หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 926 แทบจะเหมือนมาพักร้อน
สองชั่วโมงต่อมา
โจวอี้ เยว่หลี่จงเซียง จางไห่โม่ และหลวงจีนอู๋ซินเข้ามาภายในถ้ำดานในที่มีแสงส่องสะท้อนจากแม่น้ำใต้ดิน ดูราวกับภาพในฝัน
หลี่ชิงเฉิงที่อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วกำลังนั่งบนโขดหินริมแม่น้ำ เตรียมรักษาอาการบาดเจ็บของตนเอง
“หลวงจีนอู๋ซิน รบกวนเอาเนื้อสัตว์ล่าสังหารออกมาหน่อยสิ ผมหิวแล้ว” เยว่หลี่จงเซียงพูดขึ้น
“อมิตาพุทธ” อู๋ซินส่ายหน้าพลางประสานมือกล่าว “เนื้อสัตว์ล่าสังหารที่เราเก็บไว้นั้นเสียแล้ว มีแต่ต้องออกไปล่ามากินใหม่”
“ผ่านไปแค่ไม่กี่วันเองไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงได้เสียแล้วล่ะ?” เยว่หลี่จงเซียงนึกสงสัย
“หลวงจีนอู๋ซิน คุณกินเนื้อด้วยเหรอ?” โจวอี้ถามด้วยความแปลกใจ
“สุราและเนื้อเพียงแค่ผ่านไปจากร่างกาย แต่จิตใจอาตมายังยึดมั่นในพุทธองค์ อมิตาพุทธ” อีกฝ่ายตอบพลางส่งยิ้ม
“…”
ที่แท้ก็เป็นนักบวชที่ดื่มเหล้าและเนื้อสัตว์นี่เอง
โจวอี้ยิ้มก่อนจะตบมือเรียก “ทุกคนอย่าเพิ่งรักษาตัวและฝึกยุทธ์เลย ผมว่ากินดื่มให้อิ่มท้อง หลับให้สบาย แล้วค่อยลุกขึ้นมาฝึกยุทธ์หลังจากที่สดชื่นแล้วดีกว่า”
เขาพูดจบก็หยิบโต๊ะ เก้าอี้ หม้อ กระทะ และเนื้อที่เก็บสุญญากาศเอาไว้ออกมาจากเรือเงา รวมถึงของหวาน ผลไม้ และน้ำแร่ขวด
“อาหารดูสภาพแย่ลงนิดหน่อยแฮะ”
โจวอี้ครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจตุ๋นเนื้อ
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทั้งสี่คน เขาลากสัตว์ล่าสังหารที่คล้ายเสือออกมา ก่อนจะถลกหนังมัน จากนั้นจึงผ่าท้องเอาเครื่องในออกมา แล้วบอกเยว่หลี่จงเซียงและคนอื่น ๆ ว่า “อย่ามัวแต่อึ้งสิ ก่อไฟเตรียมย่างเนื้อเร็วเข้า”
“อ๊ะ อ๋อ ได้ ๆ จะจัดการเดี๋ยวนี้แหละ” เยว่หลี่จงเซียงลุกพรวดขึ้นและเตรียมออกไปข้างนอก
“จะไปไหน?” โจวอี้ถาม
“เก็บฟืนไง!”
“ไปทำไม ด้านในมีเพิงไม้อยู่ จะเอาไว้เก็บอะไรล่ะ พังแล้วก็เอามาก่อไฟเลย!” โจวอี้บอกอย่างไม่ยี่หระ
“เอ่อ แต่ว่ามันเป็นของคนอื่น จะทำอย่างนั้นดะ…”
“ผมจะสร้างที่ดีกว่านั้นให้ทีหลังเอง” โจวอี้บอกพลางโบกไม้โบกมือ
“…”
อีกฝ่ายมองหน้าจางไห่โม่และอู๋ซินที่ทำสีหน้าประหลาด ก่อนจะหันไปหาหลี่ชิงเฉิงที่ปั้นหน้าตาย และพังเพิงไม้ที่สร้างด้านในเอาไปใช้เป็นฟืนตามที่โจวอี้บอก
ทว่าเมื่อถึงคราวที่ต้องจุดไฟ เขาก็ต้องงุนงงขึ้นมาอีกครั้ง
ไม่ใช่เพียงแค่เขาเท่านั้น แม้แต่หลี่ชิงเฉิงที่อยู่ด้านข้างยังตกตะลึง
พวกเขาเห็นโจวอี้หยิบของต่าง ๆ เช่น กระป๋องแก๊สพกพา หัวหอม ขิง กระเทียม และวัตถุดิบอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นซีอิ๊ว เหล้าจีน ซอสหอยนางรม รวมถึงข้าวสาร แป้ง น้ำมัน ธัญพืช มะเขือเทศ มันฝรั่ง และมะเขือม่วงออกมา…
จนกระทั่งพวกเขาเห็นโจวอี้เอาเนื้อสัตว์ล่าสังหารขึ้นย่างไฟ สวมผ้ากันเปื้อน และใช้มีดหั่นวัตถุดิบต่าง ๆ นำลงไปผัดอาหารและต้มน้ำแกง…
“หลวงจีนอู๋ซิน ช่วยหยิกผมให้รู้ทีว่าผมฝันไปอยู่หรือเปล่า” เยว่หลี่จงเซียงสะกิดอู๋ซินที่อยู่ด้านข้าง
“อมิตาพุทธ โยมไม่ได้ฝันไปหรอก” อีกฝ่ายพนมมือตอบ สีหน้ามีทั้งความยินดีและเหลือเชื่อ
“มันไม่ใช่ความฝันสินะ! ถ้าไม่ใช่แล้วทำไมที่นี่ถึงได้กลายมาเป็นแคมป์กลางป่าได้ล่ะ เขามาโลกตงเทียนเพื่อสู้ในสนามรบจองจำวิญญาณ แล้วจะเอาของพวกนี้ติดตัวมาทำไมกัน” เยว่หลี่จงเซียงถามด้วยความงุนงง
“อาจเพราะ… โยมโจวเป็นคนที่รู้จักใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็ได้” อีกฝ่ายตอบ
“ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเหรอ?”
“น่าสนใจ อยู่ ๆ ฉันก็รู้สึกชอบเขาขึ้นมานิดหน่อยแล้ว” จางไห่โม่หัวเราะ
“ไม่เอาด้วยหรอก ถ้าหลี่ชิงเฉิงชอบผมยังพอจะภาคภูมิใจอยู่บ้าง แต่คนแก่ตัวโตอย่างคุณมาชอบเนี่ย มันไม่น่าขนลุกไปหน่อยเหรอ?” โจวอี้หัวเราะพลางบอกปัด
“ฮ่า ๆ…”
พวกเขาพากันขำ แม้แต่หลี่ชิงเฉิงยังอดยิ้มไม่ได้
ก่อนหน้านี้พวกเขายังสู้กับมนุษย์ต่างดาวในสนามรบจองจำวิญญาณอย่างทุลักทุเลและเกือบเอาชีวิตไม่รอด ตอนนี้กลับได้ผ่อนคลายและรู้สึกเหมือนมาตั้งแคมป์ด้วยกัน
สิ่งที่พวกเขาเห็นว่าน่าสนใจในตัวโจวอี้คือผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งอย่างเขา ตอนนี้กลับสวมผ้ากันเปื้อนทำอาหารราวกับผู้ชายทำครัวในละครโทรทัศน์
“โยมโจวเป็นคนที่น่าทึ่งมาก” หลวงจีนอู๋ซินหัวเราะ
“ไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นคนที่น่าทึ่งหรือเปล่า แต่จากที่ได้กลิ่นอาหารแล้วฝีมือทำครัวของเขาดีมาก” จางไห่โม่หัวเราะ
“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ใส่วัตถุดิบครบถ้วนซะขนาดนั้น!” เยว่หลี่จงเซียงยกยิ้ม
เวลาผ่านพ้นไปมากกว่าครึ่งชั่วโมง
พวกเขาทั้งสี่นั่งล้อมวงที่โต๊ะกินข้าว สายตาจับจ้องไปยังกับข้าวหกจานและน้ำแกงอีกหนึ่งชาม ทำเอาแต่ละคนน้ำลายสอ
พวกเขาอยู่ที่สนามรบแห่งนี้มาหลายเดือนแล้ว ระหว่างนี้มีหรือจะเคยได้ทานอาหารแบบนี้
ได้กินเพียงของประทังชีวิต ส่วนใหญ่ต้องหิวโหยระหว่างการหลบหนี
แล้วตอนนี้ล่ะ…
อาหารหอมฟุ้งสีสันสดใส ข้าวหอมกรุ่น แถมยังมีเหล้าชั้นดีอีกสองขวด และน้ำมะพร้าวอีกขวด
“โครกคราก…”
เยว่หลี่จงเซียงตบหน้าท้องพลางมองโจวอี้ที่เดินมาแล้วถามว่า “นี่ โจวอี้ เรากินได้หรือยัง?”
“ได้แล้วครับ!”
โจวอี้โบกมือ ตะเกียบห้าคู่พลันปรากฏตรงหน้าพวกเขา
“กินกันเถอะ ฉันนี่โคตรหิวเลย โอ้โห!… อร่อยมาก” เยว่หลี่จงเซียงหยิบตะเกียบและลงมือกินทันที
“อย่าเพิ่งกินอิ่มนะครับ ยังมีเนื้อย่างอีก!”
“ฉันกินจุน่ะ”
“คุณมันหมูชัด ๆ”
“เงียบไปเลย…”
โจวอี้ยิ้มพลางนั่งลง เขาเทเหล้าให้เยว่หลี่จงเซียงและจางไห่โม่ ก่อนจะยื่นน้ำมะพร้าวให้หลี่ชิงเฉิง
“อมิตาพุทธ โยมโจวจะไม่ใจดีเทเหล้าอีกแก้วเหรอ?” หลวงจีนอู๋ซินกล่าวขึ้นขณะทานอาหาร
“เหล้าแค่นี้ไม่ทำให้ฉันเมาหรอก” หลี่ชิงเฉิงบอกพลางส่งยิ้มให้โจวอี้หลังจากที่เคี้ยวอาหารจนหมด
“…”
โจวอี้หัวเราะ ก่อนจะเทเหล้าอีกสองแก้วให้พวกเขาทันที
เขารู้สึกตลก
ทั้งสี่คนตรงหน้าเขานี้ ไม่ว่าจะเป็นหลี่ชิงเฉิงที่สวยราวกับนางฟ้า หลวงจีนอู๋ซินที่ดูสงบนิ่ง เยว่หลี่จงเซียงที่โผงผางและเย่อหยิ่ง จางไห่โม่ที่อ่อนโยนและสง่างาม การรวมตัวกันนี้น่าสนใจมาก คล้ายกับหลุดมาจากละครโทรทัศน์
ไม่นานหลังจากนั้น หลังจากที่พวกเขากินอาหารและเหล้ากันเสร็จสิ้น สายตาก็หันไปมองเนื้อย่าง
“อิ่มไปเกือบครึ่งท้องแล้ว” เยว่หลี่จงเซียงบอกพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“ไม่ต้องรีบร้อน รอเนื้อย่างด้วยสิครับ”
“รักษาอาการบาดเจ็บระหว่างรอก็ได้”
“อื้ม!”
เวลาล่วงเลยไป สิบวันผ่านพ้นไปในพริบตา
เพราะมีโจวอี้เพิ่มมาด้วย พวกเขาทั้งสี่คนที่เคยมีชีวิตอนาถาจึงสุขสบายขึ้น อาหารการกินและเสื้อผ้ามีพร้อมสรรพ สิ่งที่น่าพึงพอใจที่สุดคือภายในเรือเงาของโจวอี้มีทั้งเตียงเดี่ยวให้นั่งฟื้นฟูพลังและฝึกยุทธ์ สามารถล้มตัวลงนอนได้อย่างสบายอารมณ์
ในที่สุด หลังจากผ่านมาสิบวัน อาการบาดเจ็บของทุกคนก็หายสนิท
ตอนนี้พวกเขาตัดสินใจหยุดช่วงเวลา ‘พักร้อน’ เอาไว้ และออกไปสำรวจสถานการณ์ด้านนอก ฆ่าพวกมนุษย์ต่างดาวและสัตว์ล่าสังหารหากสบโอกาส
“เอาไปสิครับ”
โจวอี้หยิบเสื้อคลุมคุ้มกันสี่ชุดออกมาจากเรือเงาและยื่นให้พวกเขา ก่อนจะส่งขวดโอสถให้แต่ละคนพลางพูดว่า “เราจะฆ่าพวกมันได้ก็ต่อเมื่อมีชีวิตรอดเท่านั้น ดังนั้นจุดประสงค์หลักของเราไม่ใช่การฆ่าพวกมัน แต่เป็นการป้องกันตัวเอง และช่วยคนอื่นหนีกลับไป”
“เข้าใจแล้ว!”
ทั้งสี่พยักหน้ารับ
สายตาพวกเขาจับจ้องไปยังเสื้อคลุมคุ้มกันในมือ
“เสื้อคลุมคุ้มกันระดับสูงสุดเหรอ? ทำไมนายถึงได้มีเยอะแบบนี้ล่ะ?” เยว่หลี่จงเซียงถามขึ้นมา
“ถามมาได้ ผมมีเงินไงครับ ในโลกนี้มีอะไรที่เงินซื้อไม่ได้บ้างล่ะ?” โจวอี้ยิ้ม