หมื่นวิถี... หนึ่งกระบี่ พิฆาตสวรรค์ ! - ตอนที่ 133
บทที่ 133
“ท่านเก็บไว้กินเองเถอะ ข้าไม่ขาดอะไรเลย” เซียวเหยียนยิ้มกล่าว
เฝิงชิงหลีงุนงง ตะลึงงันไป
นางเพื่อทำตามสัญญา พิทักษ์สำนักศึกษาตำหนักจันทน์ หลายปีมานี้มีศิษย์ตำหนักจันทน์ไม่น้อยที่คิดจะตีสนิทกับนาง ล้วนแต่มีจุดประสงค์ เห็นเซียวเหยียนมาที่สระน้ำเย็นวาดภาพ เหมือนกับจงใจเข้าใกล้ตนเอง นางตอนแรกก็คิดว่าเป็นเช่นนั้น ไม่คิดว่าตนเองนำของล้ำค่าออกมา กลับถูกปฏิเสธ
นอกจากของสิ่งนี้แล้ว ของอื่นที่นางสามารถประทานให้ได้ก็ไม่มากแล้ว และยังมีคนที่มาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ แต่ทางฝั่งของเซียวเหยียน ดูเหมือนจะไม่มีความจำเป็นนี้ อีกฝ่ายคือคุณชายน้อยของจวนขุนพลเทวะ พรสวรรค์ก็ปีศาจ ไหนเลยจะต้องลำบากขนาดนี้ มาเอาอกเอาใจประจบประแจงนางอสูรขอบเขตจตุรภพตนหนึ่ง?
“เจ้าไม่เอาจริงๆ รึ?” เฝิงชิงหลีกล่าวอย่างลังเล
เซียวเหยียนจนใจ กล่าว “หากท่านมีของแบบนี้เยอะ แล้วจะให้ข้าให้ได้ก็ได้ ข้าจะเอากลับไปเลี้ยงหมูแล้วกัน”
“เจ้าคิดไปเองเสียจริง”
เฝิงชิงหลีเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ก็กลอกตา เลี้ยงหมู อะไรคือหมูที่คู่ควร?
เซียวเหยียนในใจกลับกำลังคิดว่า เอากลับไปให้เซียวจื่อเซวียนก็ไม่เลว…
ณ ชั้นเอกของสำนักศึกษาตำหนักจันทน์ เซียวจื่อเซวียนที่อยู่ดีๆ ที่โดนร่างแหไปด้วยก็จามอย่างแรง งุนงงมองไปรอบๆ ใครด่าข้า? หรือจะเป็นเจ้าเด็กเหม็นเซียวเฟยหยางนั่น!
อีกด้านหนึ่ง เซียวเฟยหยางก็จามเช่นกัน พลันหันกลับมา สบตากับเซียวจื่อเซวียนพอดี สายตาสื่อถึงกันในทันที
หน้าสระน้ำเย็น เฝิงชิงหลีเก็บโอสถวิเศษขึ้นมา ส่งกลับไปบ่มเพาะในสระน้ำเย็นอีกครั้ง เพิ่งจะหยิบออกมาถึงแม้จะบาดเจ็บเล็กน้อย แต่นี่คือโอสถวิเศษ พลังชีวิตคึกคัก ในไม่ช้าก็จะสามารถหยั่งรากฟื้นฟูได้อีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้นคราวหน้าเจ้าต้องเอาขนมแบบเมื่อกี้มาเยอะๆ หน่อยนะ” เฝิงชิงหลีกล่าวกับเซียวเหยียนพลางขยิบตา
เซียวเหยียนยิ้มพลางโบกมือ “เลี้ยงท่านให้อิ่มคงจะยาก แต่แค่ให้หายอยากก็น่าจะพอได้”
พูดจบก็กล่าวลาจากไป
เฝิงชิงหลีมองเงาหลังที่เดินจากไปของเด็กหนุ่ม จ้องมองอยู่นาน ริมฝีปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม จากนั้นก็หันหลังกลับไปลงน้ำอย่างเงียบๆ กลับคืนสู่สระน้ำเย็น
ส่วนเซียวเหยียน ก็เดินทางไปยังตำหนักขาวดำ เขาก่อนหน้านี้ได้แจ้งเจ้าสำนักเฝิงเหวินเทียนแล้ว ว่าอยากจะสอนวันนี้ ในเมื่อดำรงตำแหน่งอาจารย์ในนามแล้ว อย่างไรเสียก็ต้องทำภารกิจของตนเองให้สำเร็จ พอดีช่วงนี้มีเวลาว่าง
รอจนเซียวเหยียนมาถึงตำหนักขาวดำ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดุด่าดังมาจากข้างใน:
“ไสหัวไป! เดินออกไปยืนนอกประตู!”
“วันๆ เขียนบทความห่วยๆ อะไรกัน เจ้ามาที่นี่คือมาฝึกยุทธ์หรือมาอ่านหนังสือ?!”
“หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าพ่อของเจ้า ที่ร้องขออย่างสุดความสามารถ ด้วยพรสวรรค์เช่นนี้ของเจ้า จะสามารถเข้าสู่ตำหนักขาวดำได้อย่างไร?”
“สามารถอยู่ในชั้นเอกข้างนอกได้ก็ดีแล้ว!”
เซียวเหยียนฟังแล้วก็ชะงักไป สีหน้าค่อนข้างแปลกๆ คำพูดนี้ค่อนข้างกลับตาลปัตร ราวกับกำลังจะพูดว่า เจ้าอ่านหนังสืออะไร ที่นี่คือคาบพละ! คาบพละได้ยินหรือไม่ ไปที่สนามให้ข้า! นี่มันจะดีเกินไปหน่อยหรือไม่? แต่ว่า ที่นี่คือสำนักศึกษาตำหนักจันทน์ ฝ่ายบุ๋นย่อมไม่เป็นที่ยอมรับ
เซียวเหยียนยกเท้าเดินเข้าไป
ตำหนักขาวดำคือสองตำหนัก ตามลำดับคือตำหนักดำและตำหนักขาว ตำหนักดำคือศิษย์ขอบเขตสืบทอดวิญญาณ ตำหนักขาวคือขอบเขตวิญญาณสัญจร ข้อกำหนดที่เฝิงเหวินเทียนให้เซียวเหยียนคือสอนที่ตำหนักขาว ตรงหน้าก็คือตำหนักขาวในตำหนักขาวดำ แต่อยู่ไม่ไกลจากตำหนักดำ ดังนั้นจึงถูกคนเรียกขานกันจนชิน
ณ เวลานี้เมื่อมองไป ตำหนักขาวกว้างขวางอย่างยิ่ง แต่ที่นั่งมีเพียง 50 ที่ เรียงกันอย่างเป็นระเบียบ จำนวนไม่มากไม่น้อย ข้างใน เซียวเหยียนเห็นเงาร่างที่ค่อนข้างจะคุ้นเคย หลิวเมิ่งฉี นั่งอยู่ข้างหน้า สวมชุดสำนักตำหนักขาวเหมือนกัน แต่กลับโดดเด่นเป็นพิเศษ ราวกับทิวทัศน์ที่งดงามสายหนึ่ง
และข้างหน้าเหล่าศิษย์ ชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าคนหนึ่ง ก้มหน้า หน้าเต็มไปด้วยความแดงและอับอาย กำลังฟังคำสั่งสอน สั่งสอนเขาคืออาจารย์เฒ่าผมและเคราขาวโพลนท่านหนึ่ง ย่อมต้องเป็นอาจารย์ผู้สอนของตำหนักขาว
เซียวเหยียนค่อนข้างอ้าปากค้าง ชายหนุ่มผู้นี้อย่างไรเสียก็เป็นขอบเขตวิญญาณสัญจร หากไปอยู่ในยุทธภพนอกสำนักศึกษา ก็ถือเป็นยอดฝีมือที่เป็นใหญ่ในถิ่นของตนแล้ว แต่ที่นี่กลับถูกดุเหมือนกับนักเรียนประถม
“หากข้าเห็นเจ้าเอาหนังสือห่วยๆ พวกนี้เข้าห้องเรียนอีก เจ้าก็ไม่ต้องมาอีกแล้ว อย่าให้หนูเน่าตัวเดียวทำโจ๊กเสียทั้งหม้อ!”
“ไสหัวไป ไสหัวออกไปยืน!”
อาจารย์เฒ่าอารมณ์ร้อนอย่างยิ่ง ตะคอกเสียงดัง
ชายหนุ่มหน้าแดงก่ำ กัดฟันเดินออกไป ตอนที่ถึงหน้าประตูก็ชนเข้ากับเซียวเหยียน ทันใดนั้นก็ชะงักไป หยุดฝีเท้า
ในตอนนี้ คนอื่นๆ ก็ล้วนแต่สังเกตเห็นเซียวเหยียนที่เพิ่งจะมาถึง
“คือเขา”
หลิวเมิ่งฉีชะงักไป ค่อนข้างประหลาดใจ จากนั้นก็นึกถึงเรื่องที่ท่านปู่พูด ในแววตาอดไม่ได้ที่จะปรากฏประกายแสงขึ้นมา อีกฝ่าย คือมาสอนรึ? นางกลับไม่คิดว่าเซียวเหยียนจะสอนอะไรได้ ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นขอบเขตสิบห้าลี้ ระดับบำเพ็ญสูงกว่านาง แต่มีระดับบำเพ็ญไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสอนคนอื่นได้ ไม่ต้องพูดถึงเซียวเหยียนเพิ่งจะ 14 ปี ในสายตานางเป็นเพียงแค่น้องชาย
“เอ๊ะ คนนี้ค่อนข้างคุ้นๆ นะ”
ข้างๆ กัน ซูซินอี๋เพื่อนสนิทของหลิวเมิ่งฉีกล่าวอย่างประหลาดใจ รู้สึกเหมือนกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
หลิวเมิ่งฉีหัวเราะอย่างขมขื่น นางยังไม่ได้บอกอีกฝ่ายว่า เซียวเหยียนก็คือคนที่วันนั้นนางเห็นเพียงแวบเดียวตอนที่เขาผ่านด่านแม่น้ำมรณะ ก็ไม่โทษพวกนาง ปกติแล้วใครจะไปสนใจว่าผู้ชายพวกนี้หน้าตาเป็นอย่างไร? ล้วนแต่เป็นก้อนดินต้นไม้เท่านั้น
“คนนี้ใครกัน?”
“ดูแล้วอายุไม่มากนะ มาใหม่รึ?”
ศิษย์คนอื่นๆ รอบๆ กล่าวเสียงเบา
ชายหนุ่มที่ชนกับเซียวเหยียนหน้าแดงขึ้นมา ไม่คิดว่าต่อหน้าศิษย์ใหม่จะเสียหน้า ในใจก็ค่อนข้างประหลาดใจ เจ้ามาใหม่คนนี้หนุ่มจัง น่าจะเป็นคุณชายน้อยบ้านไหนกระมัง
“ยังยืนบื้ออยู่ทำไม ยังไม่รีบไสหัวออกไปยืนอีก!”
ด้านหลังมีเสียงดุด่าดังมา ชายหนุ่มก็รีบเดินออกไป
ในตอนนี้ อาจารย์เฒ่าก็เห็นเซียวเหยียนเช่นกัน ทันใดนั้นก็จำได้ทันที ครั้งล่าสุดที่ให้เซียวเหยียนยกเว้นเข้าตำหนักขาวดำ เขาก็อยู่ในเหตุการณ์ หลายวันนี้ชื่อของเซียวเหยียนก็เป็นที่เล่าลือไปทั่วทั้งเมือง เมืองมรกตไม่มีใครไม่รู้ เด็กหนุ่มยศขุนหลวงวัย 14 ปี น่าทึ่งเกินไปแล้ว
“คุณชายเซียวมาแล้ว คือมาสอนกระมัง ท่านเชิญ”
อาจารย์เฒ่าชื่อจางจื่อเฟิง ใบหน้าที่โกรธเกรี้ยวก็หายไป เผยรอยยิ้ม ท่าทีต่อเซียวเหยยียนเกรงใจอย่างยิ่ง
ท่าทีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงเช่นนี้ ทำให้เหล่าศิษย์เบื้องล่างล้วนแต่งุนงง อ้าปากค้าง เมื่อไหร่เคยเห็นเจ้าลิงเฒ่าหัวร้อนนี่นอบน้อมขนาดนี้? คงจะเคยเห็นก็แต่ตอนที่เจ้าสำนักปรากฏตัวนานๆ ครั้งกระมัง?
“อืม สวัสดีขอรับ” เซียวเหยียนยิ้มรับหนึ่งเสียง ด้วยความเคยชินก็ยื่นมือไปจับมือ รอจนจับมือแล้ว อีกมือหนึ่งก็วางทับหลังมืออีกฝ่ายแล้วเขย่าๆ