หมื่นวิถี... หนึ่งกระบี่ พิฆาตสวรรค์ ! - ตอนที่ 235 ปรมาจารย์เทวะมนุษย์
บทที่ 235
“โอ้?”
เมื่อได้ยินคำพูดของเซียวเหยียน ฟ่านจื่อเซวียนก็ประหลาดใจอยู่บ้าง
เขาอย่างไรเสียก็เป็นปรมาจารย์เทวะมนุษย์ เชิญชวนด้วยตนเอง กลับถูกคนปฏิเสธ
แต่ว่า เมื่อพิจารณาถึงคำพูดของศิษย์ตนเองเมื่อครู่ เด็กหนุ่มผู้นี้สามารถเข้าใกล้โดยที่เปลวเทียนไม่ไหวติง ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงพื้นฐานวิทยายุทธ์ที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ในอนาคตหลังจากที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตสิบห้าลี้แล้ว ความหวังที่จะข้ามไปยังขอบเขตเทวะมนุษย์ ไกลกว่าอัจฉริยะฝึกฝนเหล่านั้นมากนัก
คนเช่นนี้ หากไม่ใช่เป็นอัจฉริยะที่แปลกประหลาด ก็คือเบื้องหลังมีสำนักดังคอยปลูกฝังแล้ว
“ซื้อภาพวาด ภาพวาดอะไร?” ฟ่านจื่อเซวียนเลิกคิ้วเล็กน้อยกล่าว
เซียวเหยียนส่ายหน้าเล็กน้อย เพียงแค่กล่าว “ภาพวาดนี้อยู่ในมือของไป๋ชุนไห่ ยังต้องรบกวนท่านช่วยข้าแนะนำ”
“เจ้าหาเขา ไม่ใช่เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ เพียงเพื่อขอภาพวาดภาพหนึ่งรึ?”
“อืม”
ฟ่านจื่อเซวียนอดไม่ได้ที่จะมองสำรวจเซียวเหยียน ฟ่านหลิงเอ๋อร์สามคนที่อยู่ข้างๆ ก็มองเซียวเหยียนอย่างประหลาดใจอย่างยิ่งเช่นกัน
ปรมาจารย์อยู่เบื้องหน้า ขอเพียงเซียวเหยียนพยักหน้า ก็จะสามารถฝากตัวเป็นศิษย์ใต้สำนักได้ทันที โอกาสช่างล้ำค่าเพียงใด
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็รอเถิด เจ้าเฒ่านั่นยังไม่มา คาดว่ากำลังเดินทางมาอยู่ รออีกสามวันตอนที่งานชุมนุมปรมาจารย์เริ่มขึ้น เขาย่อมต้องปรากฏตัว ถึงตอนนั้นเจ้าก็จะสามารถพบเขาได้แล้ว”
ฟ่านจื่อเซวียนยกถ้วยชาข้างๆ ขึ้นมา จิบเบาๆ กล่าวอย่างเรียบเฉย
การยกถ้วยชาก็มีความหมายว่าส่งแขก
ในเมื่อเซียวเหยียนไม่มีใจจะฝากตัวเป็นศิษย์ เขาก็ไม่บังคับ
ม้าดีมีอยู่เสมอ แต่คนดูม้าไม่ค่อยจะมี
เซียวเหยียนได้รับข่าวของไป๋ชุนไห่ ก็ไม่มีความคิดที่จะอยู่ต่ออีก ขอที่อยู่ติดต่อโรงเตี๊ยมของอีกฝ่าย ก็ออกจากภัตตาคารไป
ศิษย์สามคนไล่ตามออกมา ฟ่านหลิงเอ๋อร์กล่าวอย่างฉุนเฉียว “พ่อข้านานๆ ทีจะคิดรับคนเป็นศิษย์ เจ้าทำไมถึงไม่รู้จักดีชั่วขนาดนี้ หรือว่าเจ้ามีสำนักแล้ว?”
“?”
เซียวเหยียนมองนางอย่างสงสัย
“หลิงเอ๋อร์”
ชายหนุ่มรีบดึงฟ่านหลิงเอ๋อร์ไว้ กล่าวกับเซียวเหยียน “ขออภัย นางพูดจาค่อนข้างจะตรงไปตรงมา ท่านอย่าได้ไปใส่ใจเลย”
เซียวเหยียนก็ขี้เกียจจะสนใจพวกเขาอีกต่อไป มอบกริชและได้การนำทาง ก็ถือว่าสองฝ่ายไม่ติดค้างกันแล้ว
ไม่ได้พูดอะไรกับพวกเขามากอีก เซียวเหยียนก็หันหลังเดินไปยังอารามยุทธ์ ก็ไม่รู้ว่าหลิวรั่วซีสืบทอดวิญญาณเสร็จแล้วรึยัง
“พื้นฐานวิทยายุทธ์ของเขาลึกซึ้งอย่างยิ่ง น่าจะมาจากสำนักดัง” หญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวเรียบง่ายมองแผ่นหลังที่จากไปของเซียวเหยียน กล่าวเสียงเบา
ฟ่านหลิงเอ๋อร์เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ก็ค่อนข้างขวยเขินโกรธเคือง กล่าว “พ่อข้าหรือว่าจะไม่นับเป็นสำนักดังรึ เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
หญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวเรียบง่ายได้สติกลับมา ชะงักไปเล็กน้อย รีบกล่าว “ข้าแน่นอนว่าไม่ได้หมายความเช่นนั้น…”
“หึ!”
…
รอจนเซียวเหยียนกลับมาถึงหน้าอารามยุทธ์ ก็เห็นเงาร่างของหลิวรั่วซีอยู่ที่ชายคาแห่งหนึ่งนอกอารามยุทธ์ อุ้มกระบี่มองซ้ายมองขวา
เซียวเหยียนกวักมือเรียกนาง
หญิงสาวเมื่อเห็นเซียวเหยียน ก็รีบยิ้มแก้มปริวิ่งเข้ามา
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
“มีผู้อาวุโสขอบเขตจตุรภพท่านหนึ่ง เห็นเพลงกระบี่ของข้า รู้สึกว่าเป็นเพชรที่เจียระไนได้”
หลิวรั่วซีใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดีที่อดกลั้นไว้ไม่อยู่ ดวงวิญญาณวีรชนขอบเขตจตุรภพเพียงหนึ่งเดียวในอารามยุทธ์นี้กลับเลือกนาง
ถึงแม้พ่อของนางจะเป็นปรมาจารย์ แต่การจะสืบทอดวิญญาณถึงขอบเขตจตุรภพ ก็มีความยากลำบากอยู่บ้าง นี่คือนอกจากราชวงศ์แล้ว ก็คือคุณสมบัติการสืบทอดวิญญาณระดับสูงสุด
นางเข้าศึกษาที่สำนักศึกษาตำหนักจันทน์ ก็คืออยากจะสืบทอดวิญญาณในสำนักศึกษาตำหนักจันทน์ แต่แบบนั้นย่อมต้องมีข้อจำกัดเป็นค่าตอบแทน
ส่วนการสืบทอดวิญญาณในอารามยุทธ์ เงื่อนไขผ่อนปรนที่สุด
เงื่อนไขของดวงวิญญาณวีรชนเหล่านี้ ส่วนใหญ่มีเพียงข้อเดียว นั่นก็คือเมื่อราชวงศ์ประกาศิตสวรรค์เผชิญหน้ากับวิกฤต ต้องยืนหยัดออกมา!
แต่ราชวงศ์ประกาศิตสวรรค์สามพันกว่าปี ถึงแม้จะเกิดวิกฤตจริงๆ ก็เกิดขึ้นที่ชายแดน มีจวนขุนพลเทวะพิทักษ์และแก้ไข ไหนเลยจะต้องให้พวกเขาออกหน้า ดังนั้นเงื่อนไขข้อเรียกร้องนี้ โดยพื้นฐานแล้วเท่ากับไม่มี
เว้นแต่ตนเองจะไปเข้าร่วมกองทัพ ไปสร้างคุณูปการที่ชายแดน
“ขอบเขตจตุรภพเชียวรึ ไม่เลว” เซียวเหยียนเผยรอยยิ้ม
“ต้องขอบคุณปราณกระบี่ที่ท่านสอนข้า มิเช่นนั้นยากที่จะเข้าตาผู้อาวุโสท่านนั้นได้”
หลิวรั่วซีมองไปยังเซียวเหยียน ในส่วนลึกของดวงตาส่องประกาย
เซียวเหยียนยิ้ม “ล้วนแต่เป็นความเข้าใจของเจ้าเอง ข้าเพียงแค่ชี้ทิศทางให้เจ้าเท่านั้น”
หลิวรั่วซีส่ายหน้าเล็กน้อย นางกลับไม่คิดเช่นนั้น แต่ไม่ได้โต้เถียงกับเซียวเหยียนอีก เพียงแค่ในใจจดจำไว้เงียบๆ
“แล้วต่อไป พวกเราจะไปที่ไหนกันเจ้าคะ?”
“เดินเล่นไปเรื่อยๆ กินๆ เล่นๆ รออีกสามวันงานชุมนุมปรมาจารย์เริ่ม”
เซียวเหยียนกล่าว “ถือโอกาสพวกเราก็ไปฟังงานชุมนุมใหญ่นี้ ดูว่าวิถียุทธ์ของปรมาจารย์เหล่านี้เป็นอย่างไร เจ้าก็ไปดูด้วยกัน ต่อไปการก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทวะมนุษย์ของเจ้าจะมีประโยชน์”
“ดีเจ้าค่ะ!” หลิวรั่วซีหน้าปรากฏความยินดี
เซียวเหยียนก็พานางออกจากอารามยุทธ์ทันที ทั้งสองคนก็เดินเตร่ไปตามถนนอย่างช้าๆ มองโน่นมองนี่ ชื่นชมขนบธรรมเนียมประเพณีของเมืองแคว้นเหมันต์แห่งนี้
คืนวันนั้น ในที่แห่งหนึ่งในเมือง กลับมีกิจกรรมที่คึกคักจัดขึ้น
ช่วงชิงอันดับในทำเนียบ
ประลองยุทธ์บนเวที ตามอันดับ จะได้รับรางวัลที่ทางจวนเจ้าเมืองมอบให้
ตอนนี้ปรมาจารย์ใต้หล้าเดินทางมา ดึงดูดอัจฉริยะแต่ละแคว้นมารวมตัวกัน ยิ่งใหญ่กว่าตอนที่สำนักศึกษาตำหนักจันทน์รับศิษย์เสียอีก ในเมืองทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยผู้คน
อัจฉริยะนับไม่ถ้วนพบหน้ากัน แต่ไม่มีที่ระบาย ทำได้เพียงพูดคุยบนกระดาษ จวนเจ้าเมืองในท้องถิ่นก็ถือโอกาสเปิดตัวกิจกรรมนี้ เพื่ออุ่นเครื่องให้กับงานชุมนุมปรมาจารย์
เวทีช่วงชิงอันดับนี้จำกัดเพียงสามขอบเขต จากขอบเขตสืบทอดวิญญาณถึงขอบเขตสิบห้าลี้
ที่ต่ำกว่าขอบเขตสืบทอดวิญญาณ ก็ไม่จำเป็นต้องแสดงแล้ว ที่ใต้เวทีแทะเมล็ดแตงโมดูไปก็พอแล้ว
เซียวเหยียนสำหรับความคึกคักเช่นนี้ไม่มีความสนใจ เขาหากขึ้นเวที ผู้มีขอบเขตสิบห้าลี้ก็มิอาจสู้เขานิ้วเดียวได้ เป็นเพียงการรังแกเด็กเท่านั้น
แต่หลิวรั่วซีเพิ่งจะสืบทอดวิญญาณ กำลังอยู่ในช่วงที่อารมณ์คึกคักที่สุด เซียวเหยียนไม่ทนที่จะทำลาย ก็ยังคงอยู่เป็นเพื่อนนางเดินมาถึงที่นี่ มาถึงนอกเวทีของขอบเขตสืบทอดวิญญาณ
“ทำไมเป็นเจ้า?”
เพิ่งจะมาถึงที่นี่ บังเอิญอย่างยิ่ง เซียวเหยียนก็เจอฟ่านหลิงเอ๋อร์ในตอนกลางวัน
ข้างกายฟ่านหลิงเอ๋อร์คือหญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวเรียบง่าย สวี่หว่านเอ๋อร์ พวกนางทั้งสองคนล้วนแต่เป็นขอบเขตสืบทอดวิญญาณ ได้ยินข่าวแล้วก็รีบกินข้าวเย็นเสร็จ ก็รีบมาที่นี่ ในใจล้วนแต่กระตือรือร้นอยากจะลอง
ส่วนศิษย์พี่ของพวกนางก็ไปที่เวทีของขอบเขตวิญญาณสัญจรแล้ว ก็ตั้งใจจะขึ้นเวทีประลองสักหน่อย เพื่อแลกเปลี่ยนฝีมือกับอัจฉริยะจากแต่ละแคว้น
“นายท่าน ท่านรู้จักพวกนางรึเจ้าคะ?”
หลิวรั่วซีเขย่งปลายเท้าไปข้างหน้ามอง ได้ยินเสียงถึงได้มองไปยังเบื้องหน้าอย่างประหลาดใจ
“เพิ่งจะรู้จัก” เซียวเหยียนกล่าว
“เจ้ามาที่นี่ทำไม เจ้าก็เพิ่งจะขอบเขตสืบทอดวิญญาณรึ?”
ฟ่านหลิงเอ๋อร์เมื่อเห็นท่าทีที่เย็นชาของเซียวเหยียน ก็เลิกคิ้วเล็กน้อย กล่าวอย่างเย้ยหยัน
สวี่หว่านเอ๋อร์กลับมองสำรวจเซียวเหยียนอย่างสงสัยใคร่รู้ เมื่อได้ยินคำเรียกนายท่าน ประกอบกับพฤติกรรมของเซียวเหยียนในตอนกลางวัน ที่มอบกริชล้ำค่าให้ผู้อื่นอย่างง่ายดาย ทั้งยังบอกอีกว่าจะตามหาปรมาจารย์เพื่อซื้อภาพวาด… ช่างเหมือนกับคุณชายน้อยตระกูลร่ำรวยที่ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีเสียจริง
“หืม?”
หลิวรั่วซีรับรู้ถึงน้ำเสียงที่ไม่เป็นมิตรของอีกฝ่าย ทันใดนั้นก็ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กล่าวเสียงเย็น “เจ้าห้ามเสียมารยาท!”
ฟ่านหลิงเอ๋อร์ชะงักไป รับรู้ถึงไอพลังของนาง กลับเป็นขอบเขตสืบทอดวิญญาณเช่นกัน ก็อดไม่ได้ที่จะหน้าบึ้งกล่าว “แล้วเจ้าคือใคร องครักษ์ของเขารึ?”
หลิวรั่วซีเพียงแค่จ้องมองนางอย่างเย็นชา ไม่ได้ตอบ
ฟ่านหลิงเอ๋อร์ถูกนางจ้องมองจนรู้สึกขุ่นเคืองอยู่บ้าง แต่ก็ตระหนักได้ว่า สถานะของเซียวเหยียนดูเหมือนจะไม่ธรรมดา มิเช่นนั้นไฉนเลยจะมอบกริชเลื่องชื่อให้นางอย่างง่ายดาย เพียงเพื่อให้นางนำทางไปหาไป๋ชุนไห่เท่านั้น
อีกอย่าง การตามหาปรมาจารย์ท่านนั้น ยังไม่ใช่เพื่อคารวะเป็นอาจารย์หรือขอวิชา เป็นเพียงเพื่อซื้อภาพวาดภาพหนึ่ง
“หึ!” ภายใต้การดึงรั้งของสวี่หว่านเอ๋อร์ นางก็อดกลั้นอารมณ์ไว้ เพียงแค่แค่นเสียงเย็นชาหนึ่งที
ในตอนนี้บนเวทีก็มีเสียงโห่ร้องดังขึ้น รอบๆ ก็มีเสียงเชียร์ดังขึ้นเป็นระลอก
กลับเห็นว่าคือการประลองที่สูสีกันสิ้นสุดลง โดยมีคนหนึ่งพ่ายแพ้
“ไป พวกเราก็ไป”
ฟ่านหลิงเอ๋อร์กล่าวกับสวี่หว่านเอ๋อร์ทันที พูดจบก็ถลึงตาใส่เซียวเหยียน “เจ้าฝีมือตอนที่หยิบกริชนั่นของจริวไหม ? จะขึ้นมาประลองกับข้าสักตั้งหรือไม่ ชนะแล้วข้าถึงจะยอมรับเจ้า”
เซียวเหยียนมองนางแวบหนึ่งอย่างเบื่อหน่าย เด็กหญิงน้อยคนนี้ไม่เคยถูกสั่งสอน ถูกตามใจจนเสียคนจริงๆ
“อาศัยเจ้าก็มีคุณสมบัติท้าทายนายท่านของข้ารึ?”
หลิวรั่วซีกลับขมวดคิ้วกล่าวตอบอย่างเย็นชา
ฟ่านหลิงเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นโกรธจนแทบจะควันออกจมูก แล้วกล่าว “นายท่านของเจ้าเก่งขนาดนี้ทำไมไม่ไปเวทีของขอบเขตสิบห้าลี้ วิ่งมาที่นี่ทำไม มีปัญญาก็ขึ้นเวทีประลอง แสดงฝีมือที่แท้จริงออกมาสิ!”
“เจ้าอยากจะสู้ ข้าเล่นเป็นเพื่อนก็พอแล้ว” หลิวรั่วซีกล่าว
“เจ้ารึ? เพิ่งจะสืบทอดวิญญาณกระมัง อย่ามาบอกเชียวว่าข้ารังแกเจ้า”
ฟ่านหลิงเอ๋อร์โกรธจนหัวเราะ พลิกตัวก็ขึ้นเวที
หลิวรั่วซีกล่าวกับเซียวเหยียนว่า “นายท่าน ข้าจะไปประลองกับนางเอง”
“งั้นเจ้าก็ระวังหน่อยนะ นางคือขอบเขตสืบทอดวิญญาณขั้นสี่ เจ้าเพิ่งจะสืบทอดวิญญาณยังไม่คุ้นเคยทั้งหมด ระวังหน่อย อย่าได้ทำให้นางบาดเจ็บ” เซียวเหยียนกล่าว
ข้างๆ กัน สวี่หว่านเอ๋อร์เมื่อได้ยินคำพูดของเซียวเหยียนก็ชะงักไป สงสัยว่าตนเองฟังผิด
เด็กหนุ่มผู้นี้มองออกถึงระดับพลังของหลิงเอ๋อร์อย่างชัดเจน แต่กลับกำชับคนที่เพิ่งจะสืบทอดวิญญาณว่าอย่าได้ทำร้ายหลิงเอ๋อร์?
“ข้าจะควบคุมให้ดีเจ้าค่ะ” หลิวรั่วซีกล่าว จากนั้นก็กระโดดขึ้นไปบนเวที
ผู้ชนะก่อนหน้านี้ได้ลงไปพักแล้ว เมื่อฟ่านหลิงเอ๋อร์กับหลิวรั่วซีขึ้นเวที ใต้เวทีก็พลันมีเสียงโห่ร้องดังขึ้นเป็นระลอก
“เจ้าไม่กังวลรึ?”
สวี่หว่านเอ๋อร์เมื่อเห็นท่าทีที่เรียบเฉยของเซียวเหยียน อดไม่ได้ที่จะถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“ก็กังวลอยู่บ้าง” เซียวเหยียนมีความรู้สึกที่ดีต่อหญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวเรียบง่ายผู้นี้อยู่บ้าง จึงยิ้มตอบกลับไป “หวังว่านางจะลงมือไม่หนักเกินไป จนตีของรักของหวงบ้านพวกเจ้าจนร้องไห้”
“…” สวี่หว่านเอ๋อร์พูดไม่ออก
ในตอนนี้การประลองบนเวทีก็เริ่มขึ้นแล้ว
ฟ่านหลิงเอ๋อร์ใช้ออกซึ่งลักษณ์วิญญาณ กลับเป็นวิญญาณที่สืบทอดมาจากขอบเขตจตุรภพ ลักษณ์วิญญาณนั้นจึงแฝงไปด้วยบารมีที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
หลิวรั่วซีก็อัญเชิญลักษณ์วิญญาณออกมาเช่นกัน ต้านทานการข่มขวัญของอีกฝ่าย จากนั้นก็ชักกระบี่พุ่งออกไป นางใช้คือกระบี่ของตนเอง ส่วนมังกรท่องนภานั้น ก่อนจะขึ้นเวทีได้คืนให้เซียวเหยียนไปชั่วคราว
แสงกระบี่ส่องประกาย ดูเหมือนจะมีดอกกระบี่นับไม่ถ้วนหมุนวน ราวกับหยาดฝนถาโถมเข้าไป
ฟ่านหลิงเอ๋อร์ตกใจ รีบชักดาบ เสียงปะทะกันดังติงๆ ตังๆ แต่ในไม่ช้า กระบี่สายหนึ่งก็พาดผ่านเงาดาบ จ่ออยู่ที่ลำคอของฟ่านหลิงเอ๋อร์
การต่อสู้สิ้นสุดลง…
ใต้เวที สวี่หว่านเอ๋อร์มองจนตาค้าง ไม่น่าเชื่อว่าจะชนะจริงๆ! หญิงสาวคนนั้นไม่ใช่เพิ่งจะขอบเขตสืบทอดวิญญาณรึ? อีกอย่าง เพลงกระบี่นั่นคืออะไรกัน มันซับซ้อนเกินไปแล้ว!
บนเวที ฟ่านหลิงเอ๋อร์ตะลึงงันมองคมกระบี่ตรงหน้า บนคมดาบสีขาวราวหิมะยังคงสะท้อนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงงของนาง
หลิวรั่วซีเหลือบมองนางแวบหนึ่ง เสียงดังเคร้ง พลิกข้อมือ แสงกระบี่ก็กลับเข้าฝัก จากนั้นก็หันกายไปทางใต้เวที กล่าว “ขอคำชี้แนะด้วย”
เห็นได้ชัดว่านางต้องการจะท้าทายต่อไป เชิญอัจฉริยะคนอื่นขึ้นเวที
การประลองกับฟ่านหลิงเอ๋อร์เมื่อครู่ สำหรับนางแล้วเป็นเพียงแค่อุ่นเครื่อง
ถึงแม้ระดับพลังของทั้งสองจะต่างกันถึงสี่ขั้น อีกอย่างนางเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตสืบทอดวิญญาณ ยังไม่ทันได้ฝึกฝนและสร้างความมั่นคง แต่เพลงกระบี่ของนางสูงส่งกว่าอีกฝ่ายมากเกินไปแล้ว การปะทะของดาบกระบี่ดูเหมือนจะดุเดือด ที่จริงแล้วนางไม่ได้ใช้พลังปะทะตรงๆ เลย แต่ใช้ความคล่องแคล่วในการสลายพลัง จากนั้นจึงใช้กระบี่เดียวตัดสินชัยชนะ
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวรั่วซี ฟ่านหลิงเอ๋อร์ก็ราวกับตื่นจากฝัน จากนั้นใบหน้าก็ปรากฏความอับอายและโกรธแค้นสีแดงก่ำ ขอบตารื้นน้ำตา กัดริมฝีปากพุ่งลงจากเวที
“หลิงเอ๋อร์”
สวี่หว่านเอ๋อร์เห็นท่าทางเช่นนั้น ก็ไม่สนใจว่าตนเองยังอยากจะเข้าแข่งขัน รีบไล่ตามไป
และบนเวที เมื่อหลิวรั่วซีเชื้อเชิญท้าประลอง ในไม่ช้าก็มีคนขึ้นเวที ไม่นานนัก การต่อสู้ที่ดุเดือดก็เปิดฉากขึ้นอีกครั้ง
หลิวรั่วซีเอาชนะติดต่อกันสี่คน สุดท้ายถูกหญิงสาวขอบเขตสืบทอดวิญญาณขั้นแปดคนหนึ่งเอาชนะไป
เมื่อเห็นหลิวรั่วซีที่ลงจากเวทีด้วยสีหน้าที่เจือความท้อแท้ เซียวเหยียนก็ยิ้มๆ “รอจนเจ้าสร้างความมั่นคงให้ระดับบำเพ็ญได้แล้ว และบรรลุถึงเจตจำนงที่แท้จริงของเพลงกระบี่พันปักษาของเจ้า เมื่อครู่เจ้าก็สามารถชนะได้”
“เจตจำนงที่แท้จริง… มันยากเกินไปเจ้าค่ะ” หลิวรั่วซีหัวเราะอย่างขมขื่น
เซียวเหยียนก็จนใจอยู่บ้าง อย่างไรเสียนี่เจ้าก็ข้ามระดับพลังไปถึงแปดขั้นถึงจะพ่ายแพ้ คนอื่นก็เป็นอัจฉริยะ ทำไมยังจะรู้สึกน้อยใจอีก?
“นายท่าน หากเป็นท่านใช้เพียงแค่พลังขอบเขตสืบทอดวิญญาณขั้นหนึ่งในการต่อสู้ ท่านจะใช้กี่กระบวนท่าถึงจะชนะ?”
หลิวรั่วซีทันใดนั้นก็มองไปยังเซียวเหยียน ในแววตามีความคาดหวังและสงสัยใคร่รู้ นางรู้ดีว่าเซียวเหยียนคืออัจฉริยะ ความเร็วในการฝึกฝนน่ากลัวอย่างยิ่ง นางคิดที่จะไล่ตามฝีเท้าของเซียวเหยียนในด้านระดับพลังนั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่นางอยากจะไล่ตามเงาในอดีตของเซียวเหยียนดูสักครั้ง
“ข้ารึ?”