หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 909 พลีชีพหรือ?
เมื่อศัตรูแข็งแกร่งและเราเป็นฝ่ายอ่อนแอ สิ่งที่ต้องทำคือใช้สมอง
โจวอี้ใจร้อน แต่เขาไม่ใช่คนบุ่มบ่าม
จำนวนมนุษย์ต่างดาวมีมากเกินไป ทั้งยังมีสัตว์ต่างดาวหลายร้อยตัว ต่อให้มีเหลียงเหล่ยและกองกำลังของพวกเขา แต่ก็ยังไม่สามารถจู่โจมซึ่ง ๆ หน้าได้
ทว่าจำเป็นต้องช่วยผู้คนเหล่านั้นเสียก่อน ไม่อย่างนั้นจุดประสงค์ที่พวกเขาเสี่ยงชีวิตกันมาถึงที่นี่จะกลายเป็นเรื่องไร้ค่า
แล้วจะทำอย่างไรดี?
โจวอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในจังหวะที่จะกลับไปรายงานสถานการณ์กับจ้านหลิงอวิ๋น เขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้ จึงค่อย ๆ ยกมือโบกสัมผัสกระแสลม
หุบเขาอย่างนั้นหรือ?
แววตาเขาเป็นประกายขึ้นมา
เขาหยิบขวดออกมาจากเรือเงาสองขวด และเปิดฝาโยนไปทางค่ายแห่งนั้น
สองนาทีต่อมา จ้านหลิงอวิ๋นที่เห็นสถานการณ์ตรงหน้าผิดปกติก็มาปรากฏตัวข้างโจวอี้เงียบ ๆ เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป และพูดให้ได้ยินกันเพียงสองคนว่า “มันเป็นค่ายของพวกมนุษย์ต่างดาว แถมยังเป็นกองกำลังร้อยนายด้วย”
“กองกำลังร้อยนายคืออะไรครับ?” โจวอี้กระซิบถาม
“พวกมนุษย์ต่างดาวมักจะสู้กันเป็นกลุ่ม อย่างน้อยที่สุดเป็นกองกำลังสามนาย ตามด้วยกองกำลังสิบนาย กองกำลังร้อยนาย กองกำลังห้าร้อยนาย และใหญ่ที่สุดเป็นกองกำลังพันนาย”
“ค่ายนี้ไม่ใหญ่ น่าจะเป็นกองกำลังร้อยนาย”
“แต่ว่าส่วนใหญ่หัวหน้าของกองกำลังนี้แข็งแกร่งเทียบได้กับผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าขั้นสมบูรณ์พร้อม ถ้าวัดตามการแบ่งขั้นใหม่ของโลกผู้ฝึกยุทธ์ น่าจะอยู่ระดับจอมพลขั้นปลาย”
จ้านหลิงอวิ๋นพูดมาถึงตรงนี้ก็บอกเสียงค่อย “ตอนนี้ยิ่งมีผู้ฝึกยุทธ์เปลี่ยนปราณแก่นแท้เป็นพลังดวงดาวในร่างกายได้มาก ก็ยิ่งมีการเอาระบบการแบ่งระดับใหม่มาใช้ นายเองก็น่าจะรู้จักระบบใหม่นี้ใช่ไหม?”
“มันคืออะไรครับ?” โจวอี้ถาม
“ระดับผู้ฝึกหัดยุทธ์เทียบได้กับระดับกำเนิดดารา ระดับผู้เชี่ยวชาญยุทธ์เทียบได้กับระดับพินิจดาว ระดับปรมาจารย์เทียบได้กับระดับทูตดวงดาว ระดับบรรพจารย์ยุทธ์เทียบได้กับพลศึก ระดับผสานเต๋าเทียบได้กับจอมพล ระดับเทพแปลงเทียบได้กับระดับจ้าวสงคราม ” จ้านหลิงอวิ๋นอธิบาย
“ท่านลุง แบ่งระดับแบบนี้ก็ยังไม่มีเกณฑ์แน่นอนใช่ไหมครับ?” โจวอี้ถาม
“ยังไม่เป็นมาตรฐานหรอก แต่มาตรฐานก็ถูกผู้คนกำหนดมาทั้งนั้น อย่างมากอีกครึ่งปี เกรงว่าจะไม่มีใครในโลกผู้ฝึกยุทธ์ใช้ระบบการแบ่งแบบเดิมแล้ว พวกเขาจะใช้การแบ่งระบบใหม่ตามเคล็ดวิชาการบ่มเพาะดารา” อีกฝ่ายพูดมาถึงตรงนี้ก็เบาเสียงและเอ่ยต่อ “เพราะการรุกรานของมนุษย์ต่างดาวในโลกตงเทียน คณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงก็เลยหารือกับกองกำลังต่าง ๆ ว่าจะทำให้เคล็ดวิชาการบ่มเพาะดาราเป็นที่แพร่หลาย สมาชิกของสำนัก ตระกูล และองค์กรต่าง ๆ ก็สามารถฝึกวิชานี้ได้ทั้งนั้น”
สีหน้าโจวอี้พลันเปลี่ยนไป
เขานึกไม่ถึงว่าสิ่งต่าง ๆ จะก้าวหน้าไปแบบนี้
มันไม่เร็วไปหน่อยหรือ?
หากเคล็ดวิชาเป็นที่แพร่หลายขึ้นมาจริง ๆ ผู้ฝึกยุทธ์ไร้สังกัดหลายคนคงมีวิธีการมากมายในการเลื่อนระดับ
“หือ?” จ้านหลิงอวิ๋นเห็นเหตุการณ์ในค่ายนั้นแล้วก็ขมวดคิ้ว
“มีอะไรเหรอครับ?” โจวอี้ถาม
“มนุษย์ต่างดาวพวกนั้นเป็นอะไรไป ทำไมพวกเขาถึงได้ดูเหมือนคนเมา? สัตว์ต่างดาวพวกนั้นก็ด้วย ไม่สิ… บางคนทรุดลงไปเลยด้วยซ้ำ อะไรกัน? เกิดอะไรขึ้นกับค่ายของพวกมนุษย์ต่างดาว?” จ้านหลิงอวิ๋นขมวดคิ้ว สายตาเต็มไปด้วยความงุนงง
โจวอี้เองก็เห็นสถานการณ์ตรงหน้าในตอนนี้เช่นกัน
ทันใดนั้น ใบหน้าหล่อเหลาก็เผยความยินดีออกมา
ยาพิษใช้ได้ผล
เขามองสัตว์ต่างดาวล้มลง และมนุษย์ต่างดาวตนหนึ่งทรุดลงตัวกระตุกกับพื้น
ค่ายมนุษย์ต่างดาวเบื้องล่างตกอยู่ในความโกลาหล
พวกมันร้องโหยหวน สัตว์ต่างดาวล้มลงกับพื้น มันตัวกระตุกขณะส่งเสียงร้องทรมาน มนุษย์ต่างดาวนับสิบหนีออกมาจากกระโจม หลายตนแข้งขาอ่อนแรงและเดินซวนเซราวกับมึนเมา
“น่าจะเป็นเพราะยาพิษที่ผมโยนลงไปออกฤทธิ์แล้ว” โจวอี้กระซิบบอก
“นายใช้ยาพิษเหรอ?” จ้านหลิงอวิ๋นยกยิ้มและเปลี่ยนสีหน้าทันที เขาลดเสียงก่อนจะพูดว่า “แต่ด้านล่างก็ยังมีผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์เราอยู่นะ พวกเขาจะไม่พลอยโดนวางยาไปด้วยเหรอ? เราลองมาหลายครั้งแล้ว ยาพิษออกฤทธิ์กับพวกต่างดาวน้อยมาก แต่ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ สัตว์ต่างดาวถึงกับตาย พวกมนุษย์ต่างดาวก็อาการหนัก คงไม่ใช่สิ่งที่ยาพิษธรรมดาทำได้แน่”
ในใจโจวอี้เองก็นึกเป็นห่วงผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์โลกเช่นกัน ทว่าเขามียาถอนพิษอยู่ ขอแค่คนเหล่านั้นไม่ตายจากยาพิษ เขาก็จะใช้ยาถอนพิษยื้อชีวิตกลับมาได้
“เดี๋ยวสิ นายใช้ยาพิษอะไร?” จ้านหลิงอวิ๋นโพล่งถาม
“วูดูครับ ผู้อาวุโสให้มา” โจวอี้ตอบไปตามตรง
“ผู้อาวุโสคนไหน?”
“บรามี่ครับ”
“ปีศาจพิษน่ะเหรอ? ไปรู้จักได้ยังไง?” จ้านหลิงอวิ๋นหน้าเปลี่ยนสีไปทันที
“ลูกสาวของบรามี่เป็นคนของผมครับ ผมเจอตอนไปที่สุสานมังกรก่อนหน้านี้ เพราะผมช่วยลูกสาวเขาไว้ เขาก็เลยเอายาพิษวูดูมาให้ครับ”
“นาย…”
จ้านหลิงอวิ๋นพูดไม่ออก
บรามี่!
ปีศาจแก่เหี้ยมโหดคนนั้นไม่เพียงแต่มีชื่อเสียงในจีนเท่านั้น แต่ในต่างประเทศก็ยังขึ้นชื่อเรื่องความอำมหิตในหมู่กองกำลังมากมาย
ตอนที่บรามี่ใช้ยาพิษวูดูวางยากลุ่มต่าง ๆ ก็ทำคนตายไปหลายพันคน บางคนคาดการณ์ว่าคนที่ตายไปเพราะยาพิษของบราม่ามีมากกว่าหมื่นคนด้วยซ้ำ
“ท่านลุง เรารออีกไม่ได้แล้ว มนุษย์ต่างดาวพวกนั้นถูกวางยา ผู้ฝึกยุทธ์ที่ถูกจับไปเองก็ถูกวางยาไปด้วย ถ้าเรารักษาพวกเขาไม่ทัน ผมกลัวว่าพวกเขาจะตาย” โจวอี้กระซิบบอก
“เจ้าเด็กนี่…”
จ้านหลิงอวิ๋นเผยท่าทีช่วยไม่ได้ ก่อนจะส่งสัญญาณสั่งคนด้านหลัง หม่านเทียนหลง หลินเยี่ยนจื่อ และคนอื่น ๆ พุ่งตัวไปทันที
เมื่อมาถึงหุบเขาที่เกิดเหตุก็กลั้นหายใจพร้อมกัน
“ชิวจินหรง ไปบอกให้ผู้อาวุโสเหลียงกับคนอื่น ๆ มาช่วยหน่อย ส่วนคนที่เหลือตามฉันไปช่วยโจวอี้ถอนพิษให้ผู้ฝึกยุทธ์” จ้านหลิงอวิ๋นสั่ง
เขาไม่ได้อธิบายโดยละเอียด เมื่อเอ่ยจบก็หันหลังแล้วทะยานมุ่งหน้าไปทางหุบเขา
“พวกมนุษย์โลกบุกโจมตีเรา!”
มนุษย์ต่างดาวระดับจอมพลซึ่งเป็นผู้นำของค่ายรับรู้ได้ถึงปราณที่พุ่งลงมาจากยอดเขา ทันใดนั้นเขาก็ร้องตะโกนบอก
ทว่าตอนนี้มีมนุษย์ต่างดาวเหลือรอดเพียงยี่สิบถึงสามสิบตนเท่านั้น จำนวนสัตว์ต่างดาวที่ยังทนไหวยิ่งมีจำนวนน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำ
“ลุยเลย!”
พวกมนุษย์ต่างดาวต่างกรูเข้ามาพร้อมอาวุธในมือ
และแล้วพวกเขาก็ถูกวางยาพิษโดยไม่ทันตั้งตัว
ระดับการฝึกและพลังการโจมตีของพวกมันลดลงอย่างมากราว ๆ เจ็ดสิบถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ เมื่อต้องข่มอาการจากพิษที่ได้รับ
“ยื้อเวลาไว้ และเข้าใกล้พวกผู้ฝึกยุทธ์ให้มากกว่านี้” จ้านหลิงอวิ๋นส่งเสียงไปยังอีกห้าคนทั้งที่ไม่ได้เปิดปากด้วยซ้ำ
หม่านเทียนหลงและหลินเยี่ยนจื่อคิดว่าเขาเสียสติไปแล้ว
ส่วนอีกสองคนอย่างเฉินป๋อและไป่เหลียนหรงเองก็คิดว่าเขาบ้าไปแล้วเช่นกัน
ถึงอย่างไรชิวจินหรงก็ไปขอความช่วยเหลือแล้ว ที่นี่เหลือพวกเขาเพียงหกคนที่มุ่งหน้าไปยังค่ายของมนุษย์ต่างดาว มันไม่ต่างจากการรนหาที่ตายเลยสักนิด
สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขาพอจะวางใจได้ก็คือ สถานการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ต่างดาวและสัตว์ต่างดาวในค่ายแห่งนี้