หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 895 เกาเซินตกตะลึง
ฉางคุนที่ยืนอยู่หน้าห้องจักรพรรดิถึงกับสะดุ้งโหยง
เขาไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้เห็นและได้ยิน ไม่อยากจะเชื่อว่าชายชราคนนั้นที่ไม่แม้แต่จะกลัวนายใหญ่ แต่กลับปอดแหกอย่างกับหนูเจอแมวเมื่อเห็นโจวอี้
เขาเป็นใครกัน? มีอำนาจขนาดนี้ได้อย่างไร?
ฉางคุนรู้สึกหวาดกลัวจนอยากเข้าไปขอโทษโจวอี้ ทว่ากลับก้าวเท้าไม่ออก
“ผู้จัดการฉาง ได้เวลาเสิร์ฟอาหารแล้ว” โจวอี้เดินมาหน้าประตูและมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม
“อ๊ะ? อ๋อ ได้เลยครับ รอสักครู่นะครับ” หลังจากเขาได้สติก็รีบบอกด้วยความสุภาพ
หลังจากนั้น เขาก็ส่งสัญญาณมือให้บริกรสาวทั้งหกคนด้านหลังยกอาหารเข้าไปในห้อง
อาหารที่ภัตตาคารกงถิงอวี้เยี่ยนรสชาติดีมาก ทั้งสีสันและกลิ่นล้วนสมบูรณ์แบบชวนให้น้ำลายสอ
โจวอี้ไม่ได้ให้ฉางคุนอยู่คอยให้บริการ เมื่ออาหารถูกยกมาวางบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เขากับหลินเสี่ยวเสียนและหวงเหวินเหวินที่มีสีหน้าพิกลก็หยิบตะเกียบและลงมือทานอาหาร
“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิครับ ผมไม่ได้รังแกใครสักหน่อย แค่เพราะตาแก่โม่คนนั้นสู้ผมไม่ได้เอง แล้วผมก็ช่วยชีวิตเขาไว้หลายครั้งด้วย” โจวอี้หัวเราะ
“นายเข้าไปในสุสานมังกรจริงเหรอ?” หลินเสี่ยวเสียนถาม
“ครับ! เราเจอกันตอนสู้กับพวกสัตว์ประหลาดต่างโลกในสุสานมังกร” โจวอี้อธิบาย
“เก่งมากเลย!” หลินเสี่ยวเสียนยกนิ้วโป้งชื่นชม
“พี่ครับ ผมให้ทรัพยากรในการฝึกยุทธ์กับคุณตาเอาไว้แล้ว ต่อไปนี้พี่ไม่ต้องกังวลว่าจะขาดแคลนทรัพยากรเลยนะ” เขาบอกก่อนจะหยิบโอสถสองขวดออกมายื่นให้เธอ “นี่เป็นโอสถระดับทองคำเพื่อช่วยฝึกยุทธ์สิบเม็ดครับ แล้วก็มีโอสถระดับปฐพีอีกสองเม็ด พยายามกินให้หมดก่อนจะถึงระดับกึ่งปรมาจารย์นะครับ”
“น้องชาย ฉันรับเอาไว้ไม่…”
“พี่ครับ พี่ต้องการโอสถช่วยฝึกยุทธ์นะ ถ้าระดับพี่สูงกว่านี้ ผมให้โอสถระดับสวรรค์ได้เลยด้วยซ้ำ ดังนั้นอย่าปฏิเสธเลยนะครับ ถ้าเราแข็งแกร่งแล้วละก็ ในอนาคตเราจะได้ปกป้องคนที่เรารักได้”
หลินเสี่ยวเสียนยิ้ม เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็รับโอสถทั้งสองขวดมา
โจวอี้เหลือบมองหวงเหวินเหวินและเห็นว่าอีกฝ่ายส่งสายตาอิจฉา มุมปากเขาจึงยกยิ้มขึ้น
ทว่าเขาไม่ได้ให้โอสถกับเธอในครั้งนี้
ณ หน้าภัตตาคารกงถิงอวี้เยี่ยน
เฉินเหวินชุนกลั้นขำขณะมองหน้าโม่หยางด้วยสายตาขบขัน เขารู้เรื่องที่เกิดขึ้นในภัตตาคารแล้ว เพียงแต่ไม่ได้เข้าไปในภัตตาคารและไม่ได้พบโจวอี้
“เจ้าคนแซ่เฉิน เลิกทำสายตาแบบนั้นซะทีเถอะน่า” โม่หยางอับอายขายหน้า
“ฮ่า ๆ!” เขาลั่นหัวเราะออกมา
“หัวเราะหายายนายหรือไง!” โม่หยางด่ากลับก่อนจะหันไปมองเกาเซินและถามอย่างไม่สบอารมณ์นัก “นี่แกตั้งใจทำอย่างนั้นใช่ไหม?”
“ตั้งใจอะไรครับ?” เกาเซินถามด้วยท่าทีงุนงง
“ยังจะมาตีหน้าซื่อกับฉันอีก รู้ไหมว่าคนที่อยู่ในห้องจักรพรรดิเป็นใคร โจวอี้ไง! พาเราไปกินข้าวที่ไหนไม่พาไป ดันพามาที่เดียวกับโจวอี้ ถ้าแกอยากจะตายก็อย่าลากเราไปด้วยสิ!” โม่หยางเอ่ยเสียงแข็ง
“ผู้อาวุโสโม่ เขาเป็นใครครับ? ระดับคุณแล้วทำไมถึงยังกลัวเขาอยู่อีกล่ะครับ?” เกาเซินลอบกลืนน้ำลาย
“ระดับฉันน่ะเหรอ? เหอะ แกประเมินฉันสูงไปแล้ว!” โม่หยางหัวเราะอย่างเฉยชา
“ผมพูดผิดเหรอ คุณเป็นผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นปลาย ทั้งโลกผู้ฝึกยุทธ์มีน้อยคนจะเก่งกว่าคุณ ไม่ต้องพูดถึงคนอายุน้อยแบบเด็กแซ่โจวคนนั้นเลย เขาจะเก่งไปกว่าคุณได้ยังไง” เกาเซินถาม
“ไอ้โง่!” โม่หยางต่อว่าก่อนหันไปมองเฉินเหวินชุนและพูดว่า “นายบอกเขาเองแล้วกันว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร”
“เขาชื่อโจวอี้ มาจากสำนักโอสถ” เฉินเหวินชุนยิ้ม
โจวอี้หรือ?
เกาเซินคุ้นหูว่าเคยได้ยินชื่อนี้จากที่ไหนมาก่อน
ทันใดนั้น เขาก็เบิกตากว้างขณะที่ดวงตาฉายแวววูบไหว
เขานึกออกแล้ว!
โจวอี้จากสำนักโอสถ อัจฉริยะเพียงคนเดียวที่ขึ้นสู่บันไดสวรรค์ที่แปดในคุนหลุนได้สำเร็จ และยังขึ้นชื่อว่าเป็นคนที่อยู่ต่ำกว่าระดับผสานเต๋าคนแรกที่ทำได้สำเร็จ
“เกาเซิน เมื่อก่อนโม่หยางกับฉันจะเข้าไปในสุสานมังกร เราได้ยินข่าวลือว่าโจวอี้เป็นคนที่อยู่ต่ำกว่าระดับผสานเต๋าคนแรกที่ขึ้นบันไดสวรรค์ที่แปดได้สำเร็จ ตอนนั้นเรายังคิดว่าเป็นเรื่องตลกอยู่เลย เพราะการขึ้นบันไดสวรรค์ได้ไม่จำเป็นว่าจะต้องต่อสู้เก่ง ถึงยังไงการฝึกฝนก็สำคัญกว่าอยู่แล้ว”
“แต่รู้อะไรไหม หลังจากเราเข้าไปในสุสานมังกร โจวอี้ก็แสดงให้เห็นว่าความสามารถในการต่อสู้ของเขาน่ะเหนือกว่าผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์พร้อมไปแล้ว”
“เด็กคนนั้นมักจะยิ้มอยู่ตลอด แต่พอต้องฆ่าคนกับสัตว์ประหลาด เขาก็โหดเหี้ยมมาก แม้แต่โม่หยางกับฉันเห็นแล้วยังอึ้งเลย”
“จะบอกเอาไว้อย่างหนึ่งนะ นายต้องฟังให้ดี”
“ต่อไปจะไปมีเรื่องกับผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าก็ได้ แต่อย่าไปหาเรื่องโจวอี้เด็ดขาด”
“เพราะถ้ามีเรื่องกับผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋า อย่างมากก็มีแค่คนเดียวที่ตามแก้แค้น แต่ถ้าไปหาเรื่องโจวอี้ละก็ รับรองว่าจะมีผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์อย่างน้อยร้อยคนตามไล่ล่านาย”
“มีคนมากมายติดค้างบุญคุณกับเขาไว้ หลายคนอยากได้โอสถ แก่นวิญญาณ น้ำลายมังกร และไข่มุกแก่นชีพของเขา”
“แล้วฉันก็ลืมบอกไปด้วยว่าเขามีพี่น้องและเด็ก ๆ ที่หากไม่อยู่ในระดับปรมาจารย์ก็เป็นอัจฉริยะระดับบรรพจารย์ยุทธ์ไม่น้อยเลย”
“ยังจะไปมีเรื่องกับเขาอยู่ไหมล่ะ เฮ้อ…”
เฉินเหวินชุนเอ่ยจบ เขาก็เห็นเกาเซินอ้าปากค้าง จึงหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน
เกาเซินถึงกับตกตะลึง
เขานึกไม่ถึงว่าโจวอี้จะแสดงฝีมืออันเก่งกาจในสุสานมังกรขนาดนี้ อีกทั้งยังไม่คิดว่าจะช่วยชีวิตผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ไว้ได้ตั้งมากมาย
หากสิ่งที่เฉินเหวินชุนพูดมาเป็นเรื่องจริง ต่อไปจะมีใครในโลกผู้ฝึกยุทธ์กล้าที่จะหาเรื่องเจ้าตัวอีก?
สายตาโม่หยางวูบไหวขณะเอ่ยว่า “แก่นวิญญาณแปดร้อยแก่นน่าจะพอกับการซื้อชีวิตแกใช่ไหม? แกเอาแก่นวิญญาณมาให้ฉันเดี๋ยวนี้เลย!”
เกาเซินอ้าปากพะงาบ ๆ ก่อนจะพยักหน้าให้
เป็นเรื่องจริง!
ชีวิตของเขามีค่ามากกว่าแก่นวิญญาณแปดร้อยแก่น
จากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสทั้งสอง ถือซะว่าโม่หยางช่วยชีวิตเขาไว้ก็แล้วกัน
ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอู๋ซินเยว่ถึงได้ให้ความสำคัญกับโจวอี้ และถึงกับเตรียมห้องจักรพรรดิเพื่อให้โจวอี้ทานอาหาร
ภายในห้องจักรพรรดิ
ระหว่างที่กำลังทานอาหาร โจวอี้ได้อธิบายหลายเรื่องให้พวกเธอฟัง อย่างเช่นการปิดบังตัวตน และไม่เปิดเผยระดับของตัวเอง
หลังจากทานข้าวเสร็จ พวกเขาทั้งสามก็คุยกันเกือบจบพอดี
“ผมขอบอกเอาไว้อย่างสุดท้าย ถ้าต่อไปเจอเรื่องอันตรายที่เมืองเยี่ยเฉิง หรือปัญหาที่แก้ไขเองไม่ได้ ก็ให้ไปหาอู๋ซินเยว่ได้เลยนะครับ เธอจะช่วยปกป้องให้ถึงที่สุด!” โจวอี้บอก
“ทำไมล่ะ?” หลินเสี่ยวเสียนถาม
“เรื่องมันซับซ้อนน่ะ…” เขาบอกด้วยท่าทีลำบากใจ
เขาเล่าเรื่องถังหว่านกับโจวเหมียวเหมี่ยวให้พวกเธอฟังระหว่างทานข้าวแล้ว
“ซับซ้อนยังไงล่ะ? ไม่เป็นไรหรอก เล่ามาเถอะ เราฟังได้ ยาวหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก” หลินเสี่ยวเสียนบอก
“ใช่ ฉันก็ว่างเหมือนกัน” หวงเหวินเหวินบอก
“อะแฮ่ม”
โจวอี้กระแอมสองทีก่อนจะฝืนหัวเราะ “ก็ได้! แต่ต้องเก็บเป็นความลับนะ!”
“จะเหยียบให้มิดเลย!”
“อื้ม!” หลินเสี่ยวเสียนและหวงเหวินเหวินพยักหน้า
“อันที่จริงอู๋ซินเยว่เป็นแม่ของลูกผม” โจวอี้บอกพลางถูจมูก
“แม่ของลูกเหรอ? หมายความว่าเธอเป็น… ภรรยาของนายเหรอ?” หลินเสี่ยวเสียนอึ้งไป
หวงเหวินเหวินตกใจสุดขีด เธออ้าปากค้างคล้ายจะกลืนไข่เป็ดไปได้ทั้งลูก