หมื่นวิถี... หนึ่งกระบี่ พิฆาตสวรรค์ ! - ตอนที่ 211 จักรพรรดิประกาศิตสวรรค์
บทที่ 211
ทุกคนก็ประหลาดใจ ถึงแม้ว่าข้อเสนอลงโทษในครั้งนี้ของพวกเขา จะมีเจตนาของตนเองแอบแฝงอยู่ แต่ถึงแม้จะเป็นขุนนางใหญ่ที่ใกล้ชิดกับตระกูลเซียวที่โต้เถียงกับพวกเขา ก็อย่างมากที่สุดคือใช้เหตุผลว่าเซียวเหยียนผู้นั้นยังเยาว์วัยไร้เดียงสา อาศัยความโปรดปรานทำตัวหยิ่งผยองเลี่ยงไม่ได้ที่จะเลือดร้อน เป็นต้นมาเปิดทางให้
ไฉนเลยจะมีกล่าวว่าความทะเยอทะยานสูงส่ง รักชาติห่วงใยประชาชน?
การที่สามารถทำให้บัณฑิตเปรี้ยวที่คร่ำครึเหล่านี้เอ่ยคำชมเช่นนี้ออกมาได้ ไม่ง่ายเลย
มหาราชครูจ้าวกล่าวอย่างเคารพ “ฝ่าบาท เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้ามีนักเรียนคนหนึ่งเดินทางกลับมาจากเมืองมรกต ส่งตำรากวีนิพนธ์กลับมาเล่มหนึ่ง ฟังนักเรียนของข้าผู้นั้นบอกว่า บทกวีบนนี้ ล้วนแต่เป็นที่คุณชายน้อยตระกูลเซียวผู้นั้นแต่งขึ้น เขาได้ตรวจสอบจากหลายฝ่ายแล้ว เด็ดขาดไม่มีความเท็จ!”
“โอ้?”
จักรพรรดิประกาศิตสวรรค์ประหลาดใจ เด็กหนุ่มผู้นั้นยังจะสามารถขับขานบทกวีได้อีกรึ?
เมื่อคิดอีกที อีกฝ่ายเดินหมากเป็นแล้ว ขับขานบทกวีมีอะไรยาก?
ในใจของพระองค์ หมากยากกว่าการแต่งกวีมากนัก
แน่นอนว่า คำพูดนี้เด็ดขาดไม่สามารถเปิดเผยต่อหน้าเหล่าบัณฑิตแห่งราชบัณฑิตยสถานตรงหน้าได้ มิเช่นนั้นจะต้องทำให้สมองของตนเองถูกโต้เถียงจนแตกละเอียด ไม่โต้เถียงให้ได้ข้อสรุปไม่ยอมเลิกรา
“เมื่อได้ตำรากวีนิพนธ์นี้ ข้าผู้เฒ่ารู้สึกเพียงแค่ละอายใจ พวกเราเหล่าบัณฑิตทั้งวันอ่านหนังสือปราชญ์ ชมแม่น้ำลำธารหมื่นลี้ใต้หล้า สุดท้ายกลับไม่สู้เด็กน้อยที่ทั้งวันนั่งอยู่ในสวนที่มีพรสวรรค์และจิตใจกว้างขวาง ช่างละอายใจทีจะเผชิญหน้ากับฝ่าบาทจริงๆ”
มหาราชครูจ้าวพูดถึงตรงนี้ ก็ยกแขนเสื้อขึ้นปิดหน้าเล็กน้อย เผยให้เห็นท่าทีที่ทอดถอนใจและเสียดาย
ทุกคนมองจนอ้าปากค้าง
เจ้าเฒ่านี่เกรงว่าจะถูกลงของจริงๆ กระมัง
เมื่อไหร่เคยเห็นในปากของพวกเขาสามารถพูดคำว่า “ละอายใจ” สองคำนี้ออกมาได้?
วันปกติไม่มีเหตุผลยังจะต้องแข็งขืนโต้เถียงสามส่วน วันนี้กลับบอกว่าข้ายอมแล้วรึ?
จักรพรรดิประกาศิตสวรรค์ก็ถูกดึงดูดจนยิ่งสงสัยใคร่รู้ขึ้นไปอีก รีบกล่าว “เสนาบดีท่านก็อย่าได้ขายหน้าอีกเลย รีบพูดเถิด แท้จริงแล้วคือสาเหตุอะไร?”
มหาราชครูจ้าวเห็นท่าทางเช่นนั้น ก็หยิบตำรากวีนิพนธ์ออกมาจากแขนเสื้อที่กว้างของตนเอง สองมือประคองขึ้น
รอจนท่านกงกงจ้าวไห่ข้างกายจักรพรรดิประกาศิตสวรรค์กวักมือรับไป มหาราชครูจ้าวก็มองไปยังแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหมันต์อีกครั้ง สะบัดแขนเสื้อ สายตาราวกับสายฟ้า:
“เป็นความจริงที่พ่อลูกคู่นั้นต่อสู้กัน และก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันขัดต่อหลักจริยธรรม แต่ที่ท่านบอกว่า ‘ไม่ว่าจะมีเหตุผลใดก็ยอมรับไม่ได้’ … คำพูดนั้นต่างหากที่ผิด!”
“ราชวงศ์ประกาศิตสวรรค์เราเคารพในจารีต แต่เด็ดขาดไม่ยึดมั่นในจารีตที่ตายตัว!”
“มิเช่นนั้นพวกเรามิใช่กลุ่มคนที่คร่ำครึล้าหลังรึ?”
มิใช่รึ?
เหล่าขุนนางฝ่ายบู๊ต่างก็แอบเบ้ปาก
มหาราชครูจ้าวกลับสายตาเปล่งประกาย กล่าวเสียงดัง “ขอถามทุกท่าน ผู้ที่สามารถพูดคำว่า ‘เพียงรู้ว่าในสนามรบเพื่อชาติพลีชีพ ไฉนเลยต้องใช้หนังม้าห่อศพกลับคืน’ เช่นนี้ได้ จะนับได้ว่าเป็นผู้รักชาติอย่างแท้จริงหรือไม่?”
“ผู้ที่สามารถพูดคำว่า ‘แต่โบราณมาใครบ้างไม่ตาย ทิ้งไว้เพียงใจภักดิ์ส่องประวัติศาสตร์’ ได้ จะนับว่ารักชาติหรือไม่?”
“ขอท่านอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องการแต่งตั้งขุนศึก หนึ่งแม่ทัพสร้างเกียรติหมื่นกระดูกแห้ง!!”
มหาราชครูจ้าวจ้องมองแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหมันต์โดยตรง สายตาเปล่งประกายร้อนแรง เสียงสั่นสะเทือนไปทั่วท้องพระโรง “คำพูดนี้คือการเตือนว่าอย่าได้เอ่ยถึงอะไรคือการแต่งตั้งแม่ทัพและขุนศึก หนึ่งแม่ทัพสร้างเกียรติหมื่นกระดูกแห้ง! ในใจสงสารทหารที่พลีชีพในสนามรบ ไม่ได้มุ่งมั่นในเกียรติยศชื่อเสียง!”
“ขอถามทุกท่าน คนที่สามารถมองใต้หล้าสำคัญถึงเพียงนี้ มองเกียรติยศชื่อเสียงเบาถึงเพียงนี้ เขาจะเป็นคนเช่นไร?!”
“เพียงแค่ข้อนี้ ก็มีกี่คนที่สามารถทำได้?!”
ทุกคนต่างก็ตะลึงงันไป พูดไม่ออกอยู่บ้าง แต่จากนั้นก็รู้สึกขุ่นเคือง เจ้าพูดก็พูดไปสิ สายตานี้หมายความว่าอย่างไร เหมือนกับพวกเราล้วนแต่มาเพื่อเกียรติยศชื่อเสียงอย่างนั้นแหละ
แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเหมันต์สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย คำพูดสองสามประโยคนั้นทำให้เขาได้รับแรงกระแทกไม่น้อย
เขาโกรธเด็กหนุ่มเมืองมรกตผู้นั้น สาเหตุส่วนใหญ่คือเป็นห่วงว่าด่านประตูสวรรค์จะแตกพ่าย ชาวบ้านแคว้นเหมันต์จะเดือดร้อน
แต่ประโยคนั้น “ไฉนเลยต้องใช้หนังม้าห่อศพกลับคืน”!
ในฐานะคนที่กรำศึกมานาน เขาคุ้นเคยกับความโหดร้ายในสนามรบ และยังเห็นทหารเหล่านั้นที่แม้แต่ศพก็ไม่สามารถเหลือไว้ได้ครบถ้วน
ประโยคนี้ทำให้ขอบตาของเขาชื้นแฉะ
หัวใจของทหารเหล่านั้นที่สาบานว่าจะสู้ตายและพิทักษ์ ก็หาใช่เป็นเช่นนี้ไม่
เพียงเพราะปากทื่อแสดงออกมาไม่ได้
ณ เวลานี้จักรพรรดิประกาศิตสวรรค์ก็กำลังพลิกดูตำรากวีนิพนธ์ที่จ้าวไห่ยื่นมาอย่างเงียบๆ สีหน้าก็เคร่งขรึมและเงียบขรึม
“ถึงแม้เขาจะรักชาติเป็นแม่ทัพที่ดีขุนนางที่ซื่อสัตย์ แต่เขาชักกระบี่ฟันพ่อก็เป็นความจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้!” ทันใดนั้นมีคนกล่าว
มหาราชครูจ้าวมองไปยังคนผู้นั้นยิ้มเย็น “ก็เป็นความจริง แต่ความจริงก็ต้องเป็นเรื่องจริงเสมอไปรึ?”
คนผู้นั้นงุนงง ถูกประโยคนี้ถามจนตะลึงงัน ความคิดก็สับสน
มิเช่นนั้นจะกล่าวได้อย่างไรว่าบัณฑิตเฒ่าหัวแข็งเหล่านี้ช่างมีวาทศิลป์นัก ประโยคเดียวก็ถามเขาจนติดขัดไปแล้ว
“ดอกไม้ในกระจกเงา จันทราในน้ำ ที่ตาเห็นก็อาจไม่ใช่เรื่องจริง”
มหาราชครูจ้าวกล่าวเสียงเย็น “ถอยหนึ่งก้าวมาพูดกัน ถึงแม้จะเป็นเรื่องจริง หรือว่าอ๋องอาญายุทธ์เองก็จะไม่มีความผิดเลยรึ?”
“หรือว่าการลงโทษบุตรชายของเขาให้ไปอยู่ที่ด่านประตูสวรรค์ยังไม่รุนแรงเพียงพอรึ? ขอถามทุกท่าน ใครกล้าไปพิทักษ์ด่านประตูสวรรค์นั่นบ้าง?”
“…”
ทุกคนต่างก็เงียบไป พูดถึงเรื่องพ่อลูกสังหารกัน เหตุใดจึงลากไฟมาเผาบนร่างของพวกเขาแล้ว
“เด็กหนุ่มที่มีจิตใจบริสุทธิ์เช่นนี้ ปฏิบัติต่อชาวบ้านได้ถึงเพียงนั้น แล้วต่อบิดาของตนเองจะไม่รู้จักอดทนรึ? ข้าคิดว่าข้างในย่อมต้องมีสาเหตุอื่น ต้องสืบสวนให้กระจ่างก่อนแล้วค่อยว่ากัน!” มหาราชครูจ้าวตะโกนเสียงดัง
คนที่ก่อนหน้านี้เสนอให้ลงโทษเซียวเหยียนต่างก็มองหน้ากันไปมา
มีราชบัณฑิตยสถานเข้าข้าง บวกกับเจ้าพวกที่เดิมทีโต้เถียงกัน เรื่องนี้ส่วนใหญ่คงจะไม่มีเหตุผลสู้แล้ว