หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 901 คนธรรมดาหลงเข้ามาในโลกตงเทียน
บนเส้นทางหินที่มีลำแสงสีน้ำเงินโฉบผ่านไป หลิวหลินนั่งนิ่งอยู่กับพื้น สายตามองโลกใบใหม่ตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน
ไม่กี่ร้อยเมตรข้างหน้า
เสาหินมังกรต้นหน้าคู่หนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ ด้านบนมีป้ายสลักคำว่า ‘สำนักโอสถ’ เอาไว้ตัวโตอย่างประณีต มีหญิงชายสวมเสื้อคลุมพร้อมอาวุธในมือคอยยืนคุ้มกัน
ลึกเข้าไปเป็นอาคารโบราณงดงามและท้องถนนกว้างที่ดูคล้ายกับเมืองโบราณ
ห่างไกลออกไปนั้นมีภูเขาเขียวขจีทอดยาวตั้งตระหง่าน น้ำตกไหลลดหลั่นลงมา นกสารพัดสายพันธุ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนบินบนฟากฟ้า ท้องฟ้าสีครามราวกับถูกชะล้างด้วยน้ำใส
ฉันอยู่ที่ไหนกัน?
ข้ามมิติมาหรือ?
ที่นี่คือที่ไหนกัน?
หลิวหลินคว้าดาบที่หล่นอยู่ข้างตัวมาถือไว้มั่น ท่าทางดูสับสนและหวาดระแวง
ทันใดนั้น เธอก็เบิกตากว้างเมื่อเห็นหญิงวัยกลางคนสาวเท้ามาหา เท้าเธอพลันขยับถอยไปโดยสัญชาตญาณ
ใช่แล้ว! อีกฝ่ายสาวเท้าเข้ามาจริง ๆ
อย่างกับจอมยุทธ์ในละครโทรทัศน์ ตัวเบาราวกับนกนางแอ่น เพียงก้าวเดียวก็ขยับมาสี่ห้าเมตร ด้วยระยะห่างเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ไม่นานอีกฝ่ายก็มาอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว
“ฉันชื่อเสาเย่าจากสำนักโอสถ ยินดีที่ได้รู้จัก ไม่ทราบว่าคุณเป็นศิษย์มาจากสำนักไหนเหรอคะ?” เสาเย่าผสานมือพลางเอ่ยถาม
ศิษย์สำนักไหนอย่างนั้นเหรอ?
แบบพวกจอมยุทธ์ที่มีกำลังภายในอย่างนั้นน่ะเหรอ?
หลิวหลินกลืนน้ำลาย ความรู้สึกเหมือนฝันนี้ทำให้เธอหวาดหวั่นมากทีเดียว
เธออ้าปากกำลังจะตอบ แต่ก็พลันนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากได้พบโจวอี้ก่อนหน้านี้
“ฉัน… ฉันไม่ได้เป็นศิษย์ของสำนักไหนค่ะ” หลิวหลินละล้าละลังบอก
“งั้นก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ไร้สังกัดเหรอคะ?” เสาเย่าถาม
“อะไรคือผู้ฝึกยุทธ์ไร้สังกัดเหรอคะ?” หลิวหลินถามกลับ
เสาเย่ามีท่าทีงุนงง
เธอไม่รู้ว่าสาวสวยคนนี้แกล้งเสียสติหรือสมองฟั่นเฟือนแล้วจริง ๆ ในโลกผู้ฝึกยุทธ์มีใครบ้างไม่รู้ว่าผู้ฝึกยุทธ์ไร้สังกัดคืออะไร
“อย่ามาล้อเล่นเลยค่ะคุณ” เสาเย่านึกขึ้นได้ สีหน้าจึงเย็นชาขึ้นมา
“ฉันไม่รู้จริง ๆ ค่ะ แล้วอยู่ ๆ ฉันก็มาโผล่ที่นี่ด้วย บอกฉันหน่อยได้ไหมคะว่าที่นี่ที่ไหน?… เดี๋ยวนะ โจวอี้ไม่ได้มาที่นี่เหรอคะ?” หลิวหลินถาม
โจวอี้เหรอ?
อาจารย์ลุงน้อยน่ะเหรอ?
เธอคนนี้ตามอาจารย์ลุงน้อยโจวมาที่นี่อย่างนั้นเหรอ?
เสาเย่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “เขาตามเจ้าสำนักเข้าไปในที่พักแล้ว คุณมาหาเขาที่นี่เหรอ?”
“ค่ะ!” หลิวหลินตอบทันที
เธอไม่คุ้นเคยกับสถานที่แปลกประหลาดและลึกลับแห่งนี้ คนเดียวที่เธอรู้จักคือโจวอี้
“ในเมื่อคุณมากับอาจารย์ลุงน้อยก็ตามฉันมาค่ะ! ฉันจะไปส่งคุณที่นั่นเอง” เสาเย่าบอกพลางยกยิ้ม
“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”
หลิวหลินเดินตามเสาเย่าไปด้านใน แต่อีกฝ่ายเดินเร็วมาจนเธอตามไม่ทัน แม้ว่าจะออกกำลังกายด้วยการวิ่งและเล่นฟิตเนสเป็นประจำก็ตาม
โชคดีที่เสาเย่าเห็นความผิดปกติของอีกฝ่ายจึงชะลอความเร็วให้
“นี่คุณ คุณไม่ได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์เหรอ?” เสาเย่าถามด้วยความงุนงง
“ผู้ฝึกยุทธ์คืออะไรเหรอคะ?”
คนถามถึงกับพูดไม่ออก
เธอนึกแคลงใจ แม้ว่าอาจารย์ลุงน้อยจะมาสำนักโอสถเป็นครั้งแรก แต่ข่าวจากด้านนอกก็บอกมาว่าเขาเป็นคนแรกที่ยังไม่ถึงระดับผสานเต๋า แล้วหญิงสาวคนนี้ที่ตามเขามาจะไม่รู้แม้กระทั่งว่าผู้ฝึกยุทธ์คืออะไรได้อย่างไร?
อาจารย์ลุงน้อยโจวพาหญิงสาวคนธรรมดาเข้ามาอย่างนั้นหรือ?
เสาเย่าไม่ได้คุยกับหลิวหลินอีก แต่ข่มความสงสัยเอาไว้และไปทักทายบรรดาศิษย์พี่ที่เฝ้าประตูอยู่ ก่อนจะพาหลิวหลินเข้าไปในเมือง
ทางด้านหลิวหลินที่มาเมืองนี้เป็นครั้งแรกสอดส่ายสายตามองอย่างระแวดระวัง
เธอพบว่ามีคนเดินตามท้องถนนท่ามกลางอาคารโบราณไม่มากนัก แต่เกือบทุกคนได้ถือดาบ หอก และอาวุธอื่น ๆ
นอกจากนี้ยังเห็นว่าหลายคนเนื้อตัวเปื้อนเลือดและมีบาดแผลราวกับว่าเพิ่งกลับจากสมรภูมิรบ
“นั่นมันอะไรกัน?”
หลิวหลินพลันชะงักฝีเท้า เธอเห็นชายกำยำหลายคนลากสัตว์ป่าตัวโตหลายตัว… ไม่สิ เรียกเจ้าพวกนั้นว่าสัตว์ป่าไม่ได้อีกแล้ว แต่ดูเหมือนสัตว์ประหลาดมากกว่า
สัตว์ประหลาดที่มีแผลเต็มตัวพวกนั้นตายแล้ว พวกมันถูกชายตัวโตลากไปยังลานแห่งหนึ่ง
“มีอะไรเหรอ?” เสาเย่าเห็นหลิวหลินไม่ได้ตามมาก็หันไปถาม
“พวกผู้ชายที่ผ่านไปเมื่อกี้ พวกเขาลากสัตว์ประหลาดมาเหรอคะ?”
สัตว์ประหลาดหรือ?
คนฟังชะงักไปก่อนจะหัวเราะออกมาและพูดว่า “คุณน่าจะพูดถึงสัตว์ต่างดาวใช่ไหม? พวกที่ร่วมสายพันธุ์กับพวกต่างดาวหรือสัตว์ล่าสังหารพวกนั้นน่ะ”
“อะไรคือสัตว์ต่างดาวคะ? แล้วอะไรคือพวกต่างดาว?” หลิวหลินถามด้วยสีหน้างุนงง
“คุณ… ช่างเถอะ คุณตามอาจารย์ลุงน้อยโจวมาใช่ไหม? รอเจอเขาแล้วให้เขาอธิบายก็แล้วกันค่ะ!” เสาเย่าพูดจบก็เดินหน้าต่อ
ณ บริเวณกลางเมือง
ภายในลานฟากประตูตะวันออกของที่พักเจ้าสำนัก
หลังจากโจวอี้ตามเหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยมาที่นี่ เขาก็เจอหลินเซิ่งกับชิวเหลียงที่มาถึงที่นี่ก่อนหน้านี้ รวมถึงเจ้าหนุ่มน้อยลูกหมาป่าหลางไห่ที่นิ่งเงียบและมีท่าทีระแวดระวังทุกคน
“โจวอี้ อาคารที่เป็นบ้านพักของเจ้าสำนักรวมถึงอาคารย่อย ๆ อีกสิบแห่งที่มีลานล้อมรอบเป็นอาณาเขตของเจ้าสำนัก ทางตะวันตกเป็นที่พักของพวกเขาทั้งสี่ ส่วนทางตะวันออกด้านในสุดเป็นที่ที่เจ้าสำนักจัดเอาไว้ให้เจ้า อาคารย่อยอีกแปดที่เป็นคลังสมบัติของสำนักโอสถได้เก็บทรัพยากรฝึกยุทธ์เอาไว้จำนวนมาก แล้วก็มีผู้แข็งแกร่งของสำนักคอยคุ้มกันอยู่ด้วย”
“ต่อไปเจ้าต้องอยู่ที่นี่ เอาผู้ติดตามมาได้แค่สี่คนเท่านั้น”
“ที่นี่เป็นพื้นที่หวงห้ามของศิษย์สำนักคนอื่น รวมถึงผู้แข็งแกร่งด้วย คนนอกห้ามเข้ามาโดยง่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต”
“ก่อนที่เจ้าจะมาถึง เจ้าสำนักบอกให้เราอธิบายสถานการณ์กับเจ้า ให้เวลาสองวันทำความคุ้นเคยกับสำนักโอสถ สองวันให้หลังค่อยตามเราไปสู้!”
“แล้วก็…”
เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยอธิบายเรื่อย ๆ โจวอี้ก็เริ่มเข้าใจสำนักโอสถขึ้นมาบ้างแล้ว
สำนักโอสถมีแปดสาย แต่ทุกวันนี้หลงเหลือเพียงเจ็ดสายเท่านั้น
สิ่งสำคัญคือการหลอมโอสถเพื่อช่วยในการต่อสู้
ปัจจุบันทั้งเจ็ดสายค่อย ๆ รวมเข้าด้วยกัน แต่ทั้งสำนักก็ยังมีเพียงห้าพันถึงหกพันคน
คนที่มีตำแหน่งสูงสุดของสำนักโอสถคือเจ้าสำนักฉู่เทียนฮุ่ย รองลงมาเป็นผู้อาวุโสทั้งยี่สิบสี่คน หลายปีมานี้ฉู่เทียนฮุ่ยใช้ชีวิตข้างนอก กลับมาปีละสามสี่ครั้งเท่านั้น เรื่องกิจการภายในสำนักจึงกลายเป็นหน้าที่ของเหล่าผู้อาวุโส
นอกจากนี้ ยังมีคนในสำนักที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายนอก แต่เก็บตัวฝึกยุทธ์จนได้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋า และมีบางคนที่ใกล้สำเร็จระดับเทพแปลง
นอกเสียจากสำนักโอสถจะตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน พวกเขาเหล่านี้จะไม่มีทางออกโรงเอง
“แล้วตอนนี้พวกเขาลงมือหรือยังครับ?” โจวอี้ถาม
“ผู้อาวุโสพวกนี้ยังไม่ได้ลงมือเอง แต่มีผู้อาวุโสระดับผสานเต๋าขั้นสมบูรณ์พร้อมแปดคนออกโรงเองแล้ว แต่ว่า…” เหลียงเหล่ยอยากจะพูดบางอย่างแต่ก็เงียบไป
“แต่ว่าอะไรครับ?”
“ตั้งแต่การรุกรานของพวกต่างดาวเมื่อหกเดือนก่อน สำนักของเราก็สูญเสียผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ไปมาก ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าก็ตายไปแล้วสี่คน แม้แต่หนึ่งในผู้แข็งแกร่งระดับเทพแปลงสองคนที่อยู่แนวหน้าการต่อสู้ยังบาดเจ็บและต้องกลับไปรักษาตัว ส่วนอีกคนก็กำลังพยายามต้านการจู่โจมของพวกต่างดาวอยู่” เหลียงเหล่ยเล่าพลางฝืนยิ้ม
แม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับเทพแปลงยังเจ็บหนักและต้องถอยมารักษาตัวอย่างนั้นหรือ?
โจวอี้ใจหาย เขายิ่งรู้สึกหวั่นใจกับการต่อสู้ที่รออยู่ข้างหน้า
ในตอนนั้นเอง ฉู่ชุนก็เดินเข้ามาบอกโจวอี้ว่า “ศิษย์น้อง มีผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าเข้ามาพร้อมกับนาย เธอรออยู่ด้านนอกที่พักของเจ้าสำนัก ให้เราพาเธอเข้ามาไหม?”