หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 931 อู๋ซินสู้จนตัวตาย
การต่อสู้อันดุเดือดดำเนินไปเป็นเวลาสองวัน
จำนวนมนุษย์ต่างดาวเหลือพอ ๆ กับผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์โลก แต่จำนวนสัตว์ล่าสังหารกลับยังมีอยู่เป็นฝูง
ทว่ามีสองสิ่งที่ทำให้ฝ่ายมนุษย์โลกเป็นฝ่ายได้เปรียบ
อย่างแรกคือยาพิษวูดูของบรามี่สร้างความเสียหายให้กับพวกมันในวงกว้าง โดยเฉพาะหลังจากที่เขาไปวางยาฝ่ายศัตรูที่อยู่ทัพกองหลัง ทำให้พวกมนุษย์ต่างดาวที่อยู่แนวหน้าระส่ำระส่าย
อย่างที่สองคือการจู่โจมครั้งนี้มีผู้แข็งแกร่งมนุษย์โลกระดับจ้าวสงครามเข้าร่วมด้วยมากกว่ายี่สิบคน ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามมีผู้แข็งแกร่งระดับเดียวกันนี้ไม่ถึงสิบคน
สองวันนี้เหล่ามนุษย์ต่างดาวจึงถูกฆ่าตายไปมาก
ผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์โลกไม่คิดหยุด กลับถือโอกาสช่วงที่อ่อนกำลังนี้ตามไล่ล่าฆ่าพวกมัน น่าจะใช้เวลามากกว่าสิบวันในการไล่พวกต่างดาวให้ข้ามเขาพ้นออกไปจากสนามรบจองจำวิญญาณได้
ด้วยเหตุนี้ สนามรบจองจำวิญญาณที่เคยเป็นแหล่งไล่ล่าของพวกมนุษย์ต่างดาว ตอนนี้จึงกลับมาเป็นของผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์โลกแทน พวกมันกลายฝ่ายที่ติดอยู่ในสนามรบแห่งนี้
ฉู่เทียนฮุ่ยเข้าร่วมการรบครั้งใหญ่นี้ด้วย
ไม่เพียงแต่เธอจะเข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังสังหารมนุษย์ต่างดาวระดับจอมพลไปสองตน รวมถึงระดับพลศึกและสัตว์ล่าสังหารด้วย
การต่อสู้ครั้งนี้นับเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่
เนื่องจากเธอยังตามหาโจวอี้ไม่พบ แม้ว่าเธอจะฝากฝังผู้ฝึกยุทธ์จากทุกสำนักให้ช่วยออกตามหา แต่ก็ยังไม่ได้ข่าวคราว
ณ แนวป้องกันชั้นที่ห้า
ฉู่เทียนฮุ่ยยืนอยู่บนยอดเขาเฉียนเหริน โดยมีซือหลาง ผู้แข็งแกร่งระดับจ้าวสงครามจากสำนักโอสถยืนเคียงข้าง ด้านหลังเธอคือผู้อาวุโสระดับจอมพลของสำนักโอสถอีกสี่คน
เธอกำลังรอข่าวคราว
รอข่าวจากฐานที่มั่นของสำนักโอสถ
ฟิ้ว!
ลำแสงหนึ่งพุ่งมาแต่ไกล ไม่นานก็มาปรากฏตรงหน้าพวกเขา
“สวัสดีค่ะเจ้าสำนัก บรรพจารย์ ผู้อาวุโสทั้งสี่” ฉู่ชุนทักทายอย่างนอบน้อม
“มีข่าวบ้างไหม?” ฉู่เทียนฮุ่ยรีบถาม
“มีค่ะ ศิษย์น้องโจวกับคนอื่น ๆ ยังสู้กับพวกต่างดาวอยู่ พวกเขาน่าจะสู้กันเลือดตากระเด็นมาก แล้วเราก็ได้วิเคราะห์จากสถิติข้อมูลบนป้ายจารึกคุณูปการ เราก็พบแบบแผนอย่างหนึ่งค่ะ”
“แบบแผนอะไร?” ฉู่เทียนฮุ่ยถาม
“ช่วงนี้มีสิบเอ็ดคนที่แต้มคุณูปการเพิ่มขึ้นพร้อมกันค่ะ ในจำนวนนั้นมีศิษย์น้องโจวด้วย รวมถึงหลี่ชิงเฉิง เยว่หลี่จงเซียง จางไห่โม่ อู๋ซิน หวันเยี่ยนจวิ้น และเหวินเต้าหมิง…”
“แต้มคุณูปการของพวกเขาค่อย ๆ เพิ่มขึ้นพร้อมกัน หมายความว่าน่าจะร่วมกันต่อสู้กับพวกมนุษย์ต่างดาวค่ะ”
“แล้วฉันก็ให้คนไปถามจากผู้ฝึกยุทธ์ตามบริเวณต่าง ๆ ของสนามรบจองจำวิญญาณ ช่วงนี้ไม่มีใครเห็นพวกเขาเลย ฉันเลยสงสัยว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้อยู่ในสนามรบนี้แล้ว แต่เข้าไปถึงสนามรบสี่ฤดูค่ะ”
ฉู่ชุนเล่ามาถึงตรงนี้ก็มองหน้าฉู่เทียนฮุ่ยที่ฉายแววเคร่งเครียด เธอกำลังกลัดกลุ้มใจ
เธอรู้ดีแก่ใจ
หากก่อนหน้านี้สนามรบจองจำวิญญาณว่าอันตรายแล้ว การถอยออกไปในสนามรบสี่ฤดูอาจอันตรายยิ่งกว่า ถึงอย่างไรจำนวนมนุษย์ต่างดาวตอนนี้ก็น่าจะเกินสองพันตน ส่วนสัตว์คู่หูและสัตว์ล่าสังหารคงมีจำนวนทะลุห้าพันตัว อีกทั้งยังมีมนุษย์ต่างดาวกลุ่มเดิมที่หลงเหลือในสนามรบสี่ฤดูอยู่อีก…
“สายเกินกว่าที่เราจะโจมตีแล้ว” ซือหลางบอกขณะยิ้มขมขื่น
สายไปหรือ?
ใช่แล้ว สายเกินไปแล้ว
ฉู่เทียนฮุ่ยพอจะคาดเดาความคิดของเขาได้
ก่อนหน้านี้พวกมนุษย์ต่างดาวเพิ่มกำลังคน ทำให้พวกมันแห่กันเข้ามาในสนามรบจองจำวิญญาณ และตีวงล้อมกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์โลก พวกมันคงแข็งแกร่งขึ้นมากจนบีบให้โจวอี้กับคนอื่น ๆ หนีออกไปจากสนามรบจองจำวิญญาณ
พวกเขาคงหนีไปทางสนามรบสี่ฤดู
ในขณะนี้เอง คนสามคนเหาะเข้ามา ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากจ้านหลิงอวิ๋น เหลียงเหล่ย และเวิงหลิวกุ้ย
“เป็นยังไงบ้าง? ได้ข่าวบ้างไหม?” เหลียงเหล่ยรีบถาม
ฉู่ชุนมองหน้าฉู่เทียนฮุ่ยก่อนเล่าทุกอย่างให้ทั้งสามฟังอีกครั้ง
“เจ้าสำนัก อาการบาดเจ็บของเราใกล้หายสนิทแล้ว เราจะแอบเข้าไปตามหาโจวอี้ในสนามรบสี่ฤดูเอง” เหลียงเหล่ยเอ่ยเสียงหนักแน่น
“ไม่ได้”
ฉู่เทียนฮุ่ยห้ามทันที
ตอนนี้สนามรบสี่ฤดูอันตรายยิ่งกว่าสนามรบจองจำวิญญาณมาก หากพวกเขาบุกเข้าไปตอนนี้ไม่ต่างจากรนหาที่ตาย
“แต่ว่าเสี่ยวอี้…”
“ปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตาเถอะ!” เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจำใจบอก
ณ สนามรบสี่ฤดู
โจวอี้ฟันสัตว์ล่าสังหารขาดครึ่งท่อนในดาบเดียว ก่อนจะรีบถอยหลบการโจมตีของมนุษย์ต่างดาวสองตน เขากลับมาอยู่ข้างจางไห่โม่ ดาบยาวในมือแทงเข้าที่อกมนุษย์ต่างดาวหนึ่งตน
เป็นอีกครั้งที่พวกเขาทั้งสิบเอ็ดคนเผชิญหน้ากับพวกมนุษย์ต่างดาว คราวนี้พวกเขาเจอมนุษย์ต่างดาวราวสี่สิบถึงห้าสิบตน และสัตว์ล่าสังหารอีกนับร้อย ทั้งสองฝ่ายสู้กันภายในป่าบนเขา
ทว่าโจวอี้และคนอื่น ๆ ไม่ได้นึกหวาดหวั่น
พวกเขาฟาดฟันกับฝ่ายตรงข้ามมาได้สิบนาที แม้ว่าจะฆ่าพวกมันไปได้มาก แต่เพราะส่วนใหญ่อีกฝ่ายอยู่ในระดับจอมพล ทำให้กำลังของฝ่ายศัตรูไม่ได้ลดลง แต่กลับมีมนุษย์ต่างดาวและสัตว์ล่าสังหารกลุ่มหนึ่งพุ่งเข้ามาหา
“อ๊าก…!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนพลันดังขึ้น
โจวอี้และคนอื่น ๆ หันไปมองและเห็นหลวงจีนอู๋ซินถูกแทงเข้าที่อก ในขณะที่สัตว์ล่าสังหารร่างใหญ่สูงสองเมตรจำนวนสองตัวกัดเข้าที่ไหล่ของเจ้าตัว
“เรียกใช้อักขระตาย!”
โจวอี้ใช้พลังอักขระแห่งสวรรค์ผลักผู้แข็งแกร่งต่างดาวตรงหน้าจนกระเด็นออกไป ก่อนจะพุ่งตัวไปหาหลวงจีนอู๋ซิน
คมดาบยาวเป็นเมตรตัดผ่านหอก กระแทกให้มนุษย์ต่างดาวที่ถืออาวุธไว้ในมือกระเด็นออกห่าง เมื่อคมดาบฉายแสงวาววับ มันก็ฆ่าสัตว์ล่าสังหารที่กัดไหล่ของหลวงจีนอู๋ซินอยู่ ก่อนที่โจวอี้จะเข้ามาคุ้มกันให้
“ไม่ต้องเป็นห่วงอาตมา รีบหนีไป” อู๋ซินบอกทั้งที่ยังกระอักเลือด
“คุณ…”
“หมดหวังแล้วล่ะ อาตมาถูกแทงเข้าที่หัวใจ ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ช่วยอาตมาไม่ได้” อีกฝ่ายหัวเราะอย่างสมเพชตัวเอง ก่อนจะมองหวันเยี่ยนจวิ้นและตะโกนบอก “ผู้อาวุโสหวันเยี่ยน! พาพวกเขาหนีไปเร็ว อาตมาจะโจมตีเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อยื้อเวลาให้”
หลี่ชิงเฉิง เยว่หลี่จงเซียง และจางไห่โม่ต่างตาแดงก่ำ
พวกเขาทั้งสามต่อสู้ร่วมกับอู๋ซินในโลกตงเทียนมาหลายเดือน ผ่านความเป็นความตายร่วมกันมา ทำให้เกิดความผูกพันไม่น้อย
เมื่อเห็นจุดจบของอู๋ซินเช่นนี้แล้ว ทำให้พวกเขาเจ็บปวดและยากที่จะทำใจ แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงหันกลับไปต่อสู้กับศัตรูต่อไป
“อย่ามัวแต่ดันทุรัง อย่าให้เจตนาดีของหลวงจีนอู๋ซินเสียเปล่า เหวินเต้าหมิง พาพวกเขาหนีไป เถี่ยอู๋เหิงกับฉันจะอยู่คุ้มกันด้านหลังและยื้อเวลาให้” หวันเยี่ยนจวิ้นสั่ง
“งั้นก็ฝากพวกคุณด้วย”
เหวินเต้าหมิงบอกทั้งที่ตาแดงก่ำ ก่อนจะรีบพาจางไห่โม่และคนอื่น ๆ สลัดให้พ้นจากมนุษย์ต่างดาวและสัตว์ล่าสังหาร และตะโกนบอกให้หลบหนีไป
โจวอี้ไม่เต็มใจทว่าไม่มีทางเลือก
เขาทำได้เพียงข่มความอยากฆ่าฝ่ายตรงข้ามเอาไว้
ครึ่งวันต่อมา
พวกเขาเผชิญหน้ากับกองกำลังร้อยนายของพวกต่างดาว หลังจากที่สู้กันชุลมุน ผู้ฝึกยุทธ์ระดับพลศึกขั้นปลายอีกสองคนก็ตายจากไป ในขณะที่เหวินเต้าหมิงล่อกลุ่มมนุษย์ต่างดาวไปอีกทางหนึ่ง
สุดท้ายจึงหลงเหลือเพียงโจวอี้ที่บาดเจ็บ หลี่ชิงเฉิง เยว่หลี่จงเซียง จางไห่โม่ และจีอู๋หลาง รวมถึงคนอื่น ๆ ที่แทบเอาตัวไม่รอด
ไม่นานนัก หลังจากที่พวกเขาพ้นมาได้ก็เข้ามาถึงสนามรบบริเวณฤดูร้อน