หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 929 สนามรบสี่ฤดู
เจ็ดวันต่อมา
โจวอี้และหลี่ชิงเฉิงเหนื่อยล้าและอยู่ในสภาพสะบักสะบอม หากไม่ใช่เพราะมีมนุษย์ต่างดาวนับร้อยไล่ตามหลังมา ทั้งสองคงอยากทิ้งตัวลงนอนไปนานแล้ว
นอกจากนี้!
เส้นทางที่พวกเขาหนีไปยังไม่ใช่ทางใต้ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักโอสถแต่อย่างใด แต่เป็นแนวป้องกันชั้นที่ห้าซึ่งอยู่ทางเหนือ
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ลำแสงจากหกคนพุ่งทะยานมาขวางทางพวกเขาไว้
“โจวอี้? นายยังรอดชีวิตมาได้อยู่อีกเหรอ?” น้ำเสียงแปลกใจดังมาจากปากชายชราคนหนึ่ง
“ผู้อาวุโสหวันเยี่ยนจวิ้นเหรอครับ?” เมื่อโจวอี้เห็นคนคุ้นเคยก็เผยท่าทีตกใจ ก่อนจะรีบพูดว่า “ที่นี่ไม่เหมาะจะอยู่นาน! ผู้อาวุโสทั้งหลายหนีไปกับเราก่อนเถอะครับ!”
“เกิดอะไรขึ้น?” หวันเยี่ยนจวิ้นรีบถาม
“มีกองกำลังร้อยนายของพวกต่างดาวตามไล่ล่าเรามาครับ” โจวอี้บอกพลางยิ้มเจื่อน
เมื่อพวกเขาทั้งหกได้ยิน สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป
พวกเขาเพิ่งผ่านพ้นการต่อสู้มาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน พวกพ้องสามคนจากเก้าคนตายไปในการต่อสู้ เหลือพวกเขาเพียงหกคน หากตกอยู่ในวงล้อมของพวกมันอีกคงได้มีจุดจบที่น่าอนาถแน่
“หนีเร็ว!”
หวันเยี่ยนจวิ้นตะโกนบอกเสียงเข้ม
มีพวกเขาหกคนมาร่วมกลุ่มด้วยยิ่งทำให้พวกของโจวอี้เบาใจลงได้มาก
พวกเขาเห็นว่าในบรรดาหกคนนี้มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับจอมพลถึงสามคน ส่วนคนที่เหลือแม้จะไม่ถึงระดับนั้น แต่ก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับพลศึกขั้นปลาย ไม่อาจสบประมาทพละกำลังได้
วิ่ง หลบซ่อน และต่อสู้
ดูเหมือนมันจะกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของพวกเขาไปเสียแล้ว
เพียงแต่ยิ่งมีมนุษย์ต่างดาวตามตีวงล้อมเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งไม่สามารถหนีไปทางใต้ได้มากขึ้น ทำได้เพียงมุ่งหน้าไปทางเหนือเท่านั้น
กระทั่งในวันที่เก้า นับตั้งแต่ที่พวกเขาทั้งสิบเอ็ดคนพบกัน พวกเขาก็หลบหนีมาถึงแนวป้องกันชั้นที่ห้า ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นของผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์โลก
“ข้ามเขาเฉียนเหรินลูกตรงหน้าไปก็จะถือว่าข้ามแนวป้องกันชั้นที่ห้า และเข้าสู่สนามรบสี่ฤดูแล้ว” ผู้อาวุโสระดับจอมพลนามว่าเหวินเต้าหมิงบอก
“ผู้อาวุโสเหวิน เราจะเข้าไปในสนามรบสี่ฤดูจริงเหรอครับ?” โจวอี้ถามด้วยความลังเล
“แล้วถ้าเราไม่เข้าไปล่ะ มนุษย์ต่างดาวที่ตามไล่ล่าเราอย่างกับหมาป่า พวกมันขวางทางไม่ให้เราไปทางใต้ ตอนนี้มีแค่การหนีเข้าไปในสนามรบสี่ฤดูที่จะทำให้เรามีโอกาสรอดตาย” เหวินเต้าหมิงบอกขณะยิ้มเศร้า
“ใช่แล้ว! การหนีเข้าไปในสนามรบสี่ฤดูอาจอันตรายกว่า แต่ก็ดีกว่าตกอยู่ในวงล้อมในสนามรบจองจำวิญญาณไม่ใช่เหรอ?” เถี่ยอู๋เหิง ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจอมพลอีกคนกล่าว
“งั้นก็ไปกันเถอะ! ถ้าไม่โชคดีก็เป็นโชคร้าย และต่อให้เป็นโชคร้ายก็เลี่ยงไม่ได้ ตอนนี้ต้องรักษาชีวิตเอาไว้ก่อน เรื่องอนาคตเอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง!” หวันเยี่ยนจวิ้นสูดหายใจเข้าลึก และนำกลุ่มมุ่งหน้าไปยังเขาเฉียนเหรินข้างหน้า
“ไปกันเถอะ!”
โจวอี้กับพวกหลี่ชิงเฉิงยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ ทำได้เพียงตามพวกเขาไปยังภูเขาตรงหน้า
ระหว่างนี้โจวอี้ก็รู้เรื่องสถานการณ์ของสนามรบสี่ฤดูจากการซักถาม
พื้นที่ถัดจากแนวป้องกันชั้นที่ห้าไปจนถึงแนวป้องกันชั้นที่หกเรียกว่าสนามรบสี่ฤดู กินพื้นที่ไปมากกว่าหนึ่งพันสองร้อยกิโลเมตร
สภาพอากาศที่นี่มหัศจรรย์มาก เนื่องจากมันจะเปลี่ยนไปทุก ๆ สามร้อยกิโลเมตร ฤดูกาลแรกคือฤดูใบไม้ผลิ ช่วงกิโลเมตรที่สามถึงหกจะมีแสงอาทิตย์แผดเผา เข้าระยะกิโลเมตรที่หกถึงเก้าจะมีกระแสลมแบบฤดูใบไม้ร่วง กระทั่งพ้นกิโลเมตรที่เก้าไปจนถึงสิบสองจะเต็มไปด้วยน้ำแข็งและหิมะ
ผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์โลกหลายคนเคยพยายามศึกษาสภาพอากาศของที่นี่ แต่ผลที่ได้คือไม่อาจพบต้นสายปลายเหตุ
โจวอี้รู้ดีถึงความมหัศจรรย์ของธรรมชาติบนโลกใบนี้
เขาไม่ได้เป็นนักอุตุนิยมวิทยาหรือนักภูมิศาสตร์ จึงไม่ได้สนใจความพิศวงของสภาพแวดล้อมที่นี่ สิ่งที่เขาสนใจคือจะเอาตัวรอดอย่างไรในสนามรบสี่ฤดูแห่งนี้ต่างหาก
“โจวอี้ แต้มคุณูปการของนายเท่าไหร่แล้ว?” เยว่หลี่จงเซียงถาม
คำถามของเขาทำให้หลี่ชิงเฉิง จางไห่โม่ และหลวงจีนอู๋ซินพากันเงี่ยหูฟัง
ในทางกลับกัน คนทั้งหกที่นำหน้าไปกลับรู้สึกขำ พวกเขารู้ว่าโจวอี้เข้ามาในโลกตงเทียนได้เพียงไม่กี่เดือน ต่อให้ต่อสู้มามาก แต่จะสังหารมนุษย์ต่างดาวและสัตว์ล่าสังหารไปได้มากแค่ไหนกันเชียว จะได้แต้มคุณูปการสักเท่าไหร่กันเชียว
“ขาดอีก 0.2 แต้มก็จะ 200 แล้วล่ะ” โจวอี้ตอบอย่างสบายอารมณ์
“ว่าไงนะ ล้อเล่นหรือเปล่า? บอกว่า 20 แต้มยังจะน่าเชื่อมากกว่าอีก” เยว่หลี่จงเซียงท้วง
“ก็แล้วแต่คุณจะคิดแล้วกัน!” โจวอี้หัวเราะ
จางไห่โม่และหลวงจีนอู๋ซินส่ายหน้า พวกเขาคิดว่าโจวอี้พูดจาเหลวไหล มีเพียงหลี่ชิงเฉิงเท่านั้นที่แววตาแปลกไป เพียงแค่เธอไม่ได้เปิดปากถามอะไรเท่านั้น
ตอนนี้เองที่โจวอี้รู้สึกจำใจ ไม่ว่าสนามรบสี่ฤดูแห่งนี้จะอันตรายหรือไม่ เขาก็ไม่ได้อยากเข้ามาในที่แห่งนี้ เพราะจุดประสงค์ที่เขามาที่นี่ก็เพื่อช่วยผู้พิทักษ์ทั้งเก้าของตัวเอง แต่เขาอยู่ที่สนามรบจองจำวิญญาณมาหลายเดือนแล้วก็ยังไม่พบคนเหล่านั้น
และตอนนี้เขายังต้องเข้าไปในสนามรบสี่ฤดู จึงทำได้เพียงภาวนาว่าอีกฝ่ายจะปลอดภัยดี
ณ ยอดเขาสูงเสียดฟ้า
โจวอี้พลันนึกถึงกลอนบทหนึ่ง
‘สายน้ำหวางเหอรินไหลจากหว่างเมฆาขาว ผ่านตัวเมืองเงียบเหงาท่ามกลางขุนเขาโอบล้อม’
เพียงแต่ไม่มีแม่น้ำหวางเหออยู่ที่นี่ ไม่มีแม้แต่ลำธาร
ส่วนเมืองเงียบเหงานั้น…
เมื่อเขาตามหวันเยี่ยนจวิ้นและคนอื่น ๆ ไปยังยอดเขา ต้นดอกท้อจำนวนมากก็ออกดอกบานสะพรั่งไปทั่วป่า ท่ามกลางป่าท้อคือเมืองโบราณสภาพทรุดโทรม
เมืองนี้ไม่ใหญ่นัก มันไม่ได้กินพื้นที่ใหญ่เท่าเมืองเล็ก ๆ ของสำนักโอสถด้วยซ้ำ ตึกรามบ้านช่องส่วนใหญ่ถล่มกลายเป็นซากปรักหักพัง
“เมืองตรงหน้าคือเมืองดอกท้อ เดิมทีถูกสร้างขึ้นมาโดยบรรพบุรุษของสำนักโอสถเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก่อนที่พวกมนุษย์ต่างดาวจะบุกเข้ามายึดครอง” หวันเยี่ยนจวิ้นเล่าพลางเหลือบมองโจวอี้
“อีกไม่นานเราจะยึดเมืองนี้กลับคืนมาให้ได้ครับ” โจวอี้บอกด้วยท่าทีหนักแน่น
“ฉันเองก็หวังอย่างนั้น!” หวันเยี่ยนจวิ้นยิ้ม
โจวอี้หยิบกล้องส่องทางไกลคุณภาพสูงมาส่องมองเมืองดอกท้อ เขาเห็นมนุษย์ต่างดาวจำนวนมากเฝ้าเมืองอยู่ รวมถึงสัตว์ล่าสังหารฝูงใหญ่
“แปลกจัง พวกมนุษย์ต่างดาวไม่ได้เข้าไปในสนามรบจองจำวิญญาณหมดแล้วเหรอ? ทำไมยังมีพวกมันอยู่ที่เมืองนี้เยอะขนาดนี้ล่ะ” โจวอี้สงสัย
“มีเยอะเลยเหรอ?” หวันเยี่ยนจวิ้นถามกลับ
“ดูสิครับ” เขายื่นกล้องส่องทางไกลให้อีกฝ่าย
“นี่ มนุษย์ต่างดาวที่อยู่ในเมืองนี้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูง ๆ กันหมด สัตว์ล่าสังหารก็มีเป็นพันตัว เกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าพวกมันจะเพิ่มกองกำลัง?” หวันเยี่ยนจวิ้นพึมพำ
ไม่นานหลังจากนั้น กล้องส่องทางไกลก็ถูกส่งต่อให้คนอื่น ๆ ทุกคนต่างกลัดกลุ้มเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองดอกท้อ
“ไปทางตะวันตกกัน! เลียบเขาเฉียนเหรินไปสองสามกิโลเมตรน่าจะหาทางเข้าไปในสนามรบสี่ฤดูได้ แต่ทุกคนก็ต้องระวังตัวนะ อาจมีผู้ฝึกยุทธ์ต่างดาวซุ่มอยู่ก็ได้” หวันเยี่ยนจวิ้นกล่าว
“รับทราบ!”
ทุกคนพยักหน้าโดยพร้อมเพรียง
สิบวันต่อมา
พวกเขาหาทางลอบเข้าไปในสนามรบสี่ฤดูจนได้ ทว่าในช่วงที่ผ่านมาก็ต้องผ่านการต่อสู้มามาก ทุกคนต่างเจ็บหนักและใช้พลังดวงดาวจนถึงขีดจำกัดของตน
พวกเขารู้ว่าหากไม่สามารถหาที่หลบซ่อนตัวได้ เมื่อเจอกองกำลังร้อยนายของเหล่ามนุษย์ต่างดาวอีกครั้ง เกรงว่าคงตายด้วยน้ำมือของพวกมันแน่นอน