หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 896 กำชับ
ทั้งหลินเสี่ยวเสียนและหวงเหวินเหวินต่างตกตะลึงกับความสัมพันธ์ระหว่างโจวอี้กับอู๋ซินเยว่
อู๋ซินเยว่เป็นใคร?
เธอคนนั้นเป็นถึงผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองเยี่ยเฉิง มีทรัพย์สินรวมกันแล้วเกือบแสนล้านหยวน
ที่สำคัญยังเป็นเจ้านายของพวกเธออีกด้วย
ก่อนหน้านี้พวกเธอต้องเงยหน้ามองอู๋ซินเยว่
ทว่าตอนนี้เจ้านายผู้ยิ่งใหญ่และสูงส่งอย่างอู๋ซินเยว่กลับกลายมาเป็นพี่สะใภ้และน้องสะใภ้ของพวกเธอ
สถานะที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้พวกเธอเตรียมใจไม่ทันไปชั่วขณะ
“น้องโจว เจ้านายของพี่…เธอ… มีลูกชายกับนายจริงเหรอ?” หลินเสี่ยวเสียนถาม
“ครับ ลูกเราอายุยังไม่ทันได้ขวบดีเลยครับ” โจวอี้หัวเราะ
หลินเสี่ยวเสียนและหวงเหวินเหวินพูดอะไรไม่ออก
พวกเธอรู้ว่าโจวอี้แข็งแกร่ง แต่นึกไม่ถึงว่าจะแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้
ถ้าหาก…
ตอนนั้นตระกูลโจวมีผู้แข็งแกร่งอย่างโจวอี้ พวกเขาจะยังถูกกองกำลังปริศนากวาดล้างหรือไม่
โจวอี้ไม่เปิดเผยเรื่องระหว่างเขากับอู๋ซินเยว่ไปมากกว่านี้ เขาลุกขึ้นและยกยิ้ม “ไปกันเถอะครับ! ผมจะไปส่งเอง”
ไม่นานหลังจากนั้น ทั้งสามก็มาถึงบริเวณด้านหน้าร้านอาหาร
หลินเสี่ยวเสียนเหลือบมองกุญแจรถในมือโจวอี้แล้วส่ายหน้าให้ “น้องโจว นายไปส่งเหวินเหวินกลับเถอะ! เดี๋ยวพี่กลับบริษัทไปขับรถกลับเอง”
“โอเคครับ!” โจวอี้พยักหน้าและเอ่ยต่อ “พี่ครับ ผมกลับจากโลกตงเทียนแล้วจะแวะมาหาที่นี่นะครับ เดี๋ยวจะพาไปหาลูกชายครับ”
“อืม ตกลงตามนั้น” เธอยิ้มก่อนจะแยกกลับไป
โจวอี้เดินนำหวงเหวินเหวินไปยังลานจอดรถ หลังจากมาถึงรถซูเปอร์คาร์คันหรูที่ขับมาที่นี่ เขาก็เปิดประตูรถให้เธอเข้าไปนั่ง เมื่อเห็นเธอนั่งด้านในแล้วจึงปิดประตูและเดินอ้อมไปยังฝั่งคนขับ
เขาไม่ได้รีบร้อนสตาร์ตเครื่องยนต์ แต่มองหวงเหวินเหวินและเอ่ยว่า “น้องหวง ถ้าพี่จำไม่ผิด เธอกับอาชุนเหมยยังอยู่ที่บ้านยายของเธอใช่ไหม?”
“ค่ะ!” เธอพยักหน้ารับ
โจวอี้หยิบเอกสารบนเบาะหลังมายื่นให้เธอ “ในเมื่อเธอไม่อยากไปต่างประเทศก็อยู่ที่เมืองเยี่ยเฉิงต่อเถอะ! นี่เป็นเอกสารและกุญแจวิลล่า เธอเก็บเอาไว้นะ อีกสองวันจะมีคนติดต่อไปเรื่องโอนวิลล่าเป็นชื่อของเธอ แล้วก็มีเงินสิบล้านหยวนอีกก้อนหนึ่งด้วย เธอรับเอาไว้นะ”
“พี่คะ ฉันรับเอาไว้ไม่…”
“พี่ให้แล้วก็รับเอาไว้สิ” โจวอี้เอ่ยขัดคำพูดเธอ
“ฉัน…”
“เหวินเหวิน จำเอาไว้ให้ดีว่าตระกูลโจวของเราเหลือสมาชิกไม่มาก ต่อไปนี้ไม่ว่าพี่จะให้อะไรเธอก็ต้องรับเอาไว้แต่โดยดี” โจวอี้บอกก่อนจะลดกระจกรถลงหลังจากจุดบุหรี่สูบ และเอ่ยสำทับว่า “พี่จะบอกอะไรให้อย่างหนึ่งนะ แต่เรื่องนี้รู้กันแค่เธอกับอาชุนเหมยนะ ห้ามบอกให้ครอบครัวของยายเธอรู้เด็ดขาด”
“ค่ะ” เธอพยักหน้ารับ
เธอเองก็ไม่ได้ชอบคนในครอบครัวฝั่งแม่เท่าไหร่นัก
ตลอดเวลาที่เติบโตมา เธอกับแม่ถูกข่มเหงรังแก หากไม่ใช่เพราะว่าพวกเธอไม่มีทางเลือก คงอยากย้ายออกไปใช้ชีวิตอยู่กันเองแล้ว
“ปู่สามของพี่เองก็ยังมีชีวิต เขาเองก็เป็นปู่ของเธอเหมือนกัน” โจวอี้กล่าว
“พี่เสี่ยวอี้ พูด… พูดจริงเหรอคะ?” หญิงสาวเบิกตากว้างและอุทานออกมาทันที
“จริงสิ เรื่องนี้อาชุนเหมยเองก็รู้แล้ว” โจวอี้บอก
“ดีจังเลยค่ะ”
ภาพที่เธอเห็นพร่าเลือนไปเพราะน้ำตาที่เอ่อคลอ
แม้เธอจะไม่ได้มีปู่อยู่ในความทรงจำ แต่ก็ไม่ได้เกลียดชังเขา
เธอรู้ว่าหากไม่ถึงที่สุดจริง ๆ ปู่คงไม่มีทางทิ้งแม่กับเธอให้อยู่เพียงลำพัง
“พี่เสี่ยวอี้ ปู่สบายดีไหมคะ?” เธอถาม
“ตอนนี้เขาสบายดีแล้ว แต่เมื่อก่อน… เขาก็ลำบากตรากตรำมามาก” โจวอี้ตอบพร้อมรอยยิ้มขมขื่น
หวงเหวินเหวินยิ้มตาม ทำนบน้ำตาแตกและไหลพรากมาตามซีกแก้ม
‘ลำบากตรากตรำ’ คำพูดเพียงเท่านี้ทำให้เธอเข้าใจว่าปู่คงเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานมาตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมานี้
“เหวินเหวิน อย่าร้องไห้เลย ช่วงเวลาอันเลวร้ายมันผ่านพ้นไปแล้ว ตอนนี้ปู่สามก็สบายดี เขาช่วยพี่ดูแลบางเรื่องที่ต่างประเทศอยู่ หลังจากตระกูลโจวของเราแก้แค้นได้สำเร็จ พี่จะพาเธอไปเจอเขาเอง” โจวอี้ลูบไหล่เธอเบา ๆ อย่างปลอบโยน
“พี่เสี่ยวอี้ ฉันจะแก้แค้นให้ได้ค่ะ” เธอปาดน้ำตาและยืนกรานหนักแน่น
“อื้ม!”
โจวอี้ไม่ได้ทักท้วง แต่กลับพูดขึ้นว่า “มีกระเป๋าอยู่ท้ายรถ ด้านในไม่ได้มีแค่ยาเพื่อช่วยฝึกยุทธ์เท่านั้นนะ แต่มีแก่นวิญญาณกับไข่มุกแก่นชีพที่เป็นทรัพยากรฝึกยุทธ์ที่พี่เตรียมมาให้เธอกับอาชุนเหมยด้วย น่าจะพอให้ใช้ไปได้อีกหลายปี เหวินเหวิน ถ้าเธออยากแก้แค้นก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ ต้องตั้งใจฝึกและต่อสู้เคียงข้างพี่ในอนาคตเพื่อฆ่าศัตรูของตระกูลโจว”
“พี่เสี่ยวอี้ ฉันจะพยายามค่ะ” เธอกำหมัดแน่นและบอกด้วยท่าทีมุ่งมั่น
“ของในกระเป๋า ฉันจะส่งไปที่วิลล่าหลังนั้นให้เอง พอเธอกับอาชุนเหมยย้ายเข้าไปอยู่ก็เอาของในนั้นออกมาใช้นะ”
“ค่ะ!” หวงเหวินเหวินเข้าใจได้ทันที
เธอรู้ว่าโจวอี้กำลังป้องกันคนจากครอบครัวยายของเธอ อันที่จริงไม่ได้มีเพียงเขาที่ต้องระวังตัว เธอเองก็ต้องระวังตัวเช่นกัน เนื่องจากหากคนตระกูลหวงรู้ว่ามีของเหล่านี้ คงไม่แคล้วจะหาทางมาแย่งชิงมันไปแน่นอน
“เหวินเหวิน เรื่องบ้านกับร้าน พอครอบครัวยายเธอรู้ก็อ้างไปว่าเจ้านายให้มาเป็นของขวัญ เข้าใจไหม?” โจวอี้กำชับ
“เข้าใจแล้วค่ะ”
“อืม ตระกูลหวง…. ก็สูญเสียไปมากเพราะติดร่างแหไปกับตระกูลโจว พอเราแก้แค้นสำเร็จ พี่เองก็จะชดใช้ให้พวกเขา”
หวงเหวินเหวินได้ยินดังนั้นก็เผยยิ้มและเบาใจลงได้เต็มที่
ณ คฤหาสน์บนยอดเขา
อู๋ซินเยว่วางโทรศัพท์แนบหูเพื่อฟังฉางคุนรายงานสถานการณ์ เธอยกมุมปากปรากฏเป็นรอยยิ้มบนใบหน้าสวย
“เข้าใจแล้ว”
เธอวางสายและสบตาที่กำลังฉายแววสงสัยของเซี่ยหลู่พลางยิ้มให้ “เรื่องเล็กน้อยน่ะ”
“เรื่องเล็กแต่กลับยิ้มออกมาเนี่ยนะ” เซี่ยหลู่เอ่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เรื่องเล็กจริง ๆ แค่มีคนอยากไปแย่งห้องจักรพรรดิตอนที่โจวอี้ไปกินข้าวที่ร้าน” อูซินเยว่เล่าเรื่องให้เซี่ยหลู่ฟังแล้วเอ่ยทิ้งท้ายว่า “แต่ก็ดีเหมือนกันนะ ประหยัดแก่นวิญญาณไปได้ตั้งแปดร้อยแก่น”
“พรืด…” เซี่ยหลู่อดขำไม่ได้ “ว่าแต่เขาไปทำอะไรมา ทำไมโม่หยางถึงได้กลัวเขาขนาดนั้น? โจวอี้ช่วยชีวิตโม่หยางไปหลายครั้งที่สุสานมังกรนั่นจริงเหรอ?”
“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ” อู๋ซินเยว่หัวเราะ
“เอาล่ะ ถือว่าเขาเป็นผู้แข็งแกร่งก็แล้วกัน” เซี่ยหลู่ขำคิกคัก
ทันใดนั้น เธอก็ตกใจ เนื่องจากมีน้ำพุ่งออกจากเตียงเด็กด้านข้างเลอะไหล่เธอพอดี
“ฉันจะบ้าตาย! เจ้าเด็กนี่ไม่ได้ใส่ผ้าอ้อมแค่แป๊ปเดียวเอง แต่กลับ…” เซี่ยหลู่กำหมัดด้วยความโมโห แต่หลังจากนั้นก็ถอนหายใจและเช็ดทำความสะอาดให้โจวผานอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและเสื้อผ้าให้
“ฮ่า ๆ!” อู๋ซินเยว่นั่งลงบนเตียง หญิงสาวกลั้นขำไม่อยู่
สามทุ่ม
โจวอี้ขับรถกลับมาถึงและพบว่าลูกชายยังไม่หลับ แต่สอดส่ายสายตาไปมาอย่างคึกคัก แววตาคล้ายสงสัยทุกอย่างบนโลกนี้
“โจวอี้ พวกเธอจำคุณได้ไหม?” เซี่ยหลู่เดินมาถามโจวอี้
“เลือดข้นกว่าน้ำ พวกเธอต้องจำได้อยู่แล้วสิ” โจวอี้หัวเราะ
“ดีเลย! ฉันจะไปเจอพวกเธอทีหลัง ต้องทำความรู้จักกันเอาไว้หน่อย” เธอหัวเราะร่า
โจวอี้ไม่ได้สนใจเธอ แต่กลับยื่นมือไปอุ้มลูกชายขึ้นมา “ลูกพ่อ พ่อหล่อไหม? โตขึ้นอยากหล่อเหมือนพ่อไหม?”
“พรืด…”
“ฮ่า ๆ…”
เสียงหัวเราะสองเสียงดังมาจากด้านหลัง