หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 906 เข้าร่วมด้วย
ภายในป้อมปราการบัญชาการของแนวป้องกันชั้นที่สี่
ซือหลางเหาะไปยังหอสังเกตการณ์ เมื่อเห็นสองคนที่คุ้นเคยก็ส่งสายตาแปลกใจไปยังจ้านหลิงอวิ๋นที่อยู่ด้านหลัง “ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ต้องนำทีมออกไปเองแล้วล่ะ”
จ้านหลิงอวิ๋นไม่ได้ตอบ เขาเพียงมองชายชราสองคนที่มาถึงพร้อมชายหนุ่มอีกคนด้านหลัง
โจวอี้เหรอ?
มาถึงที่นี่แล้ว?
จ้านหลิงอวิ๋นเผยรอยยิ้ม แต่ไม่นานรอยยิ้มนั้นก็ค้างไป
เขาพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้
และมันเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก
“บรรพบุรุษครับ อย่าบอกเขาเรื่องที่ผู้พิทักษ์ตระกูลโจวติดอยู่ในอาณาเขตที่พวกต่างดาวยึดครองนะครับ” จ้านหลิงอวิ๋นรีบบอกซือหลาง
ผู้พิทักษ์ตระกูลโจวอย่างนั้นหรือ?
หมายความว่าอย่างไรกัน?
ซือหลางขมวดคิ้ว แต่เมื่อเห็นชายหนุ่มที่เหาะมาก็เข้าใจทันที
โจวอี้!
เจ้าตัวตามหลังเหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยมา ถือว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งในโลกผู้ฝึกยุทธ์ เป็นอันดับหนึ่งในหมู่คนที่ต่ำกว่าระดับผสานเต๋า และพ่วงตำแหน่งศิษย์เพียงคนเดียวของฉู่เทียนฮุ่ย
“ต้องบอกเขา” ซือหลางบอกเสียงเรียบ
“ท่านบรรพบุรุษ…”
“จ้านหลิงอวิ๋น จงจำเอาไว้อย่างหนึ่ง สำนักทุ่มเทเพื่อฝึกผู้พิทักษ์ตระกูลโจวทั้งเก้าคนเพื่อเขา ต่อไปคนพวกนี้ก็จะเป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุดของเขา ตอนนี้พวกเขาอยู่กลางดงมนุษย์ต่างดาว ถ้าโจวอี้มาถึงแล้วไม่ไปช่วยด้วยตัวเอง แล้วพวกเขารอดกลับมาได้จะเป็นยังไงล่ะ?” ซือหลางกล่าว
เอาใจออกหาก ไม่คิดซื่อสัตย์ภักดีกับโจวอี้อีกต่อไป
จ้านหลิงอวิ๋นนึกสะท้อนใจ เขาเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายได้ทันที
ทว่า…โจวอี้ไม่ได้ถนัดด้านการต่อสู้!
ตอนนี้ที่สำนักโอสถไม่ขาดแคลนทรัพยากรฝึกยุทธ์ก็เพราะชายหนุ่ม
เรียกได้ว่าหากโจวอี้อยู่ข้างนอกคงจะดีกับสำนักโอสถมากกว่าอยู่ที่โลกตงเทียน ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายยังได้ก่อตั้งกองกำลังไว้ข้างนอก หากมีเวลาเพียงพอ ต่อไปกองกำลังเหล่านั้นคงจะไม่ใช่กองกำลังเล็ก ๆ
แล้วจะทำอย่างไรดี?
ด้วยนิสัยของโจวอี้แล้ว หากรู้ว่าผู้พิทักษ์ตระกูลโจวอยู่ในอาณาเขตของพวกต่างดาว เจ้าตัวคงต้องตัดสินใจตามทีมช่วยเหลือไปโดยไม่ลังเลแน่นอน
“บรรพบุรุษครับ ผมเข้าใจสิ่งที่คุณจะสื่อ แต่ผมจะเป็นคนนำกองกำลังของสำนักโอสถเอง” จ้านหลิงอวิ๋นยืนกรานหนักแน่น
“เจ้า…”
“เขามีค่ามากกว่าผมครับ”
ซือหลางนิ่งเงียบไป
เขาเห็นเหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยมาถึงและตั้งใจจะให้หนึ่งในสองคนนำทีมไปแทน ทว่าจ้านหลิงอวิ๋นกลับยืนกรานว่าจะนำทีมไปเอง ซึ่งเขาคิดว่าคงเป็นเพราะโจวอี้
“คิดว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าเหลียงเหล่ยกับเวิงหลิวกุ้ยหรือไง?” ซือหลางโพล่งถาม
“ทั้งสองคนแก่แล้ว หากเจออันตรายเข้าจริง ๆ อาจหนีได้ไม่ไวเท่าผม”
ซือหลางเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อทันที
หากจ้านหลิงอวิ๋นนำทีมไป เมื่อเจอสถานการณ์คับขันก็ยังพาโจวอี้หนีได้ ต่อให้อยู่กลางวงล้อมศัตรูก็ยังยอมสละตัวเองเพื่อโจวอี้ได้
“เขาคุ้มค่ากับชีวิตของเจ้าจริง ๆ น่ะเหรอ?” ซือหลางถามพลางขมวดคิ้ว
จ้านหลิงอวิ๋นมองคนทั้งสามที่ใกล้เข้ามาทุกทีและเงียบไปครู่หนึ่ง
ไม่นานหลังจากนั้น หลังจากที่เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยพาโจวอี้มาหาพวกเขา จ้านหลิงอวิ๋นก็ไม่รอช้า เขาทักทายก่อนจะอ้าปากถามทันทีว่า “ผู้อาวุโสเหลียง ผู้อาวุโสเวิง คุณคิดว่าใครสำคัญกว่ากัน ผมหรือโจวอี้?”
“หมายความว่ายังไง?” เหลียงเหล่ยถามกลับด้วยความงุนงง
“ผมถามจริง ๆ ครับว่า คุณคิดว่าผมหรือโจวอี้สำคัญต่อสำนักมากกว่ากัน?” จ้านหลิงอวิ๋นถามเสียงเข้ม
เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยมองหน้ากัน ในขณะที่โจวอี้สับสนเต็มที
“พวกคุณตอบกันมาตามความจริงเถอะ” ซือหลางบอกเสียงเรียบ
“จากระดับยุทธ์แล้ว คนที่สำคัญกว่าก็ต้องเป็นจ้านหลิงอวิ๋นอยู่แล้ว แต่ถ้าคิดในองค์รวม ข้าคิดว่าจ้านหลิงอวิ๋นสามหรือห้าคนก็สำคัญไม่เท่าโจวอี้” เหลียงเหล่ยตอบด้วยท่าทีจริงจัง
“ผิดแล้ว เท่าที่ฉันรู้จักโจวอี้มา อย่าว่าแต่จ้านหลิงอวิ๋นสามหรือห้าคนเลย ต่อให้เป็นแปดเป็นสิบคนก็ยังสำคัญไม่เท่าโจวอี้ เด็กคนนี้เป็นปีศาจ ตอนนี้เขาเป็นความภาคภูมิใจของสำนักโอสถ ถ้าเขาอยู่ต่อไปได้หลายร้อยปี สำนักโอสถจะต้องเป็นที่ภาคภูมิใจแน่” เวิงหลิวกุ้ยกล่าว
จ้านหลิงอวิ๋นเงียบไป
ในขณะที่ซือหลางมองทั้งสามคนด้วยความแปลกใจ เขาเห็นจ้านหลิงอวิ๋นไม่ทักท้วง แต่กลับพยักหน้าเห็นด้วย
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
โจวอี้เป็นอัจฉริยะของโลกผู้ฝึกยุทธ์ หากไม่ตายไปเสียก่อนคงสามารถฝึกยุทธ์ไปถึงระดับเทพแปลงได้ในอนาคต… ไม่สิ ด้วยเคล็ดวิชาการบ่มเพาะดารา เจ้าตัวอาจก้าวหน้าไปได้ไกลมากกว่านั้นด้วยซ้ำ
ทว่าการประสบความสำเร็จของคนก็มีขีดจำกัด เขา…
ซือหลางพลันนึกบางอย่างขึ้นได้ ช่วงนี้สำนักโอสถมีทรัพยากรฝึกยุทธ์มากขึ้นก็เพราะโจวอี้
เอาเถอะ ในเมื่อจ้านหลิงอวิ๋นยืนกรานแบบนั้นก็ปล่อยเขาไป!
ในขณะนั้นเอง โจวอี้ไม่ได้สนใจคำชมของเหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ย แต่กลับจับจ้องไปยังซือหลาง ในใจคาดเดาได้ว่าคนตรงหน้าเป็นผู้แข็งแกร่งระดับเทพแปลงของสำนักโอสถ
ถึงอย่างไรเหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยก็เรียกอีกฝ่ายว่าอาจารย์อา!
“โจวอี้ เก่งดีนี่” ซือหลางบอกพลางยกยิ้ม
“ขอบคุณที่ชมครับท่านบรรพบุรุษ” โจวอี้รีบแสดงความเคารพ
“ฮ่า ๆๆ…”
ซือหลางหัวเราะก่อนจะหันไปมองจ้านหลิงอวิ๋นและพูดว่า “ในเมื่อโจวอี้สำคัญขนาดนั้นก็ให้เหลียงเหล่ยกับเวิงหลิวกุ้ยไปด้วยกันเลยสิ! พอเข้าไปในเขตของพวกต่างดาวแล้วแยกกันออกเป็นสองกลุ่ม อยู่ห่างกันไม่มาก ออกค้นหาผู้ฝึกยุทธ์และคอยคุ้มกันให้กันและกัน”
“รับทราบครับ” จ้านหลิงอวิ๋นรับคำ
เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยหน้าเปลี่ยนสี
“อาจารย์อา หมายความว่าให้เราบุกเข้าไปในเขตที่พวกมันยึดครองอยู่กับจ้านหลิงอวิ๋นงั้นเหรอ?” เหลียงเหล่ยรีบถาม
“ใช่ ไปช่วยคนและจู่โจมพวกมัน” ซือหลางตอบ
“อาจารย์อา ไม่เสี่ยงเกินไปงั้นเหรอ จำนวนคนของเรา…”
“จ้านหลิงอวิ๋น อธิบายกับพวกเขาที!” ซือหลางพูดจบก็เหาะกลับไปป้อมปราการทันที
ไม่นานหลังจากนั้น
จ้านหลิงอวิ๋นก็ได้อธิบายสถานการณ์ให้เหลียงเหล่ย เวิงหลิวกุ้ย และโจวอี้ฟัง จากนั้นจึงพูดว่า “ผมรู้ว่าพอบอกเรื่องผู้พิทักษ์ตระกูลโจวติดอยู่ในอาณาเขตของพวกต่างดาวให้โจวอี้รู้ เขาจะต้องออกไปช่วยแน่นอน บรรพบุรุษถึงได้ให้พวกคุณสองคนตามไปด้วย”
“ผมจะไปครับ!” โจวอี้บอกด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
เขารู้เรื่องผู้พิทักษ์ตระกูลโจว
ก่อนหน้านี้เขาเองเคยได้พบโจวเอ๋อร์สิบสี่ซึ่งเป็นหนึ่งในพวกเขา
เหลียงเหล่ยสบตากับเวิงหลิวกุ้ยแล้วยิ้มจำใจออกมา
พวกเขารู้ว่าการเข้าไปในอาณาเขตที่พวกต่างดาวยึดครองมีชีวิตเป็นเดิมพัน
“เอาเถอะ! เรามีชีวิตอยู่กันมานานแล้ว ต่อให้สู้จนตัวตายครั้งนี้ก็ไม่เป็นไร” เหลียงเหล่ยสูดหายใจลึกและพูดต่อ “ข้าเองก็เห็นด้วย เราออกเดินทางกันเถอะ!”
“เตรียมของกับอาวุธก่อนสิครับ” จ้านหลิงอวิ๋นท้วง
ในขณะนี้เอง ผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์คนหนึ่งเหาะมาและยื่นป้ายหยกแผ่นหนึ่งให้ด้วยท่าทีนอบน้อม
“อะไรเหรอครับ?” โจวอี้รับป้ายหยกมาและถามด้วยความสงสัย
“ป้ายจารึกคุณูปการครับ”
“มันคืออะไรครับ?”
“ทุกครั้งที่ผู้ฝึกยุทธ์ฆ่าพวกต่างดาวได้ก็จะหยดเลือดลงบนป้ายจารึกนี้ แล้วบนป้ายจารึกคุณูปการของสำนักก็จะแสดงคุณงามความดีของแต่ละคน” จ้านหลิงอวิ๋นอธิบาย “รีบหลอมแล้วเขียนชื่อตัวเองด้วยเลือดลงบนป้ายเร็วเข้า”
“มันคือการทำอะไรงั้นเหรอครับ?” โจวอี้รู้สึกงุนงง