หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 899 ค่ายสำนักโอสถ ณ โลกตงเทียน
หมากสีดำและขาวกำลังเดินหน้าหลบหลีกกันบนกระดานหมากรุก
ชายชราผมขาวสองคนจ้องกันเขม็ง หวังที่จะเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้
“โจวอี้คารวะผู้อาวุโสทั้งสองครับ” โจวอี้กล่าวขึ้นพลางประสานมือ
ชายชราทั้งคู่ทำทีเป็นไม่ได้ยิน สายตายังคงจ้องกระดานหมากรุกตรงหน้า
เมื่อเห็นเช่นนั้น โจวอี้ก็ไม่คิดรบกวนและหันหลังเตรียมจะเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อน”
เสียงชายชราดังขึ้นมาจากด้านหลัง
โจวอี้หันมาและพบว่าคนที่นั่งอยู่ด้านตะวันออกกำลังมองมาที่เขา
“ผู้อาวุโสมีอะไรเหรอครับ?”
“เจ้าคือโจวอี้ใช่ไหม?”
“ถ้าไม่มีคนอื่นในสำนักโอสถที่ชื่อโจวอี้เหมือนกัน ผมก็คิดว่าคนที่ผู้อาวุโสหมายถึงก็คือผมครับ” โจวอี้ยิ้มบาง ๆ
“ศิษย์ของเจ้าสำนักอย่างนั้นเหรอ? โจวอี้ที่หาทรัพยากรการฝึกยุทธ์มากมายจากโลกภายนอกมาให้สำนักน่ะเหรอ?” ชายชราที่นั่งอยู่ทางตะวันตกเงยหน้าขึ้นมองและถามโจวอี้
“ผมเองครับ” โจวอี้ยิ้ม
“อืม ไม่เลวนี่” ชายชราอีกคนทางด้านตะวันตกยกคลี่ยิ้ม จากนั้นก็ละสายตากลับไปมองกระดานหมากรุก
“เจ้าเด็กโจว อย่ามาตายที่นี่ล่ะ สำนักเราขาดแคลนอาหารเสื้อผ้า ทรัพยากรก็มีจำกัด ต่อไปเรายังต้องพึ่งพาเจ้าอยู่!” ชายชราอีกคนหัวเราะ
“ผมจะพยายามรักษาชีวิตเอาไว้ครับ”
“อืม ไปเถอะ!”
“ผมขอตัวนะครับ”
โจวอี้ผสานมือบอกลา ก่อนจะเดินตามเฉินซานขึ้นเขาและรีบเข้าไปในถ้ำ
ถ้ำนี้มีพื้นที่กว้างขวาง เพียงพอให้ทั้งห้าคนเดินเรียงหน้ากระดานเข้าไป
เมื่อเดินเข้าไปได้ไม่กี่ร้อยเมตร เขาก็พบโถงที่มีพื้นที่ราว ๆ สามร้อยตารางเมตร
ขณะนี้มีหกคนด้านในโถงนั้น ซึ่งสองคนนั่งอยู่ที่โต๊ะยาวที่ตั้งเอาไว้ ส่วนคนอื่น ๆ นั่งขัดสมาธิฝึกยุทธ์อยู่สี่มุมเหนือใต้ออกตก
“มาลงชื่อสิ” หญิงวัยกลางคนลุกขึ้นพลางผสานมือทักทายเฉินซาน ก่อนจะบอกเรื่องโจวอี้กับทุกคน
“อิงกู้ ไม่ต้องลงชื่อหรอก” เฉินซานรีบท้วง
“ทำไมล่ะ?” อิงกู้ขมวดคิ้วถาม
“เขาคืออาจารย์ลุงน้อยโจวอี้ ส่วนคนที่เหลือเป็นคนที่ติดตามอาจารย์ลุงน้อยมาด้วย” เฉินซานอธิบาย
โจวอี้งั้นหรือ?
เป็นเขาเองหรือ?
สีหน้าเธอพลันเปลี่ยนไป ในขณะที่ชายวัยกลางคนข้าง ๆ เธอลุกขึ้น ทั้งคู่ผสานมือพร้อมกันและทักทายด้วยความสุภาพ “คารวะอาจารย์ลุงน้อยโจวอี้”
“ไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้ครับ ผมเองก็ละอายที่บอกว่าตัวเองเป็นศิษย์สำนักโอสถ แต่ว่ากลับเพิ่งมาแนะนำตัว หวังว่าต่อไปนี้ถ้าผมมีเรื่องที่ไม่เข้าใจแล้วจะได้รับคำชี้แนะนะครับ” โจวอี้ผสานมือทักทายกลับด้วยรอยยิ้ม
“อาจารย์ลุงน้อยล้อเล่นแล้วล่ะ แต่ถ้ามีอะไรก็บอกเราได้ตลอดเลยนะ” อิงกู้ยิ้ม
“ได้ครับ!” โจวอี้พยักหน้าและส่งยิ้ม ก่อนจะหยิบไข่มุกแก่นชีพระดับสองยื่นให้พวกเขาทั้งคู่
ในตอนนี้เองที่ชายชราทั้งสี่คนที่นั่งขัดสมาธิอยู่สี่มุมลืมตาขึ้นมาแทบจะพร้อมกัน พวกเขามองพิจารณาโจวอี้อยู่เงียบ ๆ
“สวัสดีครับผู้อาวุโสทั้งสี่” โจวอี้หันไปมองและบอกพลางผสานมือเคารพ
พวกเขาไม่ได้ตอบและไม่ได้ลุกขึ้นด้วยซ้ำ แต่กลับมองโจวอี้และพยักหน้าให้ด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาลงเพื่อฝึกยุทธ์ต่อไป
พวกโจวอี้เดินตามเฉินซานทะลุผ่านกำแพงเข้าไปด้านในโดยที่ไม่มีการถูกปิดกั้น
เมื่อร่างกายของพวกเขาสัมผัสกับผนัง กำแพงก็เปลี่ยนเป็นประตูส่องแสงสีฟ้าซึ่งมีกระแสลมพัดกระเพื่อม
หลังจากที่รู้สึกเหมือนโลกกำลังหมุน โจวอี้ก็พบว่าตัวเองมาอยู่อีกโลกหนึ่ง
ที่นี่มีภูเขาและสายน้ำ รวมถึงตึกรามบ้านช่องแบบโบราณท่ามกลางย่านที่อยู่อาศัย ราวกับว่าเขาเข้ามาถึงเมืองในยุคโบราณ
ตอนนี้เขายืนอยู่ที่ทางเข้าเมือง
ปรมาจารย์ของสำนักโอสถแปดคนในชุดคลุมคุ้มกันพร้อมดาบในมือที่เฝ้าอยู่หน้าประตูทางเข้าเมืองขนาดใหญ่ซึ่งมีเสาหินสลักรูปมังกรได้เอ่ยถามพวกเขา
“ทุกท่าน เขาคืออาจารย์ลุงน้อยโจวอี้ ต่อไปนี้เวลาที่เขาเดินทางเข้าออกทางอาคมเคลื่อนย้ายก็ไม่จำเป็นต้องสอบถามอะไรเขานะ” เฉินซานบอกเสียงเรียบ
“คารวะอาจารย์ลุงน้อย” พวกเขาทั้งแปดยิ้มและผสานมือคำนับ
“อะแฮ่ม สวัสดีครับทุกคน” โจวอี้ยิ้ม ขณะเดียวกันไข่มุกแก่นชีพก็ลอยไปอยู่ในมือพวกเขา โจวอี้ยิ้มและเอ่ยว่า “ในเมื่อทุกคนเรียกผมว่าอาจารย์ลุงน้อย ก็ถือว่าของพวกนี้เป็นของขวัญที่เราได้พบกันแล้วกันครับ!”
“นี่มันไข่มุกแก่นชีพนี่!” ชายวัยกลางคนร่างกำยำเอ่ยด้วยท่าทีตกใจ
“ไม่เลวนี่ครับ รู้จักไข่มุกแก่นชีพด้วยเหรอครับ?” โจวอี้หัวเราะ
“ตอนที่ผู้อาวุโสจากโลกผู้ฝึกยุทธ์มาถึงที่นี่ก่อนหน้านี้ เราเคยเห็นพวกเขาใช้ไข่มุกแก่นชีพพวกนี้” อีกฝ่ายว่าจบก็ผสานมือพร้อมพูดว่า “ขอบคุณสำหรับของขวัญชิ้นนี้มากครับ อาจารย์ลุงน้อย”
“เราเองก็ขอบคุณที่ให้มันมาเหมือนกัน อาจารย์ลุงน้อย” อีกเจ็ดคนบอกพลางผสานมือ
“ไม่ต้องเกรงใจไปครับ”
โจวอี้ยิ้มและโบกมือ ในจังหวะที่จะพูดต่อก็เห็นลำแสงจากคนกลุ่มหนึ่งพุ่งมาหาแต่ไกล เพียงไม่กี่อึดใจฝ่ายนั้นก็มาถึงตัวโจวอี้
“สวัสดีครับอาจารย์” โจวอี้ยิ้ม
“สวัสดีครับเจ้าสำนัก” คนทั้งแปดผสานมือเคารพ
“เสี่ยวอี้ จัดการเรื่องด้านนอกเรียบร้อยดีไหม?” ฉู่เทียนฮุ่ยในชุดคลุมคุ้มกันสีขาวเปื้อนเลือดมองโจวอี้และถามออกมา
“จัดการเรียบร้อยแล้วครับ” โจวอี้เอ่ยพลางหยิบเสื้อคลุมคุ้มกันสีขาวชุดใหม่มาจากเรือเงาแล้วส่งให้ฉู่เทียนฮุ่ย “รีบเปลี่ยนสิครับ!”
“เจ้าเด็กนี่ ฉันไม่ได้ขาดแคลนเสื้อคลุมนะ… เอ๊ะ เสื้อคลุมคุ้มกันระดับสูงงั้นเหรอ?” เธอเอ่ยด้วยความแปลกใจ
“ก่อนที่ผมจะมาที่นี่ ผมได้ติดต่ออาจารย์จากตำหนักหมื่นประดิษฐ์ไปเพื่อขอซื้อเสื้อคลุมคุ้มกันระดับสูงกับเขามาไม่กี่ตัวน่ะครับ” โจวอี้บอกพลางยกยิ้ม
“อย่างนั้นเองเหรอ?”
เธอจ้องพิจารณาเสื้อคลุมคุ้มกัน ใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้มสดใส เธอรู้ว่าแม้อีกฝ่ายจะบอกว่าซื้อเสื้อคลุมมาแค่ไม่กี่ตัว แต่แท้จริงแล้วคงมีมากกว่านั้นแน่นอน
ทว่ามันก็ถือเป็นเรื่องดี!
ทุกวันนี้การต่อสู้รุนแรงมาก ยิ่งผู้แข็งแกร่งมีเสื้อคลุมคุ้มกันสวมใส่ก็ยิ่งลดความสูญเสียได้มาก
“ได้เอาทรัพยากรพวกนั้นมาด้วยหรือเปล่า?” เธอถาม
“เอามาทั้งหมดเลยครับ”
“ดี งั้นตามฉันมา!” เธอพูดจบก็มองหน้าเฉินซานพร้อมออกคำสั่ง “นายพาคนที่ติดตามเสี่ยวอี้มาด้วยไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวฉันให้เสี่ยวอี้ตามไปทีหลัง”
“ครับ!” เฉินซานรับคำอย่างแข็งขัน
ไม่กี่นาทีต่อมา
โจวอี้ตามฉู่เทียนฮุ่ย เหลียงเหล่ย และเวิงหลิวกุ้ยเข้าไปในอาคารทรงโบราณ
อาคารนี้มีสี่ชั้น ล้อมรอบไปด้วยลานกว้างที่มีอาคารโบราณสามชั้นอยู่ตรงกลาง
ภายในอาคารมีหญิงวัยกลางคนหน้าตาสะสวยสี่คนรออยู่เงียบ ๆ
“ฉันพักอยู่ที่นี่” ฉู่เทียนฮุ่ยบอก
“สวยจังครับ” โจวอี้หัวเราะ
“พวกเธอชื่อชุน เซี่ย ชิว และตง แซ่ฉู่ทั้งหมด ต่อไปนี้เรียกพวกเธอว่าศิษย์พี่ก็ได้” ฉู่เทียนฮุ่ยบอก
“โจวอี้คารวะศิษย์พี่ทั้งสี่” เขารีบทักทาย
“สวัสดีศิษย์น้องโจว” หญิงวัยกลางคนหน้าตาดีทั้งสี่ทักทายกลับพร้อมรอยยิ้ม พวกเธอมองโจวอี้ด้วยแววตาใคร่รู้
“เสี่ยวอี้ พักอยู่ที่นี่ซะเลยสิ!” ฉู่เทียนฮุ่ยแนะนำ
“ครับ!”
โจวอี้สูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะเริ่มนำไข่มุกแก่นชีพและแก่นวิญญาณจำนวนมหาศาลออกมาจากเรือเงา รวมถึงสมุนไพรล้ำค่าจำนวนมากอย่างไม่ขาดสาย
ไม่นานนัก พื้นที่ที่เคยว่างเปล่าก็เต็มไปด้วยทรัพยากรการฝึกยุทธ์