หมื่นวิถี... หนึ่งกระบี่ พิฆาตสวรรค์ ! - ตอนที่ 210 ทะเลสาบอสูร
บทที่ 210
“ผลการสอบสวนของฟางซือหยูคนนั้นใกล้จะออกมาแล้วกระมัง เจ้ามีพละกำลังขนาดนี้ กลับไม่ไปทวงความยุติธรรมให้ลูกชายของเจ้า เรื่องสายเลือดเทวะ หรือเจ้าคิดว่า คือเหยียนเอ๋อร์พูดจาเหลวไหลใส่ร้ายกระมัง?” เซียวหย่วนซานกล่าวเสียงเย็น
เซียวจ้านเฉิงนึกถึงเรื่องนี้ ในแววตามีประกายแสงวาบขึ้น ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่โค้งกายหนึ่งที ก็สะบัดแขนเสื้อหันหลังบินจากไป
เซียวหย่วนซานมองเงาร่างของอีกฝ่ายหายไป ใบหน้าความเย็นชาจางหายไป ถอนหายใจ
สายตาของเขาจับจ้องไปที่ทะเลสาบอสูรตรงหน้า จากนั้น ก็ค่อยๆ ย้ายไปยังหลุมบ่อข้างกาย
ในตำแหน่งที่เซียวจ้านเฉิงยืนอยู่เมื่อครู่ไม่ไกล ก็คือแท่นตกปลาของลูเหยียนเอ๋อร์…
“ท่านปู่รอง ข้าได้ปลาอีกแล้ว!”
“ฮ่าๆ ท่านปู่รอง ท่านรีบดูสิ ครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นตัวใหญ่นะ!”
“ท่านปู่รอง ต้มเสร็จแล้ว มาทานเถอะ!”
ขอบตาของเซียวหย่วนซานแดงขึ้นเล็กน้อย ในใจเขาเข้าใจดีว่า ด้วยนิสัยของเด็กคนนั้น ต่อไปเกรงว่าจะไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว
…
…
แคว้นจักรพรรดิ เมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์
ในราชสำนักที่โอ่อ่า
ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ยืนอยู่สองข้างของพรมหนังมังกร ก่อนหน้านี้ได้รายงานกิจการของแต่ละแคว้นเสร็จแล้ว ณ เวลานี้กำลังโต้เถียงกันอย่างดุเดือด
“ฝ่าบาท วันที่หกแล้ว พระองค์ควรจะตัดสินพระทัยได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“อ๋องอาญายุทธ์ผู้นั้นเพิ่งจะกลับจากการรบที่ชายแดนวิหคอุดร ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์กงขั้นสาม บุตรชายของเขากลับอาศัยความโปรดปรานทำตัวหยิ่งผยอง อาศัยพรสวรรค์พันปี ต่อสู้กับอ๋องอาญายุทธ์ พ่อลูกฆ่าฟันกัน ช่างขัดต่อหลักจริยธรรมเสียจริง!”
“หากไม่ลงโทษอย่างหนัก ก็จะทำให้จารีตเสื่อมเสีย หากให้คนทั่วหล้าเอาอย่าง ไหนเลยจะยังมีคุณธรรมระหว่างเจ้านายกับขุนนางและบุตรกตัญญู!”
“ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่า เรื่องนี้มีสาเหตุภายใน พวกเรายังต้องสืบสวนให้กระจ่างก่อนแล้วค่อยว่ากัน ไม่สามารถตัดสินใจโดยพลการได้”
“ได้ยินมาว่าเด็กคนนั้นพรสวรรค์ไร้เทียมทาน อายุ 14 ปีก็ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทวะมนุษย์ น่าสะพรึงกลัวกว่าคุณชายเก้าตระกูลเซียวในตอนนั้นเสียอีก เลี่ยงไม่ได้ที่จะค่อนข้างหยิ่งผยองคึกคะนอง แต่ก็ได้ถูกอ๋องอาญายุทธ์สั่งสอนไปแล้ว และส่งไปที่ด่านประตูสวรรค์แล้ว การลงโทษนี้ก็หนักหนาเพียงพอแล้ว!”
“ก็แค่ทำเป็นตัวอย่างเท่านั้น ข้าไม่เชื่อหรอกว่า เขาจะไม่ส่งคนไปดูแลอยู่ลับๆ หึ หากด่านประตูสวรรค์แตกพ่าย ข้าก็อยากจะดูนักว่าลูกชายของเขาจะสามารถรับผิดชอบไหวหรือไม่!”
“การมอบสถานที่ที่อันตรายเช่นนี้ให้เด็กคนหนึ่ง นี่ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลหรือ หากเสียการป้องกันควรจะทำอย่างไร ด่านประตูสวรรค์ข้างหลังคือประชาราษฎร์นับล้านๆ ของแคว้นเหมันต์นะ!”
“ผู้ที่เสียมารยาทสมควรถูกประหาร!”
ทุกคนโต้เถียงกันอย่างดุเดือด ความเห็นก็ไม่มีอะไรนอกจากสองอย่าง หนึ่งคือเห็นว่าควรจะลงโทษอย่างหนัก อีกหนึ่งคือรู้สึกว่าพอจะมีเหตุผล ยังต้องสืบสวน หรือไม่ก็มอบให้ตระกูลเซียวจัดการเอง คิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวในบ้าน ไม่ใช่เรื่องของชาติ
แต่ไม่ว่าจะเป็นความเห็นแบบไหน ก็มีช่องว่างให้โต้แย้งได้ ดังนั้นจึงโต้เถียงกันมาหลายวันก็ไม่มีผล
บนบัลลังก์มังกร จักรพรรดิประกาศิตสวรรค์ผู้มีร่างกายกำยำสายตามองตรง ในแววตาดูเหมือนจะแฝงไว้ซึ่งตะวันจันทราดวงดาว ทำให้คนไม่กล้าสบตาโดยตรง
เมื่อได้ยินการโต้เถียงที่วุ่นวายของคนเหล่านี้ มุมปากของพระองค์กลับยกขึ้นเล็กน้อย นึกถึงภาพฉากหน้าทะเลสาบต้นหลิวนั้น…
“เจ้าเด็กหน้าเหม็นนั่น อารมณ์ใหญ่โตเสียจริง…” จักรพรรดิประกาศิตสวรรค์คิดในใจ
สายพระเนตรของพระองค์กวาดไป เห็นขุนนางฝ่ายบุ๋นอีกฝั่งหนึ่งที่เงียบกริบ อดไม่ได้ที่จะกล่าวอย่างสนใจ:
“เหล่าเสนาบดีแห่งราชบัณฑิตยสถาน พวกท่านมีความเห็นว่าอย่างไร?”
เมื่อได้ยินฝ่าบาทเอ่ยปาก การโต้เถียงของคนอื่นๆ ก็หยุดลง หันไปมองกลุ่มบัณฑิตใหญ่นี้ บนใบหน้าก็เจือไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความงุนงง
ที่ผ่านมาเรื่องที่ขัดต่อหลักจริยธรรมเช่นนี้ กลุ่มบัณฑิตที่ดูอ่อนแอเหล่านี้มักจะเป็นคนแรกที่กระโดดออกมา ปากคมกริบนั้น แม้แต่พวกเขาก็ต้องหลีกเลี่ยงสามส่วน พวกเขาท้ายที่สุดแล้วก็เป็นนักสู้ ว่ากันด้วยการโต้เถียงด้วยวาจา ย่อมไม่สู้พวกที่ถือพู่กันเหล่านี้
ผลคือเรื่องราวครั้งนี้ เจ้าพวกนี้กลับไม่มีเสียงเลยแม้แต่น้อย เหมือนกับผู้ชม ดูเหมือนจะไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย
เกรงกลัวจวนขุนพลเทวะรึ? เกรงกลัวตระกูลเซียวรึ?
นั่นแหละถึงจะเรียกว่าเห็นผี
เจ้าพวกนี้แม้แต่องค์ชายยังกล้าด่า เพียงแค่ตระกูลเซียวจะนับเป็นอะไร ห้าจวนขุนพลเทวะไหนบ้างไม่เคยถูกพวกเขาตำหนิ?
หากไม่ใช่เพราะมีคุณูปการพันปีติดตัว วิจารณ์อย่างไรก็ไม่เข้า ก็คงจะถูกวิจารณ์จนไม่มีที่ยืนไปนานแล้ว
การทำลายประเพณีที่ซับซ้อน เท่ากับฆ่าชาวบ้านใต้หล้า นี่คือคำพูดที่บัณฑิตเหล่านี้ใช้บ่อยที่สุด และต้องตีเส้นให้สองเรื่องนี้เท่ากัน ทำให้คนที่ไม่ชอบยึดติดกับเรื่องหยุมหยิมอย่างพวกเขาล้วนแต่รู้สึกปวดหัวอย่างยิ่ง
อีกอย่าง จักรพรรดิให้ความสำคัญกับราชบัณฑิตยสถานอย่างยิ่ง ขุนนางฝ่ายบุ๋นในราชสำนักสถานะก็ไม่ด้อยไปกว่าขุนนางฝ่ายบู๊ ถึงกับเพราะความอ่อนแอ กลับกันยิ่งได้รับการดูแลจากฝ่าบาท
สังหารอสูรปราบมารคืออาศัยขุนนางฝ่ายบู๊ก็จริง แต่การปกครองบ้านเมือง ก็คือเรื่องของขุนนางฝ่ายบุ๋นแล้ว
โลกใบนี้หาใช่มีเพียงอสูรปีศาจ ที่สามารถทำให้ประเทศใหญ่ล่มสลายได้ ยังมีใจคน
และการปกครองใจคน ขุนนางฝ่ายบุ๋นเชี่ยวชาญ!
“กราบทูลฝ่าบาท พวกข้ากระหม่อมเห็นว่า เซียวเหยียนผู้นั้นยังเยาว์วัยและคึกคะนองก็จริง แต่หาใช่คนเสเพลและหยิ่งผยองไม่ อกของเขามีความทะเยอทะยานหมื่นลี้ทะยานเมฆา และยังมีใจรักชาติห่วงใยประชาชน ความขัดแย้งครั้งนี้ย่อมต้องมีสาเหตุ ยังหวังว่าฝ่าบาทจะสืบสวนให้กระจ่าง ให้ความยุติธรรมแก่เด็กหนุ่มผู้นี้!”
ครึ่งครู่ต่อมา มหาราชครูของราชบัณฑิตยสถานในฐานะตัวแทน ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวกราบทูลอย่างเคารพ
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนในราชสำนักต่างก็ตะลึงงันไป
นี่คือราชบัณฑิตยสถานที่พวกเขารู้จักรรึ? คือมหาราชครูที่หัวแข็งคนนั้นที่พวกเขารู้จักรรึ?
นี่ถูกลงของแล้วกระมัง!
“ท่านมหาราชครู ท่านรู้หรือไม่ว่าตนเองกำลังพูดอะไรอยู่?”
ไม่รอให้ฝ่าบาทเอ่ยปาก แม่ทัพใหญ่จากแคว้นเหมันต์ที่ก่อนหน้านี้เสนอให้ลงโทษเซียวเหยียนอย่างหนักก็ลุกขึ้นยืน ตะโกนเสียงดัง:
“พ่อลูกฆ่าฟันกันเอง ไม่ว่าสาเหตุอะไรก็ไม่ควรจะชักกระบี่ใส่พ่อของตนเองกระมัง? นี่คือพ่อแท้ๆ ของเขานะ!”
“ใช่แล้ว หากแม้แต่เรื่องนี้ยังสามารถตามใจได้ ในอนาคตยังมีอะไรที่ทำไม่ได้อีก?” อีกคนหนึ่งรีบเห็นด้วย
จักรพรรดิประกาศิตสวรรค์มุมปากปรากฏรอยยิ้มจางๆ แต่ก็รีบเก็บงำ ไม่มีใครสังเกตเห็นท้ายที่สุดแล้วไม่มีใครกล้าจ้องมองฝ่าบาทตลอดเวลาพระพักตร์ของพระองค์เรียบเฉยกล่าว:
“เสนาบดี คำยกย่องครั้งนี้ท่านเห็นได้อย่างไรกัน?”
“กราบทูลฝ่าบาท พวกข้ากระหม่อมย่อมมีหลักฐาน”
มหาราชครูเหลือบมองแม่ทัพใหญ่จากแคว้นเหมันต์ผู้นั้นแวบหนึ่งอย่างดูแคลน ในแววตามีแววดูถูก ถึงแม้ตนเองจะเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นแต่มีจักรพรรดิประกาศิตสวรรค์หนุนหลัง ขุนนางฝ่ายบู๊เหล่านี้ไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องเขาด้วยปลายนิ้ว
อีกอย่างเขารู้ดีว่าทำไมอีกฝ่ายจะเสนออย่างรุนแรงเช่นนี้ ยังไม่ใช่เพราะอ๋องอาญายุทธ์ส่งเซียวเหยียนไปด่านประตูสวรรค์ กังวลว่าด่านประตูสวรรค์จะเสียการป้องกัน ถึงตอนนั้นอสูรปีศาจบุกรุก เขาก็ต้องรับมือเป็นคนแรกไปสังหารอสูรแล้ว
“โอ้? หลักฐานอะไร?” จักรพรรดิประกาศิตสวรรค์ถามอย่างสนใจ