หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 911 ได้ไปถึงครึ่งหนึ่ง
เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ย รวมถึงคนอื่น ๆ หันไปมองโจวอี้ที่กำลังนั่งหลับตารักษาอาการบาดเจ็บ พวกเขาหันกลับมามองจ้านหลิงอวิ๋นคล้ายต้องการคำตอบ
“เห็นไหมล่ะ ใช่แล้ว พวกมนุษย์ต่างดาวส่วนใหญ่ รวมถึงสัตว์ล่าสังหารตายเพราะยาพิษ”
“คนที่วางยาก็คือโจวอี้อย่างนั้นสินะ”
“พวกมนุษย์ต่างดาวที่ไม่ถูกวางยาและยังสู้กับเราได้ ต่างก็มีพลังอยู่ในระดับพลศึกขั้นปลายหรือไม่ก็ระดับจอมพลทั้งนั้น”
“แต่ว่าพวกมันก็ถูกวางยาเหมือนกัน ที่ไม่ตายและพอจะสู้กับเราได้ก็เพราะข่มพิษในร่างกายเอาไว้ พลังการโจมตีของพวกมันก็เลยลดลงฮวบถึง 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์”
“ผมถึงบอกว่าโจวอี้เป็นคนที่ควรได้ความดีความชอบในการต่อสู้ครั้งนี้ที่สุด”
เหลียงเหล่ย เวิงหลิวกุ้ย หม่านเทียนหลง หลินเยียนจื่อ และคนอื่น ๆ ที่รักษาตัวอยู่ต่างอ้างปากค้าง สายตาฉายแววเหลือเชื่อ
ก่อนหน้านี้พวกเขารู้สึกแปลกใจ แต่ตอนนี้เมื่อได้รู้เรื่องแล้วก็รู้สึกทึ่งไม่น้อย
“โจวอี้ อย่าเพิ่งรักษาตัว บอกเรามาก่อนว่าเจ้าใช้ยาพิษอะไร?” เหลียงเหล่ยรีบถาม
“วูดูครับ”
“แล้วไปได้วูดูแบบนั้นมาจากไหน? ถ้ามนุษย์โลกสามารถหลอมยาพิษแบบนั้นได้มาก ต่อไปก็จะวางยาและฆ่าพวกต่างดาวได้ง่ายมาก” เหลียงเหล่ยบอกด้วยท่าทีตื่นเต้น
“เรื่องมันยาวครับ”
โจวอี้ไม่ยอมบอกที่มาของยาพิษนี้ต่อหน้าทุกคน ถึงอย่างไรตัวตนของบรามี่ก็ไม่ธรรมดา หากเขาพูดออกไปให้คนอื่นรู้ว่าเขารู้จักกับบรามี่ ความเดือดร้อนอาจมาเยือนตัวเองได้
“ผู้อาวุโสเหลียงครับ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคุยกัน ทุกคนเองก็รักษาตัวมาครู่หนึ่งแล้ว เก็บโลหิตหัวใจของพวกมนุษย์ต่างดาวกับสัตว์ล่าสังหาร แล้วออกจากที่นี่ไปหาที่ซ่อนเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บต่อเถอะครับ” จ้านหลิงอวิ๋นกล่าว
“ได้”
เหลียงเหล่ยพยักหน้าพลางข่มความตื่นเต้นไว้ในใจ
จ้านหลิงอวิ๋นมองทุกคนและถามเสียงเข้ม “เมื่อกี้ฉันบอกไปว่าการต่อสู้ครั้งนี้สำเร็จได้เพราะโจวอี้ เขาช่วยชีวิตพวกพ้องไว้ได้หลายคน เขาก็ควรได้ความดีความชอบที่สุด ตามกฎการแบ่งสรรแต้มคุณูปการแล้ว เขาจะได้ครึ่งหนึ่ง ตกลงไหม?”
“ตกลง!” ทุกคนพยักหน้ารับ
จ้านหลิงอวิ๋นกล่าวด้วยความพึงพอใจว่า “งั้นก็นับจำนวนศพมนุษย์ต่างดาว รวมถึงพวกสัตว์คู่หูกับสัตว์ล่าสังหารด้วย”
เพียงไม่ถึงสิบนาที ศพมนุษย์ต่างดาว สัตวคู่หู และสัตว์ล่าสังหารก็ถูกนับจำนวนจนครบ
มีศพมนุษย์ต่างดาว 82 ตน สัตวคู่หู 12 ตัว และสัตว์ล่าสังหาร 290 ตัว
จำนวนทั้งหมดนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกทึ่ง
ผลการสู้รบครั้งนี้น่ายินดีมาก
แม้ว่าทุกคนจะได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ไม่มีใครตายในสนามรบ
ตลอดประวัติศาสตร์การสู้รบระหว่างผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์โลกกับมนุษย์ต่างดาว ไม่มีการต่อสู้ครั้งไหนประสบความสำเร็จได้มากเท่าครั้งนี้มาก่อน
“โจวอี้ นายไปเอาโลหิตหัวใจของมนุษย์ต่างดาวไป 41 หยด กับของสัตว์ล่าสังหาร 51 ตัว” จ้านหลิงอวิ๋นบอก
เมื่อโจวอี้ได้ยินแบบนั้นก็ไม่ปฏิเสธ เขาลงมือทำตามทันที
เมื่อเลือดจากโลหิตหัวใจของพวกมนุษย์ต่างดาวและสัตว์ล่าสังหารหยดลงบนป้ายจารึกคุณูปการของเขา ตัวเลขก็เริ่มเปลี่ยนไป
ในการต่อสู้ครั้งนี้ เขาได้ค่าแต้มคุณูปการมา 56.2 แต้ม
รวมกับค่าแต้มคุณูปการที่ได้มาก่อนหน้านี้ 0.2 แต้ม รวมแล้วเป็น 56.4 แต้ม
ส่วนจ้านหลิงอวิ๋นและคนอื่น ๆ ได้ส่วนแบ่งโลหิตหัวใจไปในส่วนของมนุษย์ต่างดาว สัตวคู่หู และสัตว์ล่าสังหารที่เหลือ สุดท้ายแล้วแต่ละคนได้ค่าแต้มคุณูปการไปคนละ 4 แต้ม
“เยี่ยมมาก เก่งจริง ๆ สู้ไปแค่ไม่นาน โจวอี้ก็ได้ค่าแต้มคุณูปการไปถึง 56.2 แต้ม ถ้าข่าวนี้แพร่ออกไปจะต้องเกิดความฮือฮาในโลกผู้ฝึกยุทธ์แน่” หม่านเทียนหลงบอกด้วยความอิจฉา
“เขาใช้ยาพิษวูดูที่รุนแรงมากนี่นา เจ้ามีไหมล่ะ?” เหลียงเหล่ยถามพลางยกยิ้ม
“อะแฮ่ม ไม่มีครับ” หม่านเทียนหลงส่ายหน้าขณะยิ้มเจื่อน
“งั้นก็สมควรต้องเป็นอย่างนั้น เจ้าเด็กโจวอี้คนโปรดของข้าน่ะ ก่อนหน้านี้เขาก็ประสบความสำเร็จมาแล้ว หลายคนในโลกผู้ฝึกยุทธ์เห็นกันหมด พวกเขาก็อิจฉากันทั้งนั้น” เหลียงเหล่ยหัวเราะร่า
“ใช่แล้วครับ” หม่านเทียนหลงพยักหน้าหงึกหงัก
ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาเก็บโลหิตหัวใจเสร็จเรียบร้อยแล้วก็รวบรวมทรัพยากรฝึกยุทธ์ที่พวกต่างดาวหลงเหลือเอาไว้มาด้วย โจวอี้เก็บพวกมันไว้ในเรือเงา ก่อนที่ทุกคนจะรีบอพยพกันออกไป
สองวันต่อมา
ภายในถ้ำห่างออกไปสองสามร้อยกิโลเมตร กลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ทั้งยี่สิบเจ็ดคนซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ปากทางเข้าถ้ำถูกคนจากตำหนักหมื่นประดิษฐ์ร่ายอาคาเพื่อปิดบังปราณของคนในถ้ำ
จ้านหลิงอวิ๋นและโจวอี้นั่งขัดสมาธิอยู่ภายในถ้ำบริเวณปากทาง ในขณะที่เหลียงเหล่ยซึ่งนั่งอยู่ใกล้พวกเขาส่งยิ้มขณะมองเฉินหยางเดินออกมาแล้วถามขึ้น
“เฉินหยาง อาการเป็นยังไงบ้าง?”
“มียาฟื้นฟูจากสำนักโอสถ อาการบาดเจ็บของเราหายไปประมาณเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์แล้วครับ อย่างมากอีกสิบวันก็หายเป็นปกติ” เฉินหยางตอบขณะยกยิ้ม
“ไม่เลว ๆ” เหลียงเหล่ยพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“แล้วศิษย์หลานโจวเป็นยังไงบ้างครับ?” เฉินหยางถามด้วยความเป็นห่วง
“เขาใกล้หายดีแล้วล่ะ อย่างมากอีกสี่ห้าวันก็หายสนิทแล้ว” เหลียงเหล่ยตอบ
“ดีเลยครับ” เฉินหยางยิ้ม
ตอนที่เขาสิ้นหวัง ก็เป็นโจวอี้ที่มาช่วยเขาและพวกพ้องเอาไว้
แม้ว่าโจวอี้จะใช้พิษวูดูที่ทำให้พวกเขาพลอยเจ็บหนักเหมือนกัน แต่ถึงอย่างไรก็รอดมาได้
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้รู้จากเหลียงเหล่ยว่าโจวอี้นับถือหลู่เทียนโซ่วเป็นอาจารย์ เขาจึงนับอีกฝ่ายเป็นศิษย์หลาน ความสัมพันธ์นี้ทำให้เขายิ่งรู้สึกสนิทกับโจวอี้
“เฉินหยาง ก่อนหน้านี้ที่ถูกจับไป รู้ไหมว่าผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นถูกจับไปอยู่ไหนกัน?” เหลียงเหล่ยถาม
“ไม่ค่อยรู้หรอกครับ ศิษย์พี่ของผมสองคนสู้กับพวกต่างดาวหลายตน เราถูกพวกมันโจมตีและหนีออกไปไม่ได้ สุดท้ายก็เลยติดอยู่ในสนามรบจองจำวิญญาณ ถึงจะหาที่ซ่อนได้สองวันแต่ก็ยังไม่รอดพ้นหูพ้นตาของพวกมันและสัตว์ล่าสังหารที่สะกดรอยตามได้ เราตกอยู่กลางวงล้อมของกลุ่มพวกมัน สุดท้ายก็ถูกจับตัวไปไว้ที่ค่ายนั้นครับ” เฉินหยางฝืนยิ้มออกมา
“อืม!” เหลียงเหล่ยพยักหน้า
“แต่ว่าผมรู้ข่าวบางอย่างมาครับ”
“ข่าวอะไร?”
“จากที่พวกต่างดาวคุยกัน ได้ยินมาว่าพวกมันเคยเจอกับกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์เกือบสิบคนครับ หนึ่งในนั้นเป็นผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าด้วย” เฉินหยางเล่า
“มีผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าหรือระดับจอมพลทั้งหมดสามคนติดอยู่ในสนามรบจองจำวิญญาณเหมือนกัน เกิ่งตี๋จากนิกายปาจี๋ หวังฉุนชาน บรรพบุรุษจากตระกูลหวังทางเหนือของเจียงซู และเฮยเทียนเล่ยจากนิกายเร้นลับ นายหมายถึงคนไหน?” จ้านหลิงอวิ๋นลืมตาถามขึ้นมา
“ฟังจากที่พวกมันอธิบายมา ผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋า… คนที่เป็นผู้นำกลุ่มแล้วใช้หอกยาวเป็นอาวุธครับ” เฉินหยางตอบ
“หอกเป็นอาวุธของหวังฉุนชานจากตระกูลหวัง” จ้านหลิงอวิ๋นกล่าว
“งั้นก็น่าจะเป็นเขา!” เหลียงเหล่ยเองก็พยักหน้าเช่นกัน
ในขณะนี้เอง โจวอี้พลันลืมตาขึ้นมาและถามว่า “ท่านลุง มีผู้ฝึกยุทธ์กี่คนเหรอครับที่ติดอยู่ในสนามรบจองจำวิญญาณนี้?”
“นับไม่ได้หรอก” จ้านหลิงอวิ๋นตอบพลางส่ายหน้า
“ทำไมล่ะครับ?”
“เพราะมีคนที่ตายไปมากมาย ไม่มีทางนับได้หรอก แต่ว่า…”
“พูดมาให้จบสิครับ!” โจวอี้ท้วงขณะยิ้มเหนื่อยใจ
“แต่ว่าจำนวนของผู้ฝึกยุทธ์ที่ถอยมาแนวป้องกันชั้นที่สี่ที่แม่น้ำเฟิงเป่าระหว่างการต่อสู้วันนั้นมีไม่ถึงสองพันคน หมายความว่าคนที่ติดอยู่ในสนามรบจองจำวิญญาณนี้ รวมกับผู้แข็งแกร่งที่ตายไป รวม ๆ แล้วน่าจะมีประมาณห้าหกร้อยคน”
เยอะขนาดนี้เชียวหรือ?
โจวอี้เผยสีหน้าตกตะลึง