หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 915 เขาไปที่สนามรบจองจำวิญญาณ?
ณ บริเวณแนวป้องกันชั้นที่สี่
หมอกหนาบดบังยอดเขาเขียวขจีอันงามตา
อู๋ฉางหมิงเช็ดเลือดบนหน้าพลางจ้องเขม็งมองไป่หลี่ถูที่ปั้นหน้านิ่ง และหลินอวี่เซวียนเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาเฉยชาซึ่งอยู่ตรงหน้า จากนั้นเขาก็ส่ายหน้าและฝืนยิ้ม
เขาภาคภูมิใจมาโดยตลอด
ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสองคนตรงหน้านี้ รวมถึงศิษย์พี่หญิงที่มักปลีกตัวไปอยู่อย่างสันโดษคนนั้น เขาก็ไม่หลงเหลือความภาคภูมิใจอีกเลย
ไม่มีเหตุผลอื่นใด ไม่ว่าทั้งสองคนตรงหน้านี้หรือศิษย์พี่หญิงคนนั้น พวกเขาไม่เพียงแต่จะมีพลังการโจมตีที่น่าทึ่งเท่านั้น แต่ยังโหดเหี้ยมมาก เรียกได้ว่าเกิดมาเพื่อสิ่งนี้โดยแท้
“เสี่ยวหมิง! ช่วงเวลาพักร้อนของนายน่าจะเหลือเป็นเดือนเลยไม่ใช่เหรอ กลับมาทำไมตอนนี้ล่ะ เปลี่ยนใจอยากมาอยู่แนวหน้าแล้วหรือไง?” หลินอวี่เซวียนพิงต้นไม้ใหญ่ มุมปากงับหญ้าหางหมาเอาไว้ พลางเอ่ยหยอกล้อด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ได้เปลี่ยนใจหรอก ผมก็แค่อยากมา” อู๋ฉางหมิงบอกขณะฝืนยิ้ม
“อยากมาเพราะอะไรล่ะ บอกให้เราอารมณ์ดีหน่อยสิ” หลินอวี่เซวียนถามพลางคลี่ยิ้ม
“ผมกลัวว่าถ้าบอกไปแล้ว คุณจะสนุกไม่ออกน่ะสิ” อู๋ฉางหมิงบอกพลางถอดเลื้อคลุมคุ้มกัน ก่อนจะหยิบชุดใหม่จากกระเป๋ามาเปลี่ยน จากนั้นจึงเอ่ยอย่างอารมณ์ดีว่า “พวกมนุษย์ต่างดาวที่บุกเข้ามาในเขตแม่น้ำเฟิงเป่าน่ะเจ้าเล่ห์จริง ๆ ผมบังเอิญไปเจอพวกมันสองตนระหว่างทาง หนึ่งในนั้นหนีไป ส่วนอีกตนถูกผมฆ่าทิ้ง แต่ผมก็เจ็บปางตายเหมือนกัน”
“เหอะ ฉันไม่รู้ว่านายโชคดีหรือโชคร้ายที่เจอไอ้สองตัวนั้น” หลินอวี่เซวียนเย้ยหยัน “อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง ไม่มีข่าวที่ทำให้เราอารมณ์ดีหน่อยเหรอ?”
“โจวอี้มาที่โลกตงเทียนแล้ว” อู๋ฉางหมิงกล่าว
“แค่นั้นเนี่ยนะ? เรารู้เรื่องนี้มาเป็นอาทิตย์แล้ว ทำไมต้องถ่อมาบอกเราถึงที่นี่ด้วย” หลินอวี่เซวียนเบ้ปากอย่างดูถูก “เราเองก็ได้ยินว่าเขาฆ่าสัตว์ล่าสังหารไปสองตัว! ตอนนี้คนเรียกเขาว่าอะไรนะ ‘อัจฉริยะกำราบอสูรคู่’ ใช่ไหมนะ? ฮ่า ๆๆ ชื่อนี้น่าสนใจดีนี่”
“ใครมันช่างสรรหาตั้งชื่อนี้ให้เขากันนะ?” อู๋ฉางหมิงถามด้วยความฉงน
“นายถามฉันแล้วจะให้ฉันไปถามใคร ชื่อนี้มันแปลกตรงไหน ค่าผลสำเร็จการรบ 0.2 แต้มเนี่ย ฉันว่าชื่อนี้ก็เหมาะสมแล้วนะ!” หลินอวี่เซวียนหัวเราะลั่น
“0.2 แต้มเหรอ? นั่นมันข่าวเก่าแล้ว ถ้าค่าผลสำเร็จการรบของเขายังอยู่แค่นั้น แล้วผมจะถ่อมาถึงที่นี่ทำไมกัน” อู๋ฉางหมิงบอกอย่างไม่สบอารณ์
“นายหมายความว่ายังไง?” รอยยิ้มของหลินอวี่เซวียนพลันหุบลง
ส่วนไป่หลี่ถูที่นิ่งเงียบอยู่ข้าง ๆ มาตลอดก็ขมวดคิ้ว
เมื่อพวกเขาได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายบอก ก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
อู๋ฉางหมิงยกยิ้มมุมปากพลางมองไปยังไป่หลี่ถู
ไป่หลี่ถูเงียบไปมากกว่าสิบวินาทีก่อนจะท้วงขึ้นมา “ว่ามาสิ! เกิดอะไรขึ้น?”
“แหม ศิษย์พี่ไป่หลี่ถามทั้งทีก็ต้องตอบแล้วล่ะ” อู๋ฉางหมิงหุบยิ้มและบอกด้วยท่าทีจริงจัง “ค่าผลสำเร็จการรบของโจวอี้บนป้ายจารึกคุณูปการเปลี่ยนไปแล้ว เขาน่าจะเผชิญกับการต่อสู้ที่ดุเดือดมา ถึงได้มีแต้มเพิ่มขึ้นขนาดนั้น”
“ค่าผลสำเร็จการรบเพิ่มขึ้นเยอะเหรอ? บอกมานะอู๋ฉางหมิง ที่ว่า ‘เยอะ’ น่ะมันเท่าไหร่ มากกว่าสิบงั้นเหรอ?” หลินอวี่เซวียนกลอกตามองและถามอย่างไม่ยี่หระ
“ในข้อมูลที่เห็นก่อนมาที่นี่น่าจะ 56.4 นะ” อู๋ฉางหมิงตอบหน้าตาย
“เท่าไหร่นะ… 56.4 เหรอ? โจวอี้เนี่ยนะ?” หลินอวี่เซวียนมองคนพูดราวกับเป็นคนโง่
โจวอี้มาอยู่ที่โลกตงเทียนได้นานเท่าไหร่เอง ครั้งแรกที่โจวอี้มีชื่อปรากฏบนป้ายจารึกคุณูปการก็เพิ่งผ่านมาเท่าไหร่เอง
56.4 งั้นเหรอ?!
นี่มันเรื่องตลกอะไรกัน
“ศิษย์พี่ไป่หลี่ ศิษย์พี่หลิน ผมไม่ได้โกหกนะ ก่อนมาที่นี่ค่าผลสำเร็จการรบของโจวอี้อยู่ที่ 56.4 จริง ๆ ว่ากันว่าเขาฆ่ามนุษย์ต่างดาวกับสัตว์ล่าสังหารไปเยอะมาก ช่วงนี้ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่งโลกตงเทียน ล่าสุดก็ไปถึงหูผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนแล้ว”
ไป่หลี่ถูและหลินอวี่เซวียนมองท่าทีจริงจังของอีกฝ่ายแล้วก็หน้าเปลี่ยนสีไปทันที
พวกเขารู้ว่าอู๋ฉางหมิงไม่ได้ล้อเล่น
ถ้าอย่างนั้น…
แปลว่าค่าผลสำเร็จการรบของโจวอี้อยู่ที่ 56.4 จริง ๆ งั้นเหรอ!
เป็นไปได้อย่างไร?
กองทัพของพวกต่างดาวไม่ได้โจมตีแนวป้องกันชั้นที่สี่มาสักพักแล้ว แล้วโจวอี้ไปสู้กับมนุษย์ต่างดาวที่ไหนกัน?
หรือว่าจะมีมนุษย์ต่างดาวที่สามารถขี่สัตว์ล่าสังหารข้ามแม่น้ำเฟิงเป่ามาได้โดยที่พวกเขาไม่รู้
ไม่มีทาง!
ไป่หลี่ถูและหลินอวี่เซวียนส่ายหน้าโดยพร้อมเพรียงกัน พวกเขาครุ่นคิดในใจไม่ต่างกัน
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?…
“หรือจะเป็นเพราะพวกผู้อาวุโสของสำนักโอสถของเราที่เอ็นดูโจวอี้ ก็เลยเอาศพมนุษย์ต่างดาวและสัตว์ล่าสังหารให้เขาเก็บเลือดจากหัวใจของพวกมันเพื่อเพิ่มค่าผลสำเร็จการรบ” หลินอวี่เซวียนนิ่วหน้าขณะตั้งข้อสงสัย
“ไม่น่าเป็นอย่างนั้นหรอก เพราะแบบนั้นจะไม่เป็นผลดีกับโจวอี้ แต่จะทำให้เขาเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่นมากกว่า” ไป่หลี่ถูกล่าว
“แล้วถ้าอย่างนั้นจะมีเหตุผลอะไรอีกล่ะ?” หลินอวี่เซวียนถาม
“อย่ามามองผมสิ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” อู๋ฉางหมิงส่ายหน้า
ไป่หลี่ถูเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งขึ้นว่า “ถ้าฉันจำไม่ผิด จากรายชื่อของคนที่รอดกลับมา ผู้พิทักษ์ทั้งเก้ายังไม่กลับมา”
“หมายความว่ายังไง?” หลินอวี่เซวียนถามด้วยท่าทีงุนงง
“ถ้าฉันเดาไม่ผิด โจวอี้คงไปที่สนามรบจองจำวิญญาณ” ไป่หลี่ถูบอกเสียงเข้ม
“จริงเหรอ? ล้อเล่นหรือเปล่าศิษย์พี่ไป่หลี่ ตอนนี้สนามรบจองจำวิญญาณถูกพวกต่างดาวยึดครองอยู่ แถมยังมีพวกมนุษย์ต่างดาวที่แข็งแกร่งอยู่ที่นั่นด้วย ผู้ฝึกยุทธ์ไม่มีใครกลับมาได้แน่ โจวอี้ไปที่นั่นจะต่างอะไรกับการฆ่าตัวตาย” หลินอวี่เซวียนท้วง
“ถึงแม้เราจะไม่ได้เจอเขา แต่ก็ได้ยินเรื่องของเขามาหนาหู ว่ากันว่าเขาเป็นคนใจดีและมีคุณธรรมมาก” ไป่หลี่ถูพูดขึ้น
“แต่ต่อให้เขาใจดีและมีคุณธรรม ไม่ยอมทอดทิ้งเก้าผู้พิทักษ์แค่ไหน ก็ไม่มีทางเข้าสู่สนามรบจองจำวิญญาณไปช่วยคนทั้งที่รู้ว่ามีความตายรออยู่หรอกมั้ง” หลินอวี่เซวียนยังคงไม่เห็นด้วย
“มีผู้แข็งแกร่งมากมายติดอยู่ในสนามรบจองจำวิญญาณ และยังไม่ได้กลับมาตั้งมากมายขนาดนั้น กองกำลังหลักจะทอดทิ้งพวกเขาได้เหรอ? ถ้าฉันเดาไม่ผิด ต้องมีการส่งคนออกไปช่วยพวกเขากลับมาแน่ โจวอี้ก็คงไปด้วย” ไป่หลี่ถูกล่าว
อู๋ฉางหมิงเอ่ยอย่างเห็นด้วย “ใช่แล้ว มีผู้อาวุโสในสำนักเป็นสิบคนที่ค่าผลสำเร็จการรบบนป้ายจารึกคุณูปการเพิ่มขึ้นด้วย แต้มของทุกคนขึ้นมาคนละ 4 แต้ม หนึ่งในนั้นก็มีอาจารย์ลุงจ้านหลิงอวิ๋น ผู้อาวุโสเหลียง ผู้อาวุโสเวิง และคนอื่น ๆ”
“ดูเหมือนว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น”
สายตาไป่หลี่ถูฉายแวววูบไหว จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ดูท่าว่าฉันต้องประเมินโจวอี้ใหม่แล้วล่ะ แค่ความบ้าบิ่นก็น่าสนใจแล้ว”
“ถ้าเขาไปที่สนามรบจองจำวิญญาณจริง ๆ ฉัน หลินอวี่เซวียนคนนี้จะยอมนับถือเขาเลย”
“ฉันด้วย”