หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 900 มีอะไรอีกไหม?
ฉู่เทียนฮุ่ยรู้ว่าโจวอี้ทำกำไรได้มากจากการไปสุสานมังกร ทว่านึกไม่ถึงว่าจะมหาศาลขนาดนี้
ไข่มุกแก่นชีพอย่างเดียวก็ถือว่าน่าทึ่งมากแล้ว ทว่าสิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดไม่ใช่ไข่มุกแก่นชีพ แต่เป็นสมุนไพรล้ำค่าต่างหาก
เธอกวาดสายตามองกองสมุนไพรด้วยสายตาตกตะลึง
เธอรู้ว่าสมุนไพรเหล่านี้ส่วนหนึ่งมีอายุมากกว่าพันปี และมีบางส่วนที่มีอายุมากกว่าหมื่นปี
ยาอายุวัฒนะหมื่นปี!
แม้แต่มรดกที่สืบทอดกันมาในสำนักโอสถรวมกับสมุนไพรล้ำค่าที่ซุกซ่อนอยู่ในโลกตงเทียน จำนวนสมุนไพรเหล่านี้ก็ยังมีเพียงหยิบมือเท่านั้น
เรียกได้ว่าแค่สมุนไพรที่โจวอี้ขนมาก็มีมูลค่ามหาศาลแล้ว
“อาจารย์ครับ ทรัพยากรการฝึกยุทธ์พวกนี้ไม่ได้เป็นของสำนักโอสถทั้งหมดครับ” โจวอี้บอก
“หมายความว่ายังไง?” ฉู่เทียนฮุ่ยถามด้วยสีหน้าแปลกใจ
“ผมยังติดค้างแก่นวิญญาณกับคนอื่นเอาไว้น่ะครับ รายชื่อของเจ้าหนี้เขียนเอาไว้ในกระดาษพวกนี้ ผมต้องเอาแก่นวิญญาณไปใช้คืนให้พวกเขาครับ!” โจวอี้ยื่นกระดาษปึกหนึ่งให้ขณะอธิบาย
ฉู่เทียนฮุ่ยรับมาอ่านด้วยสีหน้างุนงง
จำนวนคนในรายการนี้มีไม่น้อย จำนวนแก่นวิญญาณที่ติดค้างเอาไว้ก็มีมากเช่นกัน แต่แก่นวิญญาณที่โจวอี้เอาออกมาก็เพียงพอที่จะจ่ายหนี้ก้อนนั้นได้
“เสี่ยวอี้ นายสร้างผลงานให้สำนักโอสถของเราอีกแล้ว” ฉู่เทียนฮุ่ยกล่าวชมด้วยความพึงพอใจ
“ผมควรทำอย่างนั้นอยู่แล้วครับ” โจวอี้หัวเราะ
อีกด้านหนึ่ง
สี่สาวชุนเซี่ยชิวตงมองทรัพยากรฝึกยุทธ์กองพะเนินตรงหน้าด้วยสายตาปลาบปลื้ม
พวกเธอรู้ว่าโจวอี้เคยส่งทรัพยากรฝึกยุทธ์จำนวนมากมาให้สำนักตั้งแต่ตอนที่เขาอยู่ข้างนอกก่อนหน้านี้ ใครจะคิดว่าผ่านไปไม่นาน เขาจะยังเอาทรัพยากรมากมายมาให้สำนักอีก
“เจ้าสำนักคะ ทรัพยากรฝึกยุทธ์มากมายขนาดนี้ คุณความดีของน้องโจวก็ถือเป็นอันดับหนึ่งเลยใช่ไหมคะ?” ฉู่ชุนเอ่ยยิ้ม ๆ
“แน่นอนอยู่แล้ว” ฉู่เทียนฮุ่ยหัวเราะ
“ให้ประกาศข่าวออกไปเลยไหมคะ?” ฉู่เซี่ยถาม
“ไม่จำเป็นต้องประกาศหรอก ถึงตอนนี้สำนักของเราจะมีทรัพยากรมาก แต่ว่าก็มีผู้แข็งแกร่งจากกองกำลังอื่นเข้ามาในโลกตงเทียนเยอะเหมือนกัน ถ้าพวกเขารู้ว่าเรามีทรัพยากรฝึกยุทธ์เยอะ มันจะเป็นที่จับตามองได้”
“รับทราบค่ะ” พวกเธอทั้งสี่พยักหน้ารับ
ฉู่เทียนฮุ่ยกำชับต่อไปว่า “พวกเธอจัดการแบ่งทรัพยากรพวกนี้ไปเก็บที่คลังสมบัติของสำนัก! ส่วนผู้อาวุโสเหลียง ผู้อาวุโสเวิง เสี่ยวอี้เพิ่งมาถึงที่นี่ พวกคุณอธิบายสถานการณ์ที่นี่ให้เขาฟังก่อนเถอะ!”
“ไม่มีปัญหา!” เหลียงเหล่ยและเวิงปลิวกุ้ยพยักหน้าขณะยกยิ้ม
“อาจารย์ ผมเข้ามาคราวนี้เอาอย่างอื่นมาด้วยนะ” โจวอี้พูดขึ้นหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“มีอะไรอีก?” ฉู่เทียนฮุ่ยถามด้วยความสงสัย
“ของอยู่ในเรือเงาครับ ไม่สะดวกเอาออกมาที่นี่ เราออกไปข้างนอกกันดีไหมครับ?” โจวอี้เสนอ
“ได้!”
ไม่นานพวกเขาก็ออกมาที่ลานกว้างด้านนอก
โจวอี้เอามอเตอร์ไซค์สิบคันออกมาจากเรือเงา รวมถึงรถออฟโร้ดสองคัน เฮลิคอปเตอร์อีกสองลำ ทำเอาฉู่เทียนฮุ่ยที่มักมีท่าทีสงบนิ่งถึงกับอ้าปากค้าง
ในฐานะที่เป็นเจ้าสำนักโอสถ เธอเองก็มีสมบัติมิติเช่นกัน
ทว่าที่ผ่านมาเธอไม่คิดจะเอาของจากโลกภายนอกพวกนี้เข้ามาในโลกตงเทียน
สิ่งของที่ทันสมัยที่สุดที่เธอเคยเอาเข้ามาในโลกตงเทียนคือเครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้า สำนักโอสถจะได้ไม่ต้องพึ่งพาโคมไฟเป็นแหล่งแสงสว่างอีก
“ฮ่า ๆ ตลกชะมัด นี่มันน่าตลกจริง ๆ” เหลียงเหล่ยตบมือชอบใจ
“สมกับเป็นเสี่ยวอี้ ความคิดไม่เหมือนใครจริง ๆ ที่สำนักโอสถยังไม่มีมอเตอร์ไซค์สักคันเลยนี่ แม้แต่ในโลกตงเทียนก็ด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรถออฟโร้ดกับเฮลิคอปเตอร์เลย” เวิงหลิวกุ้ยหัวเราะและมองหน้าโจวอี้อย่างอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
ฉู่เทียนฮุ่ยถามอย่างไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “เสี่ยวอี้ เอาของพวกนี้เข้ามาทำไม? ที่โลกตงเทียนไม่มีถนนสักหน่อย แล้วก็ไม่มีน้ำมันหรือแก๊สที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงด้วย”
“อาจารย์ครับ ผมเอาทั้งน้ำมันและแก๊สมาด้วยครับ” โจวอี้บอก น้ำมันและแก๊สหลายสิบถังถูกขนออกมาจากเรือเงา
ฉู่เทียนฮุ่ยพูดไม่ออก
แม้ว่าทั้งชุนเซี่ยชิวและตงจะอายุย่างห้าสิบแล้ว แต่พวกเธอก็ไม่เคยออกนอกเขตค่ายสำนักโอสถในโลกตงเทียน จึงไม่เคยเห็นยานพาหนะและเฮลิคอปเตอร์ ตอนนี้พวกเธอดูเหมือนเด็กอยากรู้อยากเห็น รีบเข้ามาล้อมวงดูพวกมันทันที
“อาจารย์ครับ อันที่จริงมีอย่างอื่นอีกครับ” โจวอี้บอกพลางยิ้มเจื่อน
“อะไรอีกล่ะ?” ฉู่เทียนฮุ่ยถามขณะยิ้มสู้
“ระเบิดครับ” เขาตอบ
“ไปเอามาจากไหนล่ะเนี่ย?” เธอถามด้วยความตกใจ
“เซี่ยหลู่กับอู๋ซินเยว่หามาให้ครับ พอรู้ว่าผมจะมาที่นี่ พวกเธอก็ให้ผมเอามาทั้งหมดนี่เลย”
“หืม!” เธอไม่ถามแต่กลับพูดว่า “โลกตงเทียนใช้อาวุธที่ทำให้เกิดความร้อนมากไม่ได้หรอกนะ อย่างพวกระเบิดมิสไซล์ ระเบิดนิวเคลียร์ หรืออะไรทำนองนั้นน่ะ เดี๋ยวมิติจะได้รับแรงสั่นสะเทือนเกินไป แล้วโลกตงเทียนจะถล่มลงมาได้ แต่ถ้าเป็นปืนหรือระเบิดเล็ก ๆ ก็ยังพอเป็นไปได้ แต่มันก็มีปัญหาเหมือนกัน ของพวกนี้ใช้ในป่าลึกไม่ได้ เดี๋ยวจะเกิดไฟป่าเอาได้! เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้วครับ งั้นผมจะไม่เอามาใช้โดยไม่จำเป็น” โจวอี้รีบบอก
“ดีมาก!” เธอพยักหน้าให้
“อาจารย์ครับ สำนักเรายังขาดข้าวของที่จำเป็นในชีวิตประจำวันใช่ไหมครับ? อย่างพวกฟืน น้ำมัน เกลือ หรือของใช้ในบ้าน ผมมาคราวนี้ก็เลยเอาติดมาด้วยนิดหน่อย”
“ไม่ได้ขาดของพวกนั้นหรอก สำนักเรามีตำแหน่งพิเศษที่จะออกไปซื้อของมาตุนสำรองเอาไว้ในคลังทุก ๆ สองสามเดือน!” เธอหัวเราะ
“ดีเลยครับ!”
โจวอี้พูดจบก็หันไปมองเหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยก่อนจะยิ้มให้ “ผู้อาวุโสเหลียง ผู้อาวุโสเวิง ช่วยอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกตงเทียนให้ผมฟังทีสิครับ!”
“ได้สิ!” ทั้งคู่พยักหน้าให้พร้อมกัน
“เดี๋ยวก่อน เสี่ยวอี้ เก็บรถพวกนี้กับเฮลิคอปเตอร์เข้าไปก่อนเถอะ แก๊สกับน้ำมันด้วย พวกมันใช้งานที่นี่ไม่ได้หรอก” ฉู่เทียนฮุ่ยสั่ง
“โอเคครับ!” โจวอี้ตอบพลางยิ้มแหย
ณ บริเวณด้านนอกโลกตงเทียน ระหว่างทางขึ้นเขา
หลิวหลินเดินตามชายร่างกำยำไปด้วยความงุนงง แม้จะแปลกใจว่ามีชายชราสองคนมาเล่นหมากรุกที่นี่ได้อย่างไร แต่เธอก็ไม่ได้ถามซักไซ้มากนัก
อย่างไรก็ตาม ยิ่งเธอเดินตามเขาเข้ามาในโลกตงเทียนก็ยิ่งหวาดกลัว
กระทั่งมาถึงโถงกว้างด้านในและเห็นหญิงชายวัยกลางคนที่โต๊ะยาว รวมถึงชายชราสี่คนที่นั่งขัดสมาธิอยู่สี่มุม เธอก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา
เธอมาที่เกาะกงหลิวหลายครั้งแล้ว แต่ไม่รู้มาก่อนว่ามีที่แบบนี้บนเกาะด้วย
‘ที่นี่ที่ไหนกัน?’
‘คนพวกนี้เป็นใคร?’
‘พวกเขามีอาวุธแล้วก็ดูเข้มงวดมาก หรือว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว? เล่นสวมบทบาทสมมติกันอยู่งั้นเหรอ?’
หลิวหลินครุ่นคิดในใจขณะเดินตามชายร่างยักษ์ไปยังโต๊ะยาว
“มาลงชื่อสิ” อิงกู้ลุกขึ้นบอก
“ศิษย์พี่เฉินบอกว่าผู้หญิงคนนี้ตามอาจารย์ลุงน้อยโจวอี้มาที่นี่ ไม่จำเป็นต้องลงชื่อ” ชายร่างกำยำรีบบอก
เมื่ออิงกู้ได้ยินก็ยกยิ้ม
“ในเมื่อมากับอาจารย์ลุงน้อยก็เข้าไปได้เลย!” เธอเอ่ยกลั้วหัวเราะ
“ไปไหนคะ?” หลิวหลินถามด้วยความงุนงง
“ทางนั้นไง…” อิงกู้บอกพลางชี้ไปทางกำแพงด้านในสุด
“คะ?” หลิวหลินยิ่งสับสนกว่าเดิม
เมื่อเห็นแบบนี้ อิงกู้ก็คิดว่าอีกฝ่ายคงไม่รู้เรื่องภาพลวงตาและอาคมเคลื่อนย้าย จึงเดินนำอีกฝ่ายไปที่กำแพงและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เข้าไปเลย!”
ทันใดนั้น! เธอก็คว้าแขนหลิวหลินและดันไปข้างหน้าเบา ๆ
หลังจากนั้น หลิวหลินก็พลันร้องออกมาด้วยความตกใจ ในจังหวะที่เธอคิดว่าตัวเองจะกระแทกกำแพงก็รู้สึกได้ถึงกระแสลมหมุน แต่ก็เป็นแบบนั้นเพียงไม่นาน เมื่อเธอได้สติก็หันมองรอบตัวด้วยความงุนงง