หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 905 กองกำลังกู้ชีพย่อย
“โจวอี้ เราต้องรีบไปเดี๋ยวนี้เลย แม่น้ำเฟิงเป่าเป็นปราการธรรมชาติด่านสุดท้ายของโลกตงเทียน ถ้าพวกต่างดาวบุกเข้ามาได้คงเกิดปัญหาใหญ่แน่” เหลียงเหล่ยเอ่ยเสียงเข้ม
“ครับ!”
โจวอี้รับคำและตั้งท่าจะออกเดินทาง ทันใดนั้นเขาก็นึกได้ว่าตัวเองบอกให้หลิวหลินซ่อนอยู่ในพุ่มไม้ที่อยู่ไม่ห่างออกไป
“ผู้อาวุโสลิ่น มีคนที่ผมอยากรบกวนให้คุณพาเธอกลับไปครับ” เขาพูดจบก็รีบไปรับหลิวหลินที่หน้าซีดเผือดมาก่อนกำจะชับว่า “เขาคือผู้อาวุโสลิ่น คุณตามเขากลับไปซะ! เราต้องไปสนามรบแนวหน้า ถ้าพากันไปตรงนั้นกันหมดคงไม่มีใครปกป้องคุณได้”
“พวกเขาเป็นใครคะ?” หลิวหลินข่มกลั้นความอยากอาเจียนและถามขึ้น พลางชี้ไปทางศพของพวกต่างดาวที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร
“เป็นมนุษย์ต่างดาว ถึงภายนอกจะไม่แตกต่างจากมนุษย์โลกสักเท่าไหร่ แต่ว่าก็เกิดมาพร้อมกับไข่มุกสีแดงบนหน้าผากและแตกต่างจากมนุษย์โลกอยู่ดี” โจวอี้อธิบาย
หลิวหลินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรวบรวมความกล้าเดินไปยังศพของมนุษย์ต่างดาว
ทว่าสุดท้ายแล้วกลับคลื่นไส้และอดอาเจียนออกมาไม่ได้
หลังจากอาเจียนออกมาแล้ว เธอก็มองหน้าทุกคนด้วยใบหน้าซีดเซียวและถามว่า “บนหน้าผากของพวกมนุษย์ต่างดาวมีไข่มุกแบบนี้ทุกคนเหรอคะ?”
“ถามทำไม?” เหลียงเหล่ยถามอย่างเหลืออด
“ฉัน…”
โจวอี้ยกมือห้ามเธอและมองลิ่นหนานเฉียว “ผู้อาวุโสลิ่นครับ เธอเป็นแค่คนทั่วไปที่หลงมาโลกตงเทียน ช่วยพาเธอกลับไปด้วยนะครับ! ไปส่งเธอกับศิษย์พี่ฉู่ชุนที่ที่พักของเจ้าสำนักทีนะครับ”
“ได้สิ!” ลิ่นหนานเฉียวรับปาก
โจวอี้มองหลิวหลินอีกครั้งและกำชับว่า “กลับไปแล้วก็ให้อยู่แต่ในที่พักของเจ้าสำนัก อย่าหาเรื่องให้ผมเดือดร้อนอีก พอกลับมาแล้วผมจะส่งคุณออกจากโลกตงเทียนด้วยตัวเอง”
“ฉัน…”
“ตกลงตามนี้ครับ”
โจวอี้พูดจบก็หันไปส่งสัญญาณให้เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ย ทั้งสามเหาะขึ้นฟ้ามุ่งหน้าลึกเข้าไปในโลกตงเทียน
หลิวหลินมองตามแผ่นหลังโจวอี้ แม้อยากจะอ้าปากเรียกเขาหลายครั้งแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ
“ผู้อาวุโสลิ่นคะ ด้านในอันตรายมากจริง ๆ เหรอคะ?” เธอถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“ไม่ใช่อันตรายธรรมดา แต่อันตรายมาก อย่าว่าแต่ผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์เลย แม้แต่ระดับผสานเต๋าหลายคนก็ตายในการต่อสู้ ขนาดระดับเทพแปลงยังมีคนตายในการต่อสู้ในช่วงหลายเดือนมานี้” ลิ่นหนานเฉียวเอ่ยด้วยรอยยิ้มขมขื่น
“อธิบายเรื่องการแบ่งระดับการฝึกยุทธ์ให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมคะ?”
“เอาไว้คุยกันหลังจากที่เรากลับไปเถอะ!”
แนวป้องกันชั้นที่สามอยู่ห่างจากชั้นที่สี่แปดร้อยกิโลเมตร
ระหว่างทางที่โจวอี้ เหลียงเหล่ย และเวิงหลิวกุ้ยรีบมา พวกเขาบังเอิญเจอกับพวกต่างดาวที่ฝ่าแนวป้องกันเข้ามา พวกมันแข็งแกร่งมาก ฝ่ายของมันที่อ่อนแอที่สุดเทียบเท่าได้กับระดับผสานเต๋าขั้นต้นในโลกของผู้ฝึกยุทธ์
โชคดีที่เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยเป็นผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋า และมีฝีมือเหนือกว่าผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าทั่วไป มนุษย์ต่างดาวที่เล็ดลอดเข้ามาจึงไม่มีโอกาสหลบหนีไปได้
ณ แนวป้องกันชั้นที่สี่ แม่น้ำเฟิงเป่า
แม่น้ำกว้างใหญ่เชี่ยวกราก ห้วงบรรยากาศกำโชกโอบล้อมเหนือขึ้นไปเกือบพันเมตร ไม่ว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์หรือผสานเต๋าก็ไม่สามารถข้ามพื้นที่บริเวณนี้มาได้ มีเพียงผู้แข็งแกร่งระดับเทพแปลงที่พอจะฝืนเข้ามาได้อย่างทุลักทุเล
ทว่าทุกสิ่งมีข้อยกเว้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ในโลกมนุษย์ มนุษย์ต่างดาว หรือสัตว์ประหลาดต่างโลก ทั้งหมดนี้ต่างก็มีวิธีการผ่านเข้ามาสองทาง
ทางแรกคือใช้สมบัติมิติป้องกันการโจมตีจากห้วงบรรยากาศกำโชกนั้น
ทางที่สองคือขี่นกล่าสังหารบินเหนือห้วงบรรยากาศนั้น โดยต้องบินสูงขึ้นไปมากกว่าพันเมตร
ในขณะนี้เอง ด้านนอกแนวป้องกันชั้นที่สี่ ณ แม่น้ำเฟิงเป่า ภายในปราการที่ตั้งอยู่บนยอดเขาบนแนวป้องกันที่ทอดยาวไปหกร้อยกิโลเมตร ผู้แข็งแกร่งระดับเทพแปลงหกคนนั่งประชุมกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ด้านหลังพวกเขามีผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋านับสิบคนที่ส่งสีหน้าหนักใจเช่นกัน
ซือหลาง เขาเป็นผู้แข็งแกร่งระดับเทพแปลงขั้นกลางของสำนักโอสถ อีกทั้งยังเป็นบรรพบุรุษของสำนักโอสถที่มีชีวิตอยู่มาแล้วมากกว่าสองร้อยปี
ตอนนี้เขานั่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุด สายตากวาดมองหน้าทุกคนพลางถอนหายใจ ก่อนจะพูดว่า “ข้ายังยืนกรานเหมือนก่อนหน้านี้ ตอนนี้อาณาเขตที่พวกต่างดาวยึดครองได้มีจำนวนมาก ในขณะที่พวกมันมีกำลังคนมากกว่าสี่พัน แถมยังมีกองกำลังสำรองอีกนับพัน”
“มีแม่น้ำเฟิงเป่าที่อันตรายกั้นไว้ พวกมันคงฝ่าเข้ามาไม่ได้พักหนึ่ง แต่เราเองก็สู้กลับยากเหมือนกัน ข้ากลัวว่าต่อไปจะเกิดศึกหนักขึ้น”
“แต่ว่าเราก็ทิ้งผู้ฝึกยุทธ์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ที่ติดอยู่ระหว่างแนวป้องกันชั้นที่ห้ากับสี่ไม่ได้เด็ดขาด พวกเขาจะถูกมนุษย์ต่างดาวเจอตัวและฆ่าทิ้ง”
ทุกคนได้ยินแล้วก็นิ่งเงียบไป
ไม่ทิ้งอย่างนั้นหรือ?
แล้วจะทำอย่างไรได้อีก?
จะตั้งกองกำลังกู้ชีพและแอบออกไปไม่ให้พวกต่างดาวรู้อย่างนั้นหรือ?
แล้วใครจะอาสาออกไปกัน?
มันเป็นภารกิจเสี่ยงตายชัด ๆ
“จ้านหลิงอวิ๋น เจ้ากล้านำทีมผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าสองคนและระดับบรรพจารย์ยุทธ์แปดคนแอบออกไปช่วยผู้ฝึกยุทธ์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ที่ติดอยู่เข้ามาหรือเปล่า?” ซือหลางถามเสียงเข้ม
“ผมไปเองครับ”
จ้านหลิงอวิ๋นลุกขึ้นและรับคำหนักแน่น
ซือหลางเผยรอยยิ้มพึงพอใจ สายตาเลื่อนไปยังคนอื่น ๆ คล้ายรอความเห็นของพวกเขา
“ผมจะนำทีมไปที่นั่นเหมือนกัน! ยังไงหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของผมก็ติดอยู่ฝั่งนั้น!” จิ่นช่างจากตำหนักหมื่นประดิษฐ์ส่งยิ้มขมขื่น
เขาเป็นผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าขั้นปลาย เพียงพอจะเป็นผู้นำกองกำลังย่อย
“ผมเองก็จะนำทีมไปด้วยเหมือนกัน! รบกวนจัดคนมารวมกับคนของผมให้เท่ากับทีมของจ้านหลิงอวิ๋นด้วย ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าสองคนและระดับบรรพจารย์ยุทธ์อีกแปดคน” หวันเยี่ยนจวิ้นซึ่งเป็นผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าจากคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงเอ่ยพลางผสานมือ
ผู้แข็งแกร่งระดับเทพแปลงอีกห้าคนยกยิ้มและพยักหน้าให้
กองกำลังย่อยสามทีม
แต่ละทีมมีทั้งหมดสิบเอ็ดคน
เป็นกองกำลังที่ถือว่าแข็งแกร่งมาก
ทว่าทุกคนรู้ดีว่าทั้งสามสิบสามคนที่เข้าไปในเขตของศัตรูมีความเป็นความตายในการเดิมพัน การช่วยเหลือผู้ฝึกยุทธ์ถือว่าไม่ง่าย
หากทำไม่สำเร็จ ไม่เพียงแต่จะช่วยคนที่ติดอยู่ไม่ได้เท่านั้น แต่ทั้งสามสิบสามคนยังอาจตายในสมรภูมิด้วย
ครึ่งวันต่อมา
กองกำลังย่อยทั้งสามมารวมตัวกัน พวกเขาได้รับของที่จำเป็นและอาวุธครบครัน
ในขณะที่จิ่นช่างและหวันเยี่ยนจวิ้นนำกองกำลังไปทางตะวันออกและตะวันตก จ้านหลิงอวิ๋นก็รวบรวมกำลังคนและเตรียมตัวออกเดินทาง
“จ้านหลิงอวิ๋น จำเอาไว้ว่าถ้าเข้าไปในเขตของพวกต่างดาวได้เมื่อไหร่ต้องใช้กลยุทธ์ซุ่มโจมตี สู้ได้สู้ สู้ไม่ไหวก็หนี ภารกิจของเจ้าไม่ใช่แค่ช่วยคนแต่ยังต้องทำลายคู่ต่อสู้ด้วย โจมตีพวกมันเท่าที่ทำได้ อย่าได้ออมมือเด็ดขาด จำไว้ว่าอย่าได้ออมมือเด็ดขาด” ซือหลางกำชับ
“ครับ!”
จ้านหลิงอวิ๋นและคนอื่น ๆ ผสานมือขณะขานรับเป็นเสียงเดียว
ซือหลางพยักหน้ารับ
อันที่จริงเขาจำใจส่งจ้านหลิงอวิ๋นออกไป ถึงอย่างไรเจ้าตัวก็เป็นอัจฉริยะที่น่าจะไปถึงระดับเทพแปลงภายในร้อยปีนี้ หากตายในสมรภูมิคงเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของสำนักโอสถ
ถึงอย่างไรเพียงครึ่งปีมานี้สำนักโอสถก็สูญเสียไปมากแล้ว
ตอนนี้ด่านหน้าของการสู้รบมีผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าสามคน ซึ่งแม้รวมจ้านหลิงอวิ๋นแล้วก็ยังไม่ง่าย
ซือหลางตั้งท่าจะโบกมือบอกให้กองกำลังย่อยออกเดินทางได้
ทันใดนั้นก็รับรู้ได้ถึงคนกลุ่มหนึ่งที่พุ่งมาหา สองคนในนั้นเป็นผู้แข็งแกร่งอย่างน้อยในระดับผสานเต๋า