หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 916 กลยุทธ์การถอยทัพ
ณ สนามรบจองจำวิญญาณ
ลึกเข้าไปในป่ารกทึบ คนทั้งเจ็ดเคลื่อนไหวอยู่แถวลำธารที่ไหลลงมาจากยอดเขา
พวกเขาไม่ทันสังเกตว่า บนกำแพงผาซึ่งเว้าเข้าไปและอยู่เหนือขึ้นไปราว ๆ สองถึงสามร้อยเมตร มีชายชราสามตาตัวเตี้ยในชุดสีน้ำตาลคอยมองสถานการณ์เบื้องล่างอยู่
เมื่อพวกเขาข้ามแม่น้ำมาได้ ชายชราก็เริ่มลงมือ
เจ้าตัวหยิบเครื่องดนตรีคล้ายขลุ่ยมาทาบริมฝีปากก่อนเป่า
เสียงราวนกร้องดังขึ้น ทว่าท่วงทำนองนั้นคล้ายจะเป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง
ณ ยอดเขาด้านบน
นกล่าสังหาร เจ้าของปีกสีสันสดใสพลันบินโฉบขึ้นฟ้า ก่อนจะหายไปบนยอดต้นไม้
ภายในหุบเขา โจวอี้และพรรคพวกเจ็ดคนหลบซ่อนอยู่ระหว่างก้อนหินใหญ่ สายตามองไปทางหุบเขา
ไม่นานหลังจากนั้น
โจวอี้วางกล้องส่องทางไกลในมือลง ก่อนจะไปปรากฏตัวข้างพุ่มไม้ที่อยู่ห่างไปหลายร้อยเมตร เขาหยิบห่อลูกอมขึ้นมาจากพื้น เมื่อตรวจดูก็เห็นว่ามีรอยเลือดแห้งกรังอยู่หลายจุด
“ท่านลุง ใครบางคนน่าจะแวะพักตรงนี้ แล้วก็น่าจะบาดเจ็บด้วย” โจวอี้กระซิบบอก
“รู้ได้ยังไง?” จ้านหลิงอวิ๋นถาม
“ผมแค่ดูห่อลูกอมครับ มันเป็นห่อลูกอมกระต่ายขาว” โจวอี้บอก
อีกฝ่ายยิ้มรับและพยักหน้าให้
ในขณะนั้นเอง หม่านเทียนหลงที่คอยสำรวจอยู่แถวนั้นเดินมาหาพวกเขาก่อนจะพูดว่า “มีคนแวะพักที่นี่จริง ๆ แล้วพวกเขาก็ไม่ได้กลบร่องรอยด้วย คิดว่าน่าจะมีกันสี่คน เป็นชายสามหญิงหนึ่ง”
“ยังไงต่อ?” จ้านหลิงอวิ๋นถาม
“พวกเขาไม่ได้เป็นคนของสำนักโอสถ แต่ฉันสังเกตว่าทักษะการหลบหนีในป่าของพวกเขาแย่มาก พวกเขาไม่แม้แต่จะกลบร่องรอยการพักของตัวเอง แล้วฉันก็ดูออกว่าพวกเขาไปทางไหนด้วยซ้ำ” หม่านเทียนหลงกล่าว
“ทางไหน?”
“ทางตะวันออกเฉียงเหนือ”
“ไปกันเถอะ ตามรอยเท้าพวกเขาไป หวังว่าพวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่” จ้านหลิงอวิ๋นกล่าว
ห่างออกไปหลายกิโลเมตร
กองกำลังนับร้อยนายของพวกต่างดาวกระจายกำลังค้นหาร่องรอยของผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์โลกภายในป่าบนเขา โดยมีสัตว์ล่าสังหารคอยสำรวจพลางส่งเสียงร้อง
ทันใดนั้น นกปีกสีสันสดใสก็ทะยานลงมาจากฟ้าพร้อมเสียงร้อง
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
มนุษย์ต่างดาวและสัตว์ล่าสังหารนับร้อยพากันพุ่งตัวไปตามทางที่นกตัวนั้นนำ มุ่งหน้าไปยังบริเวณที่โจวอี้และคนอื่น ๆ อยู่ที่นั่น
ระหว่างที่คนสองกลุ่มขึ้นเขา ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหกคนนั่งขัดสมาธิฟื้นฟูพลังบนแท่นหินท่ามกลางดงไม้ใบหญ้า
กลุ่มของพวกเขามีชายสี่คน และหญิงอีกสองคน
เสื้อคลุมคุ้มกันของพวกเขาฉีกขาดเปรอะเลอะคราบเลือด
ชายชราหนึ่งในนั้นไม่ใช่ใครอื่น นอกจากจูเก่อหมางจากสำนักดาบซูซันที่โจวอี้รู้จัก
ทันใดนั้น ร่างสองร่างก็พุ่งทะยานจากต้นไม้ไม่ห่างออกไป แล้วมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขาทั้งหกคน
“หนีเร็ว! มีมนุษย์ต่างดาวกับสัตว์ล่าสังหารกลุ่มใหญ่กำลังมาทางนี้ น่าจะเป็นคนจากกองกำลังร้อยนาย อีกสองสามนาทีน่าจะมาถึงเราแล้ว” ชายชราในชุดสีเทารีบบอก
ทันใดนั้น พวกเขาทั้งหกก็ลุกขึ้น และวิ่งหน้าตาตื่นไปทางตรงกันข้ามกับฝั่งของพวกมนุษย์ต่างดาว
ทั้งแปดคนมีระดับยุทธ์ค่อนข้างสูง ทั้งหมดอยู่ในระดับพลศึกขั้นกลาง ทำให้วิ่งได้รวดเร็วมาก
“ทุกคน! มีบางอย่างผิดปกติ ดูเหมือนว่าพวกมันจะไม่ได้ตามหาพวกเราอยู่ มันพากันเปลี่ยนเส้นทางไปทางอื่น” ชายชราในชุดเทาบอกขณะวิ่ง
“แน่ใจเหรอ?” จูเก่อหมางขมวดคิ้วถาม
“แน่ใจสิ พวกมันเคลื่อนที่เร็วมาก อย่างกับว่าเล็งเป้าหมายเอาไว้แล้ว”
“เราน่าจะถูกพวกมันเจอตัวและเป็นเป้าหมายของกองกำลังร้อยนายแล้วนี่ ไม่กี่วันที่ผ่านมาก็ลำบากกันมาก จำนวนพวกต่างดาวที่ออกค้นหาก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้กองกำลังร้อยนายก็เคลื่อนไหวกันเป็นกลุ่ม …นี่พวกมันยอมแพ้การโจมตีแนวป้องกันที่สี่กันแล้วเหรอ?” จูเก่อหมางเอ่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“แนวป้องกันชั้นที่สี่อยู่ที่แม่น้ำเฟิงเป่า นอกจากจะเป็นแนวป้องกันธรรมชาติแล้ว ยังมีผู้ฝึกยุทธ์ประจำการอยู่เยอะ พวกมันบุกเข้าไปไม่ง่ายในเวลาอันสั้นหรอก ฉันสงสัยว่าพวกมันน่าจะเตรียมจัดการพวกเราทั้งหมดที่ไม่มีเวลาหนีออกจากสนามรบจองจำวิญญาณ หลังจากนั้นค่อยโจมตีแนวป้องกันชั้นที่สี่” ชายชราอีกคนบอกพลางยิ้มเย็นเยียบ
“ก็มีเหตุผล” ทุกคนพยักหน้ารับ
เจ็ดถึงแปดนาทีต่อมา ทั้งแปดคนค้นพบบางอย่าง ฝีเท้าที่สาววิ่งของพวกเขาจึงชะงักทันควัน
“มีศัตรู” จูเก่อหมางบอกเสียงค่อย
“ใช่ ถึงจะมีไม่มาก แต่ว่าเราก็ออกไปสู้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะตายเพราะกองกำลังร้อยนายที่อาจตามเรามา” ชายชราชุดเทากล่าว
“เปลี่ยนเส้นทางงั้นเหรอ ไปทางใต้หรือทางเหนือ?” จูเก่อหมางถาม
“ถ้ากองกำลังของพวกต่างดาวชะลอแผนการโจมตีแนวป้องกันชั้นที่สี่ และหันมาจัดการคนที่ติดอยู่ในสนามรบจองจำวิญญาณจริง ๆ การหนีไปทางเหนือก็น่าจะดีกว่าทางใต้ เพราะเราไม่มีสมบัติมิติที่จะฝ่าพายุหมุนไปได้ ถ้าเข้าไปทางแม่น้ำเฟิงเป่าก็จะตายอยู่ดี” ชายชราชุดเทาตอบ
“งั้นก็หนีไปทางเหนือก่อน… รอจนกว่าคนที่อยู่ด่านหน้าจะเจอเรา พวกเขาคงรีบตามมาช่วย” ผู้ฝึกยุทธ์หญิงคนหนึ่งเสนอขึ้นมา
“หนีเร็ว” ชายชราชุดเทากระซิบบอก
“เดี๋ยวนะ…” เธอท้วงขึ้น
“อะไร?”
“ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่พวกต่างดาว เพราะไม่ได้มีสัตว์คู่หูหรือสัตว์ล่าสังหารมาด้วย ตอนนี้อยู่ห่างจากเราไปสองกิโลเมตร” เธอบอก
พวกเขาตั้งท่าพร้อมหนีไปทางเหนือ ทว่าสายตายังจ้องไปทางตะวันออก เมื่อมั่นใจแล้วว่าเป็นพวกต่างดาวก็จะหนีไปทันที
“ไม่ใช่พวกต่างดาวนี่นา นั่นจ้านหลิงอวิ๋นจากพันธมิตรสำนักโอสถ!” เธอตาเป็นประกายขณะตะโกนบอกด้วยความตื่นเต้น
“จ้านหลิงอวิ๋นจริงเหรอ? มีผู้อาวุโสสองคนของสำนักโอสถที่หนีจากสนามรบจองจำวิญญาณไม่ทันเหมือนกันใช่ไหมนะ รีบไปรวมตัวกับพวกเขาแล้วหนีกันเถอะ” จูเก่อหมางเอ่ยด้วยความยินดี
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
พวกเขารีบเหาะไปรวมตัวกันระหว่างเส้นทางบนเขา
โจวอี้ที่ตามหลังจ้านหลิงอวิ๋นอยู่นั้นหันไปเห็นผู้ฝึกยุทธ์ทั้งแปดที่เหาะมา สีหน้าเขาฉายแววยินดี โดยเฉพาะเมื่อเห็นจูเก่อหมาง ชายหนุ่มพยักหน้าให้อีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม
“สำนักโอสถนี่นา ที่นี่อยู่นานไม่ดีหรอก มีกองกำลังร้อยนายตามเรามาอยู่ รีบหนีไปจากที่นี่กันเถอะ” ชายชราชุดเทาบอกเสียงเข้ม
กองกำลังร้อยนายอย่างนั้นหรือ?
สีหน้าของจ้านหลิงอวิ๋นพลันเปลี่ยนไป เขาหันไปถามโจวอี้ว่า “เหลือยาพิษวูดูมากแค่ไหน?”
“ผมใช้สองขวดที่พิษแรงที่สุดไปแล้ว เหลืออีกสองขวดที่ไม่ได้มีพิษแรงมากครับ” โจวอี้บอกไปตามตรง
“ไม่พอ! นอกเสียจากเราจะมีคนเพิ่มอีกเท่าตัว หรือไม่ก็มีผู้แข็งแกร่งระดับจ้าวสงครามมาอีกคน เพราะด้วยกำลังคนเท่านี้ ต่อให้เราฆ่ากองกำลังร้อยนายของพวกต่างดาวได้ พวกเราส่วนใหญ่ก็คงตายแน่” จ้านหลิงอวิ๋นกล่าว
“งั้นเราก็ควรหนีก่อน แล้วค่อยหาโอกาสโจมตี” โจวอี้เสนอ
“อืม!”
จ้านหลิงอวิ๋นโบกมือเป็นสัญญาณให้คนทั้งสิบห้ามุ่งหน้าไปทางตะวันออก
ราว ๆ สองถึงสามนาทีต่อมา
เขากับคนอื่น ๆ ได้มาพบกับเวิงหลิวกุ้ย เหลียงเหล่ย และอีกราว ๆ ยี่สิบคน
“มีกองกำลังร้อยนายตามมา หนีเร็ว” เขากระซิบบอก
เวิงหลิวกุ้ย เหลียงเหล่ย และคนอื่น ๆ ได้ยินแล้วก็ไม่รอช้า ทุกคนมารวมตัวและเร่งมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ
นี่คือกลยุทธ์การถอยทัพ!