หมื่นวิถี... หนึ่งกระบี่ พิฆาตสวรรค์ ! - ตอนที่ 239 ศิษย์ตำหนักขาว
บทที่ 239
“อาจารย์เซียว?!”
เสียงที่ยินดีหลายสายดังขึ้นมา จากนั้นก็เห็นชายหนุ่มหลายคนวิ่งเข้ามา ล้วนแต่คือศิษย์ตำหนักขาว
ซูซินอี๋เหลือบมองเซียวเหยียนแวบหนึ่ง “ได้ยินมาว่าเจ้าเพิ่งจะสอนไปสองคาบเรียน ก็ทำให้ความแข็งแแรงของพวกเขาก้าวหน้าไปหนึ่งระดับแล้ว เจ้าพวกนี้ล้วนแต่เคารพเจ้าอย่างยิ่งนะ”
นางคือขอบเขตสิบห้าลี้ จบการศึกษาจากตำหนักขาวไม่นาน ก็อยู่ที่สำนักศึกษาสอนหนังสือ ทำได้เพียงสอนศิษย์ชั้นเอก ครั้งนี้มาฟังธรรมก็อยากจะถือโอกาสก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทวะมนุษย์
“อาจารย์เซียว”
ศิษย์เหล่านี้เข้ามา เมื่อเห็นเซียวเหยียนแล้ว ล้วนแต่โค้งคำนับคารวะหนึ่งที ใบหน้าปรากฏสีหน้าที่เคารพ
ถึงแม้เซียวเหยียนจะออกจากจวนขุนพลเทวะ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเคารพที่พวกเขามีต่อเซียวเหยียน
เซียวเหยียนยิ้มๆ ให้หานอู่ไปย้ายเก้าอี้มาต่อโต๊ะ
เมื่อศิษย์ตำหนักขาวทยอยมาถึง ทางฝั่งของเซียวเหยียนก็คึกคักอย่างยิ่ง ต้องรู้ก่อนว่าศิษย์ตำหนักขาวมีถึง 50 คน นอกจาก 20 คนที่หวงอี้เฉินพวกเขาเป็นผู้นำทีมแล้ว ยังมีอีก 30 คนที่ล้วนแต่อาศัยความสัมพันธ์ของครอบครัวตนเองทยอยมาถึง มีเพียงสองสามคนที่ขาดไป
ในต่างแดนได้พบหน้ากัน ทุกคนก็ค่อนข้างจะยินดี ถึงแม้เซียวเหยียนจะออกจากเมืองมรกตไม่นาน แต่พวกเขากลับมีความรู้สึกเหมือนกับได้พบกันอีกครั้งหลังจากที่จากกันไปนาน
เสียงพูดคุยที่นี่ก็ดึงดูดความสนใจของคนบางส่วนที่อยู่ไกลออกไป
ที่โต๊ะทางฝั่งของไป๋ชุนไห่ ปรมาจารย์หลายท่านสังเกตเห็นเงาร่างจำนวนมากที่ล้อมรอบอยู่ทางฝั่งของเซียวเหยียน เมื่อตั้งใจฟังเล็กน้อย ก็ฟังออกถึงสถานะของหวงอี้เฉินและคนอื่นๆ และจากบทสนทนาของพวกเขาก็ทราบถึงสถานะของเซียวเหยียน
“เด็กคนนั้น คืออัจฉริยะผู้นั้นของเมืองมรกตรึ?!”
เมื่อฟังสถานะของเซียวเหยียนชัดเจน ปรมาจารย์หลายท่านบนโต๊ะก็ล้วนแต่สีหน้าเปลี่ยนไป มองไปยังทิศนั้นด้วยความตกตะลึงอยู่บ้าง
เด็กหนุ่มที่เพิ่งจะมาที่นี่พูดจาอ่อนโยนขอซื้อภาพวาดเลื่องชื่อ กลับคืออัจฉริยะฝึกฝนอันดับหนึ่งในรอบพันปีที่โด่งดังไปทั่วหล้าผู้นั้นรึ?
อายุ 14 ปีก็พุ่งขึ้นสู่ทำเนียบมังกรสวรรค์อันดับที่ 5 พิชิตความเป็นปรมาจารย์ นับว่าไร้ผู้เปรียบทั้งในอดีตและปัจจุบัน!
ชายวัยกลางคนร่างกำยำด้านหลังไป๋ชุนไห่ สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป ตกตะลึงและสั่นเทาอยู่บ้าง เขาเมื่อครู่กล่าววาจาไม่เกรงใจต่อเด็กหนุ่มผู้นั้น ผลคือคนผู้นั้นกลับเป็นปรมาจารย์หนุ่ม?!
มิน่าเล่าอีกฝ่ายถึงไม่สนใจเขาตั้งแต่ต้นจนจบ ที่แท้ในสายตาของอีกฝ่ายไม่มีเขาอยู่เลย…
“เขาคือเซียวเหยียน?!”
“อายุ 14 ปีก็เข้าสู่ขอบเขตเทวะมนุษย์แล้ว ข้าก็ว่าอยู่ว่าเหตุใดเมื่อครู่ถึงตรวจสอบระดับพลังบำเพ็ญของเขาไม่ได้”
“ที่แท้ก็คือเขา ดูยังหนุ่มมาก อายุ 14 ปีจริงๆ!”
“เขาก็มาด้วยรึ? ในการชุมนุมวิถีปรมาจารย์ ไม่รู้ว่าเขาใช้วิธีใดถีบประตูสวรรค์ให้เปิดออก!”
เมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไป ก็มีเสียงฮือฮาดังขึ้น สายตาของผู้คนมากมายในงานต่างก็พากันจับจ้องไปยังร่างของเด็กหนุ่มที่ถูกเหล่าศิษย์ตำหนักจันทน์ห้อมล้อมอยู่
พริบตาเดียว สถานที่แห่งนั้นก็กลายเป็นศูนย์กลางที่ทุกคนจับตามอง
ถึงแม้ในงานจะมีหนุ่มสาวผู้มีความสามารถที่โด่งดังไปทั่วหล้าอยู่ไม่น้อย แต่หากจะพูดถึงชื่อที่โด่งดังที่สุดในช่วงหลายเดือนมานี้ ก็ย่อมต้องเป็นเด็กหนุ่มผู้นั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
“อะไรนะ?”
ทางฝั่งของฟ่านจื่อเซวียนกำลังรวมตัวกับสหายเก่า แต่ด้วยโสตประสาทที่เฉียบแหลมของปรมาจารย์ เสียงจอแจและเสียงอุทานอื่นๆ ที่ดังมาจากข้างหู เขาก็สังเกตเห็น
ในไม่ช้า สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไป มองไปยังเด็กหนุ่มที่เพิ่งจะทักทายไปเมื่อครู่ด้วยสายตาที่ตกตะลึง
เด็กหนุ่มนั่นคือปรมาจารย์หนุ่มผู้นั้น?!
ข้างกายเขา ฟ่านหลิงเอ๋อร์และสวี่หว่านเอ๋อร์ก็ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน ณ เวลานี้สายตาทั่วทั้งงานต่างก็จับจ้องไปที่นั่น พวกนางอยากจะไม่รู้ก็ยากแล้ว
“เขา…คือคนนั้นรึ?”
ฟ่านหลิงเอ๋อร์ตกตะลึง มองดูเด็กหนุ่มที่กำลังพูดคุยหัวเราะผู้นั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ อีกฝ่ายยังคงมีสีหน้าที่สบายๆ อบอุ่น และมีรอยยิ้มที่ไม่ใส่ใจเช่นเคย
หัวใจของนางเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง รู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อ
ก่อนหน้านี้ นางเพิ่งจะได้ยินชื่อของปรมาจารย์หนุ่มบนทำเนียบมังกรสวรรค์ ก็เกิดความชื่นชม อยากจะเห็นหน้าจริงมาโดยตลอด
ผลคือตนเองเมื่อครู่กลับกล่าววาจาเย็นชาเย้ยหยันอีกฝ่ายไป
“มิน่าเล่าเขาสามารถมีพื้นฐานวิทยายุทธ์ถึงเพียงนั้น หยิบกริชลงมาได้อย่างง่ายดาย…” ชายหนุ่มพึมพำกับตนเอง จากนั้นก็รู้ว่าเรื่องนี้สำหรับอีกฝ่ายแล้วไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงเลย
“ปรมาจารย์หนุ่ม…” สวี่หว่านเอ๋อร์ดวงตาส่องประกาย ในแววตามีประกายแสงที่แปลกประหลาด
ณ ที่นั่งอีกแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าเซียวชิงหลวนมีปรมาจารย์หลายท่านเข้ามาทักทาย
ถึงแม้เซียวชิงหลวนจะเป็นเพียงขอบเขตวิญญาณสัญจร แต่ภูมิหลังของนางยิ่งใหญ่เกินไป ปรมาจารย์เหล่านี้ก็อยากจะขอยืมร่มเงาของจวนขุนพลเทวะบ้าง
ทันใดนั้นเสียงจอแจที่มาจากข้างหน้าทำให้คนหลายคนเงยหน้าขึ้นมอง รอจนตั้งใจฟังอย่างละเอียดก็ล้วนแต่ตะลึงงันไป
“เขาก็มาด้วย?!”
เซียวชิงหลวนพลันลุกขึ้นยืน มองไปยังที่แห่งนั้นอย่างตกตะลึง ในวินาทีต่อมาจิตวิญญาณก็พุ่งออกจากศีรษะโดยตรง ก็เห็นเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ไกลออกไป รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้านั้น นางไม่มีวันลืมเลือนได้เลย
เสียงดังซวบ เซียวชิงหลวนก็รีบมุ่งหน้าไปยังที่แห่งนั้นทันที
“คุณหนู” องครักษ์หญิงในกองทัพสองคนก็รีบติดตามไป
“เซียวเหยียน!”
เซียวเหยียนที่กำลังรวมตัวกับศิษย์ตำหนักจันทน์อยู่ ทันใดนั้นได้ยินคนเรียกชื่อนี้ เขาก็หันไปมองแวบหนึ่ง
ฝูงชนเปิดทางให้ เงาร่างของเซียวชิงหลวนก็พุ่งเข้ามา นางมีสีหน้าที่ตื่นเต้นอยู่บ้าง แก้มก็แดงระเรื่อ
“เจ้าก็มาด้วย” เซียวเหยียนประหลาดใจอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดถึงระดับบำเพ็ญของอีกฝ่าย มาที่นี่ก็เป็นเรื่องปกติ
“เจ้า…”
เซียวชิงหลวนมีคำพูดมากมายอยากจะพูด อยากจะถามเซียวเหยียนว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ อยากจะเกลี้ยกล่อมเซียวเหยียนให้กลับจวนขุนพลเทวะ อย่าได้ถือสาหาความกับท่านอา แต่คำพูดมาถึงปาก ก็ได้เห็นศิษย์ตำหนักจันทน์ที่นั่งอยู่เต็มรอบตัวเซียวเหยียน และยังมองดูเด็กหนุ่มที่ถูกทุกคนห้อมล้อม
นางพลันรู้สึกว่า ต่อให้ไม่มีรัศมีภาพของจวนขุนพลเทวะ เด็กหนุ่มผู้นี้ก็ดูเหมือนจะยังคงเป็นศูนย์กลางที่ทุกคนจับตามอง
ปรมาจารย์หนุ่มวัย 14 ปี เพียงพอที่จะทำให้ชาวโลกตกตะลึง
ไม่ใช่อีกฝ่ายที่สูญเสียรัศมีภาพของจวนขุนพลเทวะไป
แต่เป็นจวนขุนพลเทวะ ที่ได้สูญเสียเขาไป
“เจ้าสบายดีหรือไม่?”
ในที่สุด เซียวชิงหลวนก็ถามออกมาเพียงประโยคเช่นนี้
“สบายดี”
เซียวเหยียนยิ้มเล็กน้อย สำหรับพี่สาวร่วมตระกูลที่ตนเคยซ้อมอย่างหนักผู้นี้ เขาไม่มีทั้งความรู้สึกที่ดีหรือความรู้สึกที่ไม่ดี
ตอนนั้นก็เป็นเพียงแค่การสั่งสอนเด็กหญิงน้อยที่ไม่รู้ความไปตามเรื่อง บัดนี้ได้มาพบกันในต่างแดน อีกฝ่ายไม่ได้ซักไซ้ว่าเขาเป็นอย่างไร แต่กลับสามารถเอ่ยถามประโยคเช่นนี้ออกมาได้
เขาย่อมต้องตอบกลับด้วยเจตนาดี