หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 908 มีบางอย่างผิดปกติ
ณ ที่พำนักของสำนักโอสถ บริเวณลานสวนทางทิศตะวันออก
เหลียงติ้งเหว่ยกำลังอธิบายหน้าที่ของป้ายจารึกคุณูปการให้เพื่อนจากตำหนักหมื่นประดิษฐ์รับทราบ และเมื่อเห็นท่าทางตกตะลึงของเพื่อน เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขัน
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็จับจ้องไปที่ป้ายจารึกคุณูปการ
ป้ายจารึกคุณูปการนี้สูงแปดเมตรและกว้างสองเมตร หลังจากที่แสงสีแดงจาง ๆ ปรากฏขึ้น มันก็เผยข้อความบางอย่าง
[สมาชิกใหม่ ‘โจวอี้’ สำนักโอสถ แต้มคุณูปการ 0.2]
[เริ่มต้นได้ดี จงมุ่งมั่นต่อไปเพื่อสันติภาพและความรุ่งเรือง]
ข้อความสองบรรทัดนี้ปรากฏบนป้ายจารึกคุณูปการเป็นเวลาสิบวินาที ก่อนที่มันจะค่อย ๆ จางหายไป
โจวอี้?
เขามาที่โลกตงเทียนแล้วเหรอ?
และเขาได้ฆ่าสัตว์ต่างดาวไปแล้วสองตัว?
เหลียงติ้งเหว่ยตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็ตะโกนใส่กลุ่มชายหญิงที่คุยกันอยู่บริเวณนอกศาลา “พี่ฉางหมิง! พี่หลันฉิน โจวอี้มาที่นี่แล้ว!”
ประโยคนี้ดังก้องไปไกล ไม่เพียงแต่ชายหนุ่มและหญิงสาวหลายคนที่อยู่นอกศาลาเท่านั้นที่ได้ยิน แม้แต่คนที่เดินผ่านไปมาใกล้ลานสวน และผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ใกล้เคียงก็ได้ยินเช่นกัน
ในเวลาเพียงครึ่งนาที สาวกจากสำนักโอสถหลายสิบคน และผู้ฝึกยุทธ์อีกสองสามคนก็รีบไปที่ป้ายจารึกคุณูปการ โดยมุ่งความสนใจไปที่เหลียงติ้งเหว่ย
“แน่ใจใช่ไหม?” อู๋ฉางหมิงถามเสียงเข้ม
“แน่ใจสิ ป้ายจารึกคุณูปการเพิ่งแสดง ‘สมาชิกใหม่ โจวอี้แห่งสำนักโอสถ’ และยังแสดงข้อมูลการฆ่าครั้งแรกด้วย” เหลียงติ้งเหว่ยพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“เท่าไหร่?” หลันฉินถามอย่างกระตือรือร้น
“0.2”
“เขาฆ่าสัตว์ต่างดาวสองตัว?” หลันฉินเลิกคิ้ว
“ดูเหมือนว่าจะเป็นแบบนั้น!” เหลียงติ้งเหว่ยกล่าว
“ในที่สุดเขาก็มา ฉันรอเขามานานแล้ว หวังว่าเขาจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง” อู๋ฉางหมิงกำหมัดแน่น สีหน้าของเขาฉายแววแห่งความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้
“พี่ฉางหมิงทำแต้มคุณูปการไปแล้วสองร้อยแต้มใช่ไหม? จำได้ว่าพี่อยู่ในสามร้อยอันดับแรกในกลุ่มสาวกสำนักโอสถของเรา เขาคงต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะตามทันเลยนะนั่น” เหลียงติ้งเหว่ยกล่าว
“มีข่าวลือว่าเขาคืออัจฉริยะอันดับหนึ่งของคนรุ่นใหม่ที่ไร้เทียมทานในโลกผู้ฝึกยุทธ์ ฉันหวังว่าเขาจะตามทันฉันได้ทันและไปแข่งกับคนอื่น ๆ ด้วย” อู๋ฉางหมิงพูดเบา ๆ
“หมายถึงรุ่นพี่ไป่หลี่และคนอื่น ๆ ใช่ไหม? เป็นไปไม่ได้หรอก โจวอี้เริ่มช้าเกินไป คนพวกนั้นไปถึงแนวหน้าแล้วเมื่อสิบปีก่อน แต้มคุณูปการของพวกเขาก็เกิน 500 แล้ว โจวอี้ตามไม่ทันหรอก” เหลียงติ้งเหว่ยส่ายหัว
“ฮ่า ๆๆ”
ณ ตำหนักเจ้าสำนัก
ฉู่ชุนดูเนื้อหาในบันทึก รอยยิ้มปรากฏขึ้นมาผ่านแววตา
มันเริ่มต้นขึ้นแล้ว?
เขาเพิ่งมาถึงโลกตงเทียนเมื่อไม่กี่วันก่อน และยังไม่มีโอกาสทำความคุ้นเคยเลยแท้ ๆ แต่เขาก็เริ่มฆ่าสัตว์ต่างดาวแล้ว? ศิษย์น้องคนนี้ใจร้อนจริง ๆ!
ฉู่ชุนจดบันทึกและเข้าไปในอาคารหลัก เธอยืนอยู่ต่อหน้าฉู่เทียนฮุ่ยที่กำลังนั่งขัดสมาธิฝึกตนอยู่เงียบ ๆ
“เจ้าสำนักคะ มีข่าวเกี่ยวกับศิษย์น้องโจวค่ะ”
“อืม”
ฉู่เทียนฮุ่ยเอื้อมไปหยิบมาอ่านก่อนจะขมวดคิ้ว
“เขาออกจากที่พักตั้งแต่เมื่อไหร่?” ฉู่เทียนฮุ่ยถาม
“เขาไปกับผู้อาวุโสเหลียงและผู้อาวุโสเวิง ออกไปได้ไม่นานค่ะ” ฉู่ชุนตอบ
“สองคนนั้น… โจวอี้ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องสำนักโอสถของเราเลย ทำไมพวกเขาถึงพาไปที่แนวหน้าเร็วขนาดนี้” ฉู่เทียนฮุ่ยกล่าวด้วยความโกรธ
ฉู่ชุนอดไม่ได้ที่จะยิ้มกับตัวเองเมื่อได้ยินสิ่งนี้ เธอสัมผัสได้ถึงความรักอันลึกซึ้งและความห่วงใยของฉู่เทียนฮุ่ยที่มีต่อโจวอี้จากคำพูดนี้
“เจ้าสำนัก มีผู้อาวุโสเหลียงและเวิงอยู่ที่นั่น ศิษย์น้องโจวจะต้องไม่เป็นอะไร” ฉู่ชุนมั่นใจ
“รู้อะไรไหม เด็กคนนั้น… เขาอารมณ์อ่อนไหวเกินไป และมักจะหุนหันพลันแล่น หากเขาพบกับสถานการณ์พิเศษในสนามรบ เขาอาจทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายได้” ฉู่เทียนฮุยพูด
เธอลุกขึ้นยืนและพูดต่อ “ทั้งสี่คน และผู้อาวุโสที่รับผิดชอบอยู่ที่นี่ จงจัดการเรื่องทั้งหมดด้วย ฉันจะไปที่แนวหน้าเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น”
เธอพูดจบก็หายไปจากอาคารหลักทันที
ณ สนามรบจองจำวิญญาณ
ภายในป่ามืด ร่างเจ็ดร่างเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเงียบงัน
นับตั้งแต่ข้ามแม่น้ำเฟิงเป่า โจวอี้ก็เฝ้าสังเกตสภาพแวดล้อมของเขาอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงเผ่าพันธุ์ต่างดาวหรือสัตว์ต่างดาวที่ซุ่มโจมตี
อย่างไรก็ตาม พวกเขาเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรแต่ก็ไม่พบศัตรู ยกเว้นเพียงสัตว์ต่างดาวสองตัวนั้น พวกเขาก็ยังไม่พบสิ่งใด
“มีบางอย่างไม่ถูกต้อง” จู่ ๆ จ้านหลิงอวิ๋นก็พูดขึ้นเสียงเครียด
“ฉันเองก็รู้สึกเหมือนกัน เผ่าพันธุ์ต่างดาวมักจะสนใจพื้นที่ที่ถูกยึดครองมากนี่นา แต่พวกเขายึดครองพื้นที่นี้มาหลายวันแล้ว ตามทฤษฎีแล้วเราควรจะเจอศัตรูหลายกลุ่ม แต่จนถึงตอนนี้ เรายังไม่พบเผ่าพันธุ์ต่างดาวสักตัว นอกจากไอ้สองตัวที่ตายไปแล้วนั่น นี่มันผิดปกติมาก” หม่านเทียนหลงกล่าว
“ไม่ใช่แค่เราเท่านั้น ผู้อาวุโสเหลียงและคนอื่น ๆ ก็อาจไม่เจอด้วยเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นพวกเราคงรับรู้ได้แล้วว่าพวกเขากำลังต่อสู้” หลินเยียนจื่อกล่าว
“อาจจะเป็นกับดัก?” หม่านเทียนหลงขมวดคิ้ว
“เดี๋ยวเราก็จะรู้เองว่าใช่กับดักไหม” จ้านหลิงอวิ๋นกล่าวอย่างเย็นชา
“ยังไง?” หลินเยียนจื่อถาม
“โจวอี้ นายทำตัวเป็นเหยื่อล่อ และปล่อยกลิ่นอายของนายออกมา” จ้านหลิงอวิ๋นสั่ง
“ครับ!”
โจวอี้ตอบตกลง และไปปรากฏตัวบนก้อนหินขนาดใหญ่ที่ปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตรในทันที จากนั้นเขาก็ปล่อยกลิ่นอายของเขา และแม้กระทั่งสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาที่เข้าปกคลุมพื้นที่ในรัศมีหลายร้อยเมตร
ทันใดนั้น เขาก็ ‘เห็น’ แมงมุมสีสันสดใส แมงป่องสีน้ำตาล งูพิษหลายสิบตัว นกหลายสิบตัว และสัตว์บางชนิดที่เขาไม่สามารถระบุได้ แต่เขาไม่ ‘เห็น’ เผ่าพันธุ์ต่างดาวหรือสัตว์ประหลาดเลยสักนิด
สภาพแวดล้อมเงียบสงบ
ขณะที่โจวอี้กำลังจะถอนสัมผัสศักดิ์สิทธิ์กลับมา สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไป
ภายในขอบเขตสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขา เขาสังเกตเห็นรอยเลือดบนพุ่มไม้ ซึ่งคงจะมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ยากมาก
โจวอี้ไปปรากฏตัวอย่างรวดเร็วในพุ่มไม้ห่างออกไปหนึ่งร้อยเมตร ดึงใบไม้ที่เปื้อนเลือดออกมาอย่างรวดเร็ว
เขาครุ่นคิดชั่วครู่ จากนั้นก็พุ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ราว ๆ เจ็ดถึงแปดนาทีต่อมา
โจวอี้ก็ได้มาถึงอีกด้านหนึ่งของยอดเขาที่ห่างออกไปห้ากิโลเมตรแล้ว
เมื่อเขามองเข้าไปในหุบเขา รูม่านตาของเขาก็พลันหดตัว เขาถอนกลิ่นอายกลับมาทันที
เขาเห็นเต็นท์กลุ่มหนึ่งประมาณสี่สิบถึงห้าสิบหลัง เห็นได้ชัดว่านี่คือค่าย จำนวนเผ่าพันธุ์ต่างดาวที่เขาเห็นมีมากกว่าหนึ่งร้อย และรอบ ๆ ค่ายนั้นมีสัตว์ร้ายจำนวนมากกำลังแทะอาหารเปื้อนเลือด
นอกจากนี้ โจวอี้ยังเห็นขื่อไม้แถวหนึ่งซึ่งมีผู้ฝึกยุทธ์ร่างโชกเลือดถูกจับแขวนห้อยหัวลงมา
หนึ่งในนั้นถูกเฆี่ยนโดยเผ่าพันธุ์ต่างดาว และส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างต่อเนื่อง
ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงกรอบแกรบเบา ๆ จากพุ่มไม้ที่อยู่ข้างหลังเขาในระยะหนึ่งร้อยเมตร เขาจึงสรุปได้ว่าจ้านหลิงอวิ๋นและคนอื่น ๆ กำลังซ่อนตัวอยู่ที่นั่น
ชายหนุ่มหันกลับมามองที่ค่ายแห่งนั้นอีกครั้ง
แววตาของเขาดูเคียดแค้น
เขาไม่ได้พกปืนใหญ่มาในโลกนี้
หากมีมัน เขาจะตั้งปืนใหญ่ไว้ที่นี่ และกำจัดเผ่าพันธุ์ต่างดาวทั้งหมดแน่นอน