวกเขาได้แน่ครับ ต่อให้ฆ่าไม่ได้ก็ทำให้อ่อนกำลังการต่อสู้ลงได้” โจวอี้ยืนกราน
ทุกคนสบตามองกัน
พวกเขาไม่รู้ว่าโจวอี้ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน แต่เพราะเชื่อมั่นในการตัดสินใจของเขา จึงไม่คิดทักท้วงอีกและทำได้เพียงเตรียมตัวสู้
“มาวางแผนกันครับ…”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
บนเขาหินดำ
ผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์จากพันธมิตรสวรรค์มากกว่ายี่สิบคนเพิ่งฆ่าสัตว์ต่างดาวไปมากมาย และเวลานี้พวกเขารับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวจากพุ่มไม้ที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร
ทันใดนั้น
พวกเขาก็หันขวับไปทางซ้าย
“อาจเป็นการล่อเสือออกจากถ้ำก็ได้ ระวังตัวไว้ ไปดูด้วยกันทั้งหมดเนี่ยแหละ” ต้วนลี่หรงบอกเสียงเข้ม
พวกเขามุ่งหน้าไปทางพุ่มไม้นั้น ทำให้รู้ว่าไม่ได้มีเพียงสัตว์ต่างดาวที่เพิ่งถูกฆ่า แต่ยังมีไข่มุกแก่นชีพในตัวพวกมันหลงเหลืออยู่
“น่าจะมีพวกโง่ที่ไม่รู้ประโยชน์ของไข่มุกแก่นชีพ หลังจากฆ่าทิ้งถึงได้ทิ้งเอาไว้แบบนี้!” ชายชราคนหนึ่งเอื้อมมือไปหยิบไข่มุกแก่นชีพพลางยกยิ้ม
เขาไม่ทันสังเกตว่าตอนที่หยิบไข่มุก นิ้วได้เกี่ยวใบหญ้าที่ไข่มุกหล่นอยู่ด้วย หญ้าต้นหนึ่งมีลำต้นแข็งมากจนเกิดแรงต้านกับนิ้ว
ทว่ามันก็เป็นเพียงแรงต้าน
ชายชราไม่ได้สนใจ แต่กลับโยนไข่มุกเล่นและพูดด้วยรอยยิ้ม “อยู่ ๆ ก็ได้มาเปล่า ใครจะไม่อยากได้บ้าง”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ทุกคนก็หัวเราะร่า
พวกเขาได้พวกมันมามากจากการเดินทางครั้งนี้ ไข่มุกแก่นชีพไม่กี่เม็ดไม่ใช่เรื่องที่ต้องสนใจ อีกทั้งมันยังเป็นไข่มุกระดับสามที่ไม่คุ้มค่าในการเก็บ
“เราจะไปไหนกันต่อล่ะ? หาไปเรื่อย ๆ แบบนี้ก็ยากที่จะเจอสุสานมังกรโบราณที่เปิดอยู่ สู้หาสุสานมังกรโบราณสักที่แล้วใช้พลังเปิดออกเองไม่ดีกว่าเหรอ?”
“อย่าพูดเรื่องโง่ ๆ อย่างนั้นสิ ไอ้พวกนิกายอสูรดำใช้วิธีนั้นแล้วเกิดอะไรขึ้นล่ะ สุสานมังกรโบราณปล่อยไอพิษออกมาก่อนที่จะเปิดออกอีก ฆ่าคนไปเจ็ดแปดคนเชียวนะ เห็นแบบนั้นแล้วใครยังจะกล้าเปิดอีก” ต้วนลี่หรงเหน็บแนม
“งั้นก็มาเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการฆ่าสัตว์ต่างดาวแล้วกัน! ยังไงไข่มุกแก่นชีพในตัวพวกมันก็เป็นของมีค่าเหมือนกัน พอเราได้มาแล้วคงไม่ขาดแคลนทรัพยากรในการฝึกยุทธ์ไปในระยะหนึ่ง” อีกคนเสนอ
“อืม ก็ดีนะ ระหว่างฆ่าสัตว์ต่างดาวก็หาสุสานมังกรที่เปิดไปด้วย ถ้าเจอก็ดี ถ้าไม่เจอก็ไม่ถือว่าเสียเปล่า”
“เห็นด้วย!”
“งั้นตกลงกันตามนี้”
“อย่ามัวแต่สู้กับสัตว์ต่างดาวล่ะ ระวังผู้หญิงสกุลลั่วคนนั้นเอาไว้ด้วย”
“รับทราบ!”
พวกเขารับคำ ทว่าเดินหน้าต่อไปได้ไม่ไกล ผู้อาวุโสเฮยเฉอที่เพิ่งได้รับการรักษาแขนก็นิ่วหน้าและสูดหายใจลึก ก่อนจะหันมองหนึ่งในผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์วัยกลางคน “ต้าซาน รู้สึกได้ถึงความผิดปกติไหม?”
“ผิดปกติเหรอ ผิดปกติตรงไหน?” ต้าซานถามด้วยท่าทีงุนงง
“ลองตรวจสอบร่างกายตัวเองดูสิ”
“ร่างกายเหรอ ร่างกายก็ไม่… เอ๊ะ ฉันถูกวางยานี่! บัดซบ! พิษนี้มาได้ยังไง…” ต้าซานที่เพิ่งรู้ตัวถึงกับตกตะลึง
ทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็สั่นเทาและมีเลือดสีดำไหลออกจากจมูก
“ทุกคนกลั้นหายใจเอาไว้! ที่นี่มีไอพิษ ใครมีมียาต้านพิษก็รีบส่งให้ทุกคนกินซะ!” ผู้อาวุโสเฮยเฉอรีบหยิบขวดยาออกมาเทยาต้านพิษหลายเม็ดออกมา เขากินเองเม็ดหนึ่ง และโยนอีกสองเม็ดให้เพื่อนอีกสองคน
“มันคือยาพิษ ฉันเองก็ถูกวางยา ให้ตายเถอะ ยาพิษนี่มันคืออะไรกัน รุนแรงเกินไปแล้ว…” ชายชราอีกคนที่อยู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นต้นตัวสั่นและล้มหัวกระแทกพื้น
ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ!
เสียงร่างคนร่วงลงกับพื้นดังสนั่นก้องทั่วบริเวณ
เพียงครึ่งนาที ผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นต้นและขั้นกลางมากกว่าสิบคนก็ถูกวางยาพิษ ร่างกายกระตุกและค่อย ๆ ขาดใจตาย
ไม่กี่ร้อยเมตรห่างออกไป
ลั่วเทียนอี้ที่นั่งซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้หนามองผ่านช่องว่างระหว่างดงหญ้าและต้นไม้ เธอเห็นว่าผู้แข็งแกร่งจากพันธมิตรสวรรค์หลายคนทรุดลงไปกองกับพื้น โดยไม่มีแม้โอกาสที่จะได้ส่งเสียงร้องให้เธอได้ยินด้วยซ้ำ
ทันใดนั้น เธอก็หยิบยาต้านพิษเข้าปากและกลั้นหายใจ
พิษนี้มาจากไหนกัน?
ไอพิษที่ทั้งไร้สีและไร้กลิ่นอย่างนั้นหรือ? หรือมีใครบางคนจงใจวางยาคนจากพันธมิตรสวรรค์?
ลั่วเทียนอี้ไม่เพียงแต่ไม่กังวลเท่านั้น แต่ยังยินดีมากด้วย
เธอเองก็อยากให้คนจากพันธมิตรสวรรค์ตายเช่นกัน และต้องตายแบบไม่ฟื้นด้วย
เธอมาสำรวจสุสานมังกรกับคู่หมั้นของตนคราวนี้ แต่เขากลับถูกไอ้พวกนั้นฆ่าตาย เธอจึงต้องการแก้แค้น
ไม่ว่าคนที่วางยาพิษนี้จะเป็นใคร ขอเพียงคนชั่วพวกนั้นตายก็เพียงพอแล้ว