หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 898 เข้าใจผิด
บนฝั่ง
เฉินเหวินจิ้นยืนข้างเฉินซานด้วยความเคารพ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมลุงของเขาถึงไม่กลับไปหรือไปที่สำนัก
เขารู้นิสัยลุงน้อยของเขาคนนี้ดี
โลกตงเทียนนี้เต็มไปด้วยซากศพและทะเลโลหิต ด้วยลักษณะนิสัยของเฉินซานแล้ว คนคนนี้จะต้องไปต่อสู้กับเผ่าพันธุ์ต่างดาวและสัตว์ร้ายเหล่านั้น
วี้ดดด!
จู่ ๆ เฉินเหวินจิ้นก็ได้ยินเสียงนกหวีด
เมื่อเขามองออกไปในระยะไกล ก็เห็นเรือสปีดโบตแล่นมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งบนเรือลำเล็กนั้นมีอยู่สี่คน
“ผมจะไปดู…”
ก่อนที่เฉินเหวินจิ้นจะพูดจบประโยค เขาก็เห็นลุงของเขาแย้มยิ้มสดใสและพุ่งไปยังท่าเรือที่อยู่ห่างออกไปหนึ่งร้อยเมตร
เกิดอะไรขึ้น?
ลุงของเขากำลังรอใครอยู่หรือเปล่า?
รอสี่คนนั้นที่อยู่บนเรือสปีดโบต?
เวลานี้หลายคนที่ลงจากเรือโดยสารในบริเวณใกล้เคียงและผู้ที่อยู่บนฝั่งก็มองเห็นทั้งสี่คนบนเรือสปีดโบต รวมถึงหลิวหลินที่สวมชุดลำลองสีดำ
“นั่นเขาเหรอ?”
“ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่?”
หลิวหลินจ้องเขม็งไปที่ชายหนุ่มบนเรือลำเล็กนั้นด้วยความรู้สึกซับซ้อน
“เฉินซาน” โจวอี้กระโดดลงจากเรือและเผชิญหน้ากับเฉินซานที่กำลังใกล้เข้ามา ชายหนุ่มยิ้มแย้มแล้วถามว่า “คุณรอนานไหม?”
“ผมรอมาสองวันแล้วล่ะ” เฉินซานหัวเราะ
“เอ่อ แล้วนี่ใครครับ?” โจวอี้ชี้ไปที่เฉินเหวินจิ้นที่อยู่ด้านหลังเฉินซาน
“อาจารย์ลุงน้อย นี่คือเฉินเหวินจิ้น ศิษย์สำนักโอสถของเราเอง” หลังจากที่เฉินซานพูดจบ เขาก็มองไปที่เฉินเหวินจิ้น และตำหนิด้วยเสียงต่ำ “มัวยืนอยู่ตรงนั้นทำไม นี่คือลุงใหญ่ของนาย ทักทายเขาสิ”
ลุงใหญ่?
เฉินเหวินจิ้นแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
ชายหนุ่มตรงหน้าเขาอายุเท่าไหร่เอง? จะเป็นลุงของเขาได้อย่างไร?
หรือว่าอาจจะเป็น…
จู่ ๆ ความตกใจก็พุ่งเข้ามากระทบหัวใจของเฉินเหวินจิ้นอย่างแรง เขารีบโค้งคำนับทันที “สวัสดีครับ ท่านลุง”
“อืม”
โจวอี้ยิ้ม ก่อนจะถามในขณะที่เดินไปข้างหน้า “มีผู้ฝึกยุทธ์ที่มาช่วยสนับสนุนเรากี่คนแล้ว?”
“ผู้ฝึกยุทธ์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์กว่า 500 คน ผู้ฝึกยุทธ์ระดับผสานเต๋ากว่า 30 คน และผู้ฝึกยุทธ์ ระดับเทพแปลง 4 คนครับ” เฉินซานกล่าว
“การต่อสู้ที่นั่นเป็นยังไงบ้าง?”
“สถานการณ์ไม่สู้ดี เผ่าพันธุ์มนุษย์ต่างดาวและสัตว์ร้ายที่รุกรานมีจำนวนมากเกินไป ในจำนวนนั้นมนุษย์ต่างดาวหลายตนมีพลังมหาศาล เทียบได้กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับเทพแปลงเลยล่ะ” เฉินซานกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น
เมื่อได้ยินเช่นนี้ โจวอี้ก็รู้สึกหนักใจ เนื่องจากผู้ฝึกยุทธ์แต่ละคนที่แข็งแกร่งเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ที่มีค่า ทุกคนที่เสียชีวิตในการต่อสู้กับมนุษย์ต่างดาวคือความสูญเสียต่อมนุษยชาติ
หลังจากนั้นคงต้องใช้เวลาหลายทศวรรษหรือหลายศตวรรษกว่าที่คนคนหนึ่งจะฝึกฝนไปสู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์หรือระดับผสานเต๋า
หากมีบุคคลที่ทรงพลังหลายคนเสียชีวิตไปในสนามรบ และในอนาคตยังมีมนุษย์ต่างดาวจำนวนมากบุกเข้ามาอีก คนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เติบโตเต็มที่คงจะต้านทานไม่ไหว
“อาจารย์ลุงน้อย มีบางอย่างที่ผมต้องบอกคุณ” เฉินซานพูดขึ้นด้วยท่าทีลังเล
“อะไรครับ?”
“คนจากนิกายเร้นลับมาถึงแล้ว แม้ว่าจำนวนของพวกเขาจะไม่มากนัก แต่…”
“นิกายเร้นลับ?”
แววของโจวอี้พลันเย็นชา แต่เขาก็พยักหน้าทันทีและเดินไปข้างหน้าด้วยสีหน้าที่ไร้ความรู้สึก
เฉินซานถอนหายใจ ก่อนจะหันไปและพบว่าเฉินเหวินจิ้นยังคงตามมา เขาโบกมือทันทีและพูดว่า “นายไปทำธุระเถอะ ฉันจะติดตามอาจารย์ลุงน้อย”
“ครับ!” เฉินเหวินจิ้นเห็นด้วย เขาโค้งคำนับตามหลังของโจวอี้แล้วถอยกลับไป
เขาเดาตัวตนของโจวอี้ได้ เนื่องจากในสำนักทั้งหมด มีเพียงรุ่นของโจวอี้เท่านั้นที่ต้องเรียกว่าลุงใหญ่
เมื่อก่อนเขาไม่รู้จักโจวอี้ จนกระทั่งปีที่แล้วเมื่อเขาได้ยินชื่อนี้
ก่อนหน้านี้เขาได้รับคำสั่งให้ต้อนรับบุคคลทรงพลังซึ่งมาจากทุกทิศทุกทางเพื่อสนับสนุนพวกเขา และเมื่อเขาได้ฟังเรื่องราวหลายอย่างจากปากของพวกเขา เขาก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของโจวอี้ และมันทำให้เขาตกตะลึง
เขาอายุยี่สิบเจ็ดปีและอยู่ในระดับปรมาจารย์เท่านั้น ในขณะที่โจวอี้เป็นผู้แข็งแกร่งที่ด้อยกว่าระดับผสานเต๋าเพียงเล็กน้อย
เฉินเหวินจิ้นกำลังนึกถึงข่าวลือที่เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับโจวอี้ ทันใดนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมาเห็นสาวสวยถือดาบยาวเดินมาหา เขาจึงเลิกคิดเรื่องโจวอี้แล้วเอ่ยกับผู้มาใหม่ว่า “ผมคือเฉินเหวินจิ้นแห่งสำนักโอสถ คุณคือผู้มาช่วยสนับสนุนใช่ไหมครับ?”
หลิวหลินได้เดินแยกออกมาแล้ว แต่กลับถูกเฉินเหวินจิ้นขวางไว้ ทำให้เธอพลันขมวดคิ้วมุ่น
“ฉันมีธุระกับเขา” หลิวหลินชี้ไปยังโจวอี้ที่เดินห่างออกไปหลายสิบเมตรแล้ว
“ลุงใหญ่?” เฉินเหวินจิ้นผงะ และกล่าวด้วยความเคารพทันทีว่า “ผมไม่รู้ว่าคุณรู้จักลุงใหญ่ ขออภัยในความไม่เหมาะสม”
“ไม่เป็นไร แค่คุณไม่ขวางทางฉันก็พอ… เฮ้ ทำไมเขาขึ้นรถแล้วออกไปล่ะ?” หลิวหลินต้องการตามให้ทัน แต่รู้ตัวว่าสายเกินไปแล้ว
“ไม่ต้องห่วง ลุงใหญ่กำลังจะไปโลกตงเทียน กรุณารอสักครู่ ผมจะจัดคนพาคุณไปที่นั่น” เฉินเหวินจิ้นยิ้ม ก่อนจะชี้ไปยังชายร่างกำยำที่อยู่ใกล้ ๆ และเมื่อชายคนนั้นมาถึง เขาก็พูดว่า “พาผู้หญิงคนนี้ไปที่ค่ายกลเคลื่อนย้าย เธอรู้จักลุงใหญ่ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลของเธอ แค่ปล่อยให้เธอผ่านเข้าไป”
“ครับ!” ชายร่างกำยำพยักหน้าด้วยความเคารพ จากนั้นก็พูดกับหลิวหลินว่า “โปรดตามผมมา”
“พวกคุณ…” หลิวหลินมีท่าทีลังเล แต่เมื่อเธอนึกถึงคนคนนั้น เธอก็กัดฟันและเดินตามชายร่างกำยำไปยังบริเวณที่จอดรถ
เธอเข้าไปในรถออฟโร้ดสีดำ ก่อนจะมองไปที่ชายร่างกำยำซึ่งกำลังขับรถและถามอย่างลังเลว่า “คุณลุง ฉันควรจะเรียกคุณว่ายังไงดี?”
“ฉันแซ่หม่า เรียกฉันว่าลุงหม่าก็ได้”
“ลุงหม่า เรากำลังจะไปไหนกันคะ?” หลิวหลินถาม
“อ้าว คุณไม่รู้เหรอ?” ชายร่างกำยำรู้สึกประหลาดใจ แต่แล้วเขาก็หัวเราะและพูดว่า “คุณมากับพวกผู้อาวุโสของสำนักโอสถใช่ไหม? เขาไม่ได้บอกคุณเหรอว่าครั้งนี้เรามาที่นี่เพื่อช่วยสนับสนุนสำนักโอสถ และฆ่ามนุษย์ต่างดาวในโลกตงเทียน?”
อะไรเนี่ย?
สำนักโอสถคืออะไร?
โลกตงเทียนคืออะไร?
แล้วมนุษย์ต่างดาวเหล่านี้คืออะไร?
หลิวหลินสับสน
เหตุผลที่เธอตามเขามาก็เพราะเธอเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ซึ่งเป็นคนที่เธอเคยพบขณะร่างภาพในภูเขาชางหลางเมื่อไม่กี่ปีก่อน บุคคลนี้ทั้งแข็งแกร่งและดุร้าย
นอกจากนี้ เธอยังรู้มาอย่างหนึ่งว่าคนคนนั้นออกจากภูเขาชางหลาง และไม่เพียงเปิดบริษัทบันเทิงในเมืองจินหลิงเท่านั้น แต่ยังได้แต่งงานกับถังหว่านดาราดังอีกด้วย พวกเขามีลูกสาวที่อายุห้าหกขวบแล้วด้วยซ้ำ
“ลุงหม่า คุณกำลังพูดถึงโจวอี้หรือเปล่า?” หลิวหลินถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
“คุณบอกว่าเขาชื่อโจวอี้? เขา… คือเขา…” เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของชายร่างกำยำก็พลันเปลี่ยนไป แววตาของเขาเผยความเคารพยำเกรง
เกิดอะไรขึ้น?
หลิวหลินรู้สึกสงสัย ทว่าเธอก็ตัดสินใจที่จะตามไปดู
ตอนที่เธออยู่ที่ภูเขาชางหลาง เธอได้แลกกล่องช็อกโกแลตกับโสมอายุร้อยปีจากเขา ซึ่งถือว่าเป็นการเอาเปรียบโจวอี้อย่างมาก
ทางด้านโจวอี้นั้นไม่รู้ถึงสถานการณ์ของหลิวหลิน และไม่รู้เรื่องความเข้าใจผิดที่เฉินเหวินจิ้นก่อขึ้น
ขณะที่รถออฟโร้ดจอดอยู่ในลานจอดรถ โจวอี้ หลินเซิ่ง ชิวเหลียง และหลางไห่เจ้าหนุ่มน้อยลูกหมาป่าก็เดินตามเฉินซานเข้าไปในป่าเขียวชอุ่ม
ในไม่ช้า ทั้งห้าคนก็มาถึงครึ่งทางของภูเขาแล้ว
ณ บริเวณใต้ต้นไม้โบราณ มีชายสูงอายุสองคนนั่งอยู่ตรงข้ามกันและกำลังเล่นหมากรุก
“อาจารย์ลุงน้อย สองคนนี้เป็นผู้พิทักษ์ภูเขาของสำนักโอสถ พวกเขาอาวุโสมากและเราไม่ทราบระดับยุทธ์ของพวกเขา” เฉินซานพูดเบา ๆ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ โจวอี้ก็เดินไปหาชายชราทั้งสอง